ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantage--DCA) เป็นหลักการสำคัญสำหรับการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาว เพราะDCA เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้อย่างยาวนานในระยะยาวจนสุดท้ายกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ใหญ่โตตั้งแต่ต้น แต่เพราะมีความได้เปรียบในเชิงโครงสร้างธุรกิจของบริษัททำให้คู่แข่งไม่สามารถทำได้ดีกว่าหรือเลียนแบบได้ยากวิธีดูว่าบริษัทนั้นมี DCA หรือไม่ อาจดูได้จากคุณสมบัติต่างๆ ของบริษัทนั้นที่โดดเด่นกว่าบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียว อาทิ1.มีแบรนด์หรือภาพลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง หรือเป็นแบรนด์แรกที่ลูกค้านึกถึงทันทีเมื่อพูดถึงสินค้าประเภทนั้น เช่น พูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคนก็ต้องนึกถึงมาม่า นาฬิกาหรูก็นึกถึงโรเล็กซ์ กระเป๋าหรูก็นึกถึงหลุยส์ วิตตอง
2.มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตทำให้มีกำไรสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น สินค้าประเภทเดียวกันขายราคา 100 บาท บริษัท A มีต้นทุนอยู่ 80 บาททำให้ได้กำไร 20 บาทต่อชิ้น ในขณะที่บริษัท B มีต้นทุน 85 บาท ทำให้มีกำไรเพียง 15 บาทต่อชิ้นซึ่งน้อยกว่าบริษัท A ถ้าสมมุติว่าต่อไปบริษัท A ใช้กลยุทธ์ลดราคาสินค้าลง ท้ายที่สุดบริษัท B ที่มีกำไรต่อชิ้นน้อยกว่าย่อมจะเสียเปรียบและอาจพ่ายแพ้ในที่สุด
3.สินค้าหรือบริการของบริษัทมีลักษณะที่ทำให้ลูกค้ามีความยากลำบากที่จะเลิกใช้หรือเปลี่ยนผู้ขายหรือผู้ให้บริการ เช่น ระบบปฏิบัติการอย่าง วินโดว์ แอนดรอยด์ ไอโอเอส เครื่องบินอย่างโบอิ้ง แอร์บัส หรือสนามบินตามเมืองสำคัญที่ลูกค้าคือสายการบินต่างๆ ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้สนามบินอื่นได้ และที่ใกล้ตัวอย่างโรงพยาบาลประจำครอบครัว ประกันชีวิต กระทั่งการเปลี่ยนค่ายหรือเบอร์โทรศัพท์ในสมัยก่อนก็เป็นเรื่องยากลำบากมาก หุ้นของบริษัทเหล่านี้จึงสามารถผูกลูกค้าให้อยู่กับบริษัทได้อย่างยาวนาน
4.บริษัทมีเครือข่ายลูกค้าที่กว้างขวางเป็นผู้นำตลาดหรือมีส่วนแบ่งการตลาดสูง เช่นร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่น กับ แฟมิลี่มาร์ท หรือร้านสุกี้ อย่างMK กับสุกี้เจ้าอื่นๆ จะเห็นได้ว่ายิ่งนานไปเท่าไหร่ฝ่ายที่เป็นผู้นำตลาดและมีเครือข่ายที่กว้างขวางกว่าจะยิ่งทิ้งห่างคู่แข่งไปเรื่อยๆ
สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนในระยะยาวการมองหาหุ้นที่มี Durable Competitive Advantage จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องมีเป็นอันดับแรก เพราะทำให้สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่งว่าตัวบริษัทจะยังอยู่รอดอย่างแข็งแกร่งไปได้อีกหลายปี
---------------------
“นั่งก่อนสิน้องบีน่า” ณรัชต์บอกรุ่นน้องคนดังของโรงเรียนดูเหมือนช่วง 2-3 อาทิตย์นี้พวกเขาจะไม่ค่อยมีโอกาสได้สนทนากันนัก นอกจากพยักหน้าและยิ้มทักทายให้กันไปมาเวลาเจอกันในโรงเรียนเท่านั้น
สาวน้อยลูกครึ่งรีบนั่งลงที่ม้าหินอ่อนตัวเดียวกันจนชิดพร้อมกับยื่นมือมาจับแขนณรัชต์เขย่าเบาๆ อย่างร้อนใจ
“พี่นะคะ พวกเจ้าเหมียวกับเจ้าตูบในโรงเรียนแย่แล้วค่ะ”
ณรัชต์มองแววตาที่ร้อนรนของรุ่นน้องอย่างแปลกใจ
อ๊ะ! พอได้มาจ้องใกล้ๆ หน้าห่างกันแค่คืบเขาเลยเพิ่งสังเกตเห็นว่ารุ่นน้องมีตาสีน้ำตาลอมเขียวนิดๆ ด้วย ถ้าไม่มองใกล้ ๆ คงคิดว่าสีตาของรุ่นน้องมีสีน้ำตาลอ่อนอย่างที่เคยเห็นห่างๆ หรือเห็นจากรูปถ่ายเท่านั้น
“พี่นะคะ”
“หือ อือว่าไงครับ” ณรัชต์มัวแต่มองสีตาของรุ่นน้องจนลืมไปว่าเมื่อกี้รุ่นน้องพูดอะไร
บีน่าปล่อยแขนณรัชต์ก้มหน้างุดมองมือของตัวตัวเองที่วางอยู่บนตัก ทำให้คนร่วมโต๊ะเห็นเพียงใบหูแดงๆ ของคนที่กำลังก้มหน้าอยู่เท่านั้น
“บีน่าาา หล่อนนน ออกจากห้องประชุมมาไม่รอเลยนะยะ” มีเสียงลากยาวขัดจังหวะบรรยากาศเก้อเขิน กระอักกระอ่วนของรุ่นพี่รุ่นน้องที่นั่งร่วมโต๊ะกันอยู่สองคน
“อ้าว คุณพี่คนนั้นนะเอง สวัสดีค่ะ” คนมาใหม่ที่ปราดเข้ามาร่วมโต๊ะหันมาทางณรัชต์ที่เห็นนั่งติดอยู่กับเพื่อนสนิทของเธอพร้อมกับกล่าวทักทาย
ณรัชต์รับไหว้รุ่นน้องที่เดินบึ่งเข้ามาหารุ่นน้องดาวโรงเรียนอย่างงงๆหน้าตาคุ้นๆ ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของรุ่นน้องร่วมโต๊ะที่เขามักเห็นอยู่ด้วยกันเสมอ
ไหว้ณรัชต์เสร็จรุ่นน้องคนที่มาใหม่ก็นั่งลงที่ม้าหินอ่อนอีกตัวก่อนจะชะโงกหน้ามาพูดคุยกระซิบกระซาบกับเพื่อนสนิท
“หน้าแดงแจ๋มีพิรุธเลยนะหล่อน ฉันมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่ายะ” เสียงกระซิบกันเบาๆ แต่นั่งอยู่ใกล้กันแค่นี้ณรัชต์ก็พลอยได้ยินไปด้วย
“บีน่าจะมาขอให้พี่นะช่วยต่างหากล่ะ” เสียงรุ่นน้องอุบอิบเสียงเบาแก้ตัวกับเพื่อนสนิท
ณรัชต์ได้ยินรุ่นน้องสาวสวยคุยกับเพื่อนจึงนึกขึ้นได้ว่าในตอนแรกเหมือนน้องบีน่าจะมีเรื่องร้อนใจมาหาเขา
“เรื่องเจ้าเหมียวกับเจ้าตูบในโรงเรียนนี่มันเรื่องอะไรหรือครับน้องบีน่า” ณรัชต์กล่าวทวนคำพูดของรุ่นน้องที่พูดกับเขาในคราวแรก
“อ้อ! เรื่องนี้เอง นี่หล่อนมาบอกพี่เขาทำไม จะให้พี่เขาช่วยคัดค้านกับทางโรงเรียนเหรอ”เพื่อนสนิทบีน่ากล่าวขึ้นอย่างเข้าใจเรื่องราว ก่อนหันหน้าไปถามเพื่อนสาวคนสวย
“หืม เรื่องอะไรหรือครับน้อง”ณรัชต์ถามขึ้นด้วยความสนใจ
“คืองี้ค่ะพี่…..” เพื่อนสนิทของรุ่นน้องดาวโรงเรียนก็เป็นคนเริ่มเล่าให้เขาฟัง
เรื่องมันเริ่มจากการมีเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ม.2 เคยร้องเรียนว่าถูกสุนัขที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนเห่า ทำท่าจะกัด และมีที่บอกว่าถูกสุนัขโรงเรียนที่อาศัยอยู่ใต้ถุนอาคารไล่กัดก็มี รวมทั้งมีนักเรียนที่บ่นเรื่องแมวจรในโรงเรียนที่ฉี่และขับถ่ายไม่เป็นที่ทางจนส่งกลิ่นรบกวนอยากจะให้ทางโรงเรียนจัดการ
หลังจากนั้นประธานนักเรียนก็ไปปรึกษากับผู้อำนวยการโรงเรียนแล้วก็เอาเรื่องนี้มาแจ้งให้ที่ประชุมสภานักเรียนทราบ โดยประธานนักเรียนปรึกษากับผู้อำนวยการแล้วว่าจะติดต่อให้ทางเทศบาลเข้ามาจัดการเรื่องนี้
และถ้าเป็นทางเทศบาลเข้ามาจัดการทุกคนรู้ดีว่ามาตรการของทางท้องถิ่นย่อมไม่ใช่การมาจับเอาไปดูแลเลี้ยงดูแน่นอน ทางเทศบาลคงจะมากวาดจับแล้วนำไปกำจัดหรือฆ่าทิ้งนั่นเอง
เมื่อประธานนักเรียนเอาเรื่องนี้เข้ามาแจ้งในที่ประชุมสภานักเรียนก็ทำให้ดาวโรงเรียนชั้น ม.4 กรรมการนักเรียนที่ตามปกติไม่เคยมีปากมีเสียงอะไรในที่ประชุมมาก่อนลุกขึ้นคัดค้านไม่เห็นด้วยในทันที และส่งผลถึงกรรมการนักเรียนชั้น ม.4 ที่เหลือก็ยกมือคัดค้านตามความเห็นของเพื่อนร่วมห้อง
แต่เมื่อมีมติให้ลงคะแนนเสียงตัดสิน กรรมการนักเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ชั้น ม.4 ไม่อยากขัดประธานนักเรียนจึงยกมือเห็นด้วยกับประธานเกือบทั้งหมด ทำให้เสียงส่วนใหญ่เป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนให้มีการจัดระเบียบความเรียบร้อยของโรงเรียนโดยการกวาดจับแมวกับหมาจรที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนออกไปให้หมด
บีน่าที่มีนิสัยรักสัตว์เมื่อเห็นว่าแพ้การลงคะแนนเสียงเรื่องนี้ในที่ประชุม หลังเลิกประชุมเธอจึงเดินบึ่งออกจากห้องกรรมการนักเรียนในทันทีโดยไม่รอเพื่อนสนิท
“พวกเจ้าตูบเจ้าเหมียวในโรงเรียนพวกมันน่ารักจะตาย บีน่าไม่เคยเห็นพวกมันไปเห่าหรือกัดใครเลย ยกเว้นแต่จะไปรังแกมันเท่านั้นล่ะ” รุ่นน้องดาวโรงเรียนอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมจากที่เพื่อนเล่าพร้อมกับจ้องหน้าณรัชต์ราวกับจะฟ้องเขาว่าหมากับแมวในโรงเรียนต่างหากที่ถูกรังแก
เจ้าแมวลายตัวอ้วนที่ชอบป้วนเปี้ยนอยู่แถวหลังอาคารมอปลายราวกับจะรู้ว่ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวเอง เดินอุ้ยอ้ายเข้ามาหาณรัชต์พร้อมกับเอาตัวถูไถขาเขาไปมาอย่างที่ทำเป็นประจำเวลามาให้อาหาร
“พี่นะต้องช่วยพวกมันนะคะ” รุ่นน้องมองเขาตาแป๋วณรัชต์ที่เริ่มจะคุ้นชินกับนิสัยพูดน้อยติดจะเรียบร้อยของน้องบีน่าในช่วงเวลานี้ พอได้เห็นสายที่ดูดื้อรั้น เหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ต่างจากปกติในตอนนี้ก็อดขำไม่ได้
“จ้ะ จ้ะ เดี๋ยวพี่จะช่วยแน่นอน”ณรัชต์พูดตะล่อมเอาใจดูจากสายตาที่ดื้อดึงแบบนี้ต่อให้เขาไม่ช่วยรุ่นน้องก็คงจะหาทางทำอะไรเพื่อช่วยพวกหมาแมวในโรงเรียนด้วยตัวเองอย่างแน่นอนหลังจากณรัชต์รับปาก รุ่นน้องทั้งคู่ก็มีสีหน้าโล่งใจ
เจ้าแมวลายเมื่อถูไถตัวกับณรัชต์อยู่นานแต่ยังไม่ได้ไก่ฉีกป้อนกลับมาเหมือนทุกทีก็เบนเป้าหมายไปทางหญิงสาวอีกคนที่มันรู้ว่าอีกฝ่ายเอ็นดูมันทันทีด้วยการกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักพร้อมกับถูแก้มไปมาออดอ้อน
เมื่อแมวอ้วนกระโดดขึ้นมานอนบนตักขัดจังหวะสนทนา รุ่นน้องก็หันไปลูบหัวเจ้าเหมียวตัวอ้วนที่หลับตาพริ้มอย่างสบายใจบนตัก
“บีน่าเอาเจ้านี่กลับบ้านด้วยดีกว่า” รุ่นน้องกล่าว
ณรัชต์มองอย่างขำๆ ดูรุ่นน้องวิตกกังวลราวกับกลัวว่าหมาแมวในโรงเรียนจะถูกจับตัวไปภายในวันนี้พรุ่งนี้ เขารู้ว่ากว่าจะประสานไปทางเทศบาล และกว่าทางเทศบาลจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ก็คงอีกหนึ่งอาทิตย์หรือสองอาทิตย์โน่นล่ะมองเห็นเพื่อนน้องบีน่ายื่นมือมาหมายจะลูบหัวเจ้าลายที่นอนอยู่บนตักเพื่อนบ้าง แต่เจ้าลายตัวอ้วนกลับเล่นตัว มีการเบี่ยงหัวหลบมือด้วย
น่าหมั่นไส้นิดๆ แฮะ ออเซาะแต่คนสวยนี่นา
หลังจากนั้นน้องบีน่ากับเพื่อนสนิทก็พากันลุกจากโต๊ะไป โดยรุ่นน้องดาวโรงเรียนยังอุ้มเจ้าลายแมวโรงเรียนกลับไปด้วย เจ้าแมวโรงเรียนผู้โชคดีที่จะได้มีบ้านใหม่และคงจะได้กลายเป็นสมาชิกใหม่ของแก๊งตระกูลเหมียวที่บ้านรุ่นน้อง
เมื่อตกปากรับคำรุ่นน้องไปแล้วเขาคงต้องคิดหาวิธีช่วยเหลือพวกเจ้าเหมียวเจ้าตูบในโรงเรียนอย่างจริงจังแล้วล่ะ
เช้าวันต่อมาในคาบว่างช่วงเช้า
ณรัชต์กำลังนั่งกินขนมดูเพื่อนร่วมห้องซ้อมฟุตบอลเพื่อเตรียมแข่งงานปัจฉิมนิเทศ โดยมีวิทย์กับเต้นั่งอยู่ในร่มคุยเป็นเพื่อนอยู่ที่ข้างสนาม ว่าไปแล้วเขาก็อิจฉาช่วงเวลาอายุตอนนี้ของตัวเองนิด ๆ ด้วยไม่ว่าเขาจะกินขนม ของหวาน อาหารต่าง ๆ มากมายขนาดไหน น้ำหนักเขาก็คงที่เท่าเดิม คงเพราะช่วงอายุนี้ของเขาร่างกายมีระบบเผาผลาญที่ดีเยี่ยม แต่พอหลังจากขึ้นเลข 3 นี่สิ เขาจำต้องออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสบ่อยๆ เพราะไม่อย่างนั้นน้ำหนักจะขึ้นได้อย่างรวดเร็วแซงหน้าราคาหุ้นที่มีในพอร์ตเสียอีก
ขณะยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มณรัชต์ก็ได้มองแก้วน้ำในมือที่เพิ่งซื้อมาจากซุ้มน้ำข้างสนามฟุตบอลด้วยความอ่อนใจ เขาเพิ่งดูดน้ำไปอึกเดียวน้ำอัดลมในแก้วก็หมดแล้ว ไม่รู้ว่าแม่ค้าจะอัดน้ำแข็งมาแน่นอะไรนักหนา แถมมีกลิ่นแปลกๆ ที่เป็นเอกลักษณ์อีก รู้งี้ซื้อน้ำจากโรงอาหารมาดีกว่า

“ได้ยินประกาศเมื่อเช้าไหมวิทย์” ณรัชต์ถามเพื่อนสนิทถึงประกาศของผู้อำนวยการที่หน้าเสาธงเมื่อเช้า
“เรื่องกวาดล้างหมาแมวออกจากโรงเรียนนั่นน่ะเหรอ”
“เออนั่นหล่ะ ข้าไม่เห็นด้วยว่ะ หมาโรงเรียนบางตัวนี่อยู่มาก่อนพวกเราเข้า ม.1 อีกมั้ง จะมาจับมันไปฆ่าทิ้งแบบก็เกินไป”
“หรือว่าที่น้องบีน่ามาหาแกเมื่อวานจะเรื่องนี้” วิทย์ตั้งข้อสังเกต
“อือ ใช่ น้องเขามาขอให้ช่วยเรื่องนี้ล่ะ”
“แล้วจะเอายังไง ก่อม็อบกันเลยดีไหม เอาให้เอิกเกริกไปเลย” เต้ผู้พร้อมจะสนับสนุนเพื่อนกล่าวอย่างแข็งขัน ยิ่งได้ยินว่ารุ่นน้องสาวสวยมาขอให้เพื่อนช่วยเรื่องนี้ยิ่งกระตือรือร้นขึ้นไปอีก
“ไม่ต้องขนาดนั้นนนน”ณรัชต์กล่าวเสียงยาวปรามเพื่อนสนิท ก่อนขยายรายละเอียด
“เอาแค่ล่ารายชื่อนักเรียนที่ไม่เห็นด้วยให้ได้เยอะ ๆ แล้วก็ยื่นรายชื่อให้ผู้อำนวยการก็พอ” ในกลุ่มเขาก็คงมีเต้คนเดียวนี่ล่ะที่กว้างขวางกว่าใครเพื่อน เพราะเป็นคนเฮฮา อัธยาศัยดี และเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียนจึงรู้จักเพื่อนรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องจำนวนมาก
“นโยบายเรื่องนี้เป็นของไอ้ก้องใช่ไหม งั้นก็ให้น้องบาส 5/4 ช่วยเรื่องล่ารายชื่อด้วยสิ น่าจะได้เร็ว” วิทย์แนะนำ
“เออว่ะ ลืมน้องบาสไปเลย” ณรัชต์นึกถึงรุ่นน้องชั้น ม.5 ขึ้นมาได้
น้องบาส หรือที่มีชื่อจริงว่า บรรณวิชญ์ เป็นนักเรียนชั้น ม.5/4 จึงอยู่สีเดียวกับห้อง ม.6/4 ของณรัชต์ ทำให้ได้รู้จักกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนงานกีฬาสี ถือเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสีเดียวกันและเมื่อต้นเทอมหนึ่งกลุ่มของรุ่นน้องนักกิจกรรมสีเดียวกับเขานี้ยังอาจหาญลงสมัครประธานนักเรียนแข่งกับรุ่นพี่ ม.6 อีกด้วย แม้สุดท้ายจะแพ้ไปแต่คะแนนก็เฉือนกันไม่มาก ซึ่งเพื่อนห้องเขาก็พากันเทคะแนนให้รุ่นน้องคนนี้
ดังนั้นการไปขอให้คนรู้จักที่เป็นคู่แข่งกับประธานคนปัจจุบันและยังมีฐานเสียงนักเรียนเป็นจำนวนมากย่อมทำให้สามารถล่ารายชื่อคนคัดค้านเรื่องนี้ได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน
“แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่”
“พักเที่ยงนี้เลย” ณรัชต์ตอบ ก่อนสั่งการกับเพื่อนสนิท
“เต้ขอแรงแกเอาสมุดลงรายชื่อไปให้เพื่อนๆ แกกับน้องบาสช่วยไปล่ารายชื่อมาให้หน่อยนะ”
“วิทย์ ขอแรงไอซ์มาช่วยทีนะ”
พอถึงคาบพักเที่ยงณรัชต์ก็ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการจัดระเบียบสุนัขและแมวจรในโรงเรียนทันที โดยการตั้งโต๊ะที่ด้านหน้าโต๊ะประจำของพวกเขาที่นักเรียนส่วนใหญ่มักจะสัญจรไปมา
แม้นโยบายนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนจะเป็นคนประกาศออกมาแต่จากปากคำของน้องบีน่ากับเพื่อนสนิทดูเหมือนจะเป็นความความคิดของประธานนักเรียนมากกว่า ซึ่งเขาก็เข้าใจได้เพราะความคิดเห็นของนักเรียนดีเด่นอย่างประธานนักเรียน เป็นอาจารย์คนไหนก็มักจะเออออตามอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องการล่ารายชื่อคัดค้านณรัชต์ไม่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เด็กนักเรียนโรงเรียนเขาก็เอ็นดูพวกหมาแมวในโรงเรียนกันอยู่แล้ว ดูได้จากขนาดตัวของเหล่าหมาแมวที่ต่างอ้วนท้วนสมบูรณ์กันแทบทุกตัวก็ทราบได้
ขอแค่มีใครสักคนเริ่มออกมาเป็นผู้นำส่งเสียงคัดค้าน เขาชื่อว่าจะมีนักเรียนและบุคลากรอื่นๆ ในโรงเรียนพร้อมจะเฮโลตามมาแน่นอน
ขณะกำลังเขียนแผ่นประกาศไว้ตั้งด้านหน้าโต๊ะยังไม่เสร็จก็มีรุ่นน้องหน้าตาคุ้นเคยเข้ามาทักทายณรัชต์กับวิทย์ที่กำลังจัดโต๊ะตั้งป้ายพร้อมกับขอลงชื่อคัดค้านเป็นกลุ่มแรกทันที
“ฟังประกาศ ผอ.เมื่อเช้าหนูว่าแล้วว่าพี่นะต้องไม่ยอมแน่ ๆ มีอะไรให้พวกหนูช่วยไหมคะ”น้องปิ่นกับก๊วนทีมตะกร้อน้องนิดและน้องซีเข้ามาขันอาสาช่วยเหลือ
ณรัชต์กับวิทย์ตั้งโต๊ะเก้าอี้กับป้ายพร้อมทั้งวางสมุดลงชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยปากบอกรุ่นน้อง
“งั้นมาช่วยเชิญชวนคนมาลงชื่อที่โต๊ะนี่ล่ะ” ใช้เด็กสาวหน้าตาน่ารักมาชักชวนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาย่อมดึงดูดมากกว่าเด็กนักเรียนชายอย่างแน่นอน นั่นเป็นแผนการของเขามาตั้งแต่ต้นที่ให้วิทย์ไปขอแรงไอซ์แล้ว
เพิ่งตั้งโต๊ะได้ไม่นาน ส้มกับเพื่อนสาวร่วมห้องของเขาที่เดินผ่านมาไม่รู้นึกสนุกอะไรอาสามาช่วยเรียกแขกเพิ่มให้อีกคนจนณรัชต์กับวิทย์ต้องไปยกโต๊ะมาเพิ่มสำหรับตั้งเป็นโต๊ะลงชื่อ
อีก 5 นาทีต่อมา ไอซ์คนที่ณรัชต์ขอแรงไว้กะให้มาช่วยเป็นตัวดึงดูดคนในตอนแรกก็จูงมือกันมากับน้องบีน่า
ณรัชต์ต้องไปขนโต๊ะมาเพิ่มเติมอีกสำหรับไอซ์และบีน่า ทำให้ตอนนี้โต๊ะลงชื่อคัดค้านการจัดระเบียบสุนัขและแมวจรในโรงเรียนมีถึง 4 โต๊ะโดยมีพนักงานนั่งรับรายชื่อตรวจสอบบัตรนักเรียนเป็น ไอซ์ ส้ม ปิ่น และบีน่า ส่วนกลุ่มผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันก็ยืนส่งเสียงชักชวนเรียกนักเรียนที่เดินผ่านให้แวะเข้ามาลงชื่ออย่างคึกคัก
นักเรียนที่เดินผ่านแทบจะถูกชักชวนให้เข้ามาลงชื่อทั้งหมด ณรัชต์เห็นกระทั่งกรรมการนักเรียนที่อยู่ห้องเดียวกับไอซ์ซึ่งก็คงเป็นทีมงานคนสนิทของประธานนักเรียนยังถูกเชิญชวนเข้ามาลงชื่ออย่างงงๆราวกับถูกสะกดจิตเมื่อเจอกลุ่มสาวๆ ที่เข้ามารุมร้องเชิญชวน
หลังจากนั้นงานของณรัชต์ก็แทบไม่มีอะไรนอกจากเดินส่งน้ำกับขนมแล้วก็ปล่อยสาวๆ ทั้งหลายกลุ่มเจี๊ยวจ้าวเรียกแขกกันเอง เพราะต่างคนต่างก็สรรหาวิธีชักชวนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาเข้ามาลงชื่อกันเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
เต้ที่เพิ่งกลับจากไปส่งสมุดลงชื่อพร้อมฝากฝังคนรู้จักที่ห้องต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมาสมทบกับณรัชต์และวิทย์ที่โต๊ะประจำ
“น้องบาสบอกไม่เกินสองวันเดี๋ยวเอารายชื่อมาส่ง” หลังจากตอบเสร็จ เต้ถึงกับอุทานออกมาเมื่อมองไปเห็นพนักงานที่ตั้งโต๊ะเชิญชวนคนลงชื่อ ซึ่งอยู่ข้างทางเดินด้านหน้าของโต๊ะประจำพวกเขา
“เชี่ย...นี่มันแผนหญิงงามนี่หว่า โคตรโกงเลย ฮ่า ๆ ๆ” หลังจากอุทานเมื่อเห็นพนักงานชักชวนลงรายชื่อแล้วก็ตามมาด้วยอาการขำไม่หยุด
ก็นะ….ต่อให้เป็นคนไม่รักสัตว์ขนาดไหนก็เถอะ เมื่อมาเจอกับทีมชักชวนให้มาลงชื่อคัดค้านการจัดการหมาแมวจรในโรงเรียนตอนนี้ณรัชต์คิดว่าคงไม่มีใครสามารถต้านทานได้แน่นอน
พอหมดคาบพักเที่ยงรุ่นน้องชั้น ม.4 อย่างปิ่นและบีน่า ก็ต้องขอตัวไปเข้าห้องเรียน
ส่วนนักเรียนชั้น ม.6 อย่างพวกเขานั้นสอบปลายภาคจบไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าไม่มีเรียนกันแล้วก็ว่าได้ ดังนั้นไอซ์กับส้มจึงยังนั่งอยู่ที่โต๊ะลงรายชื่อต่อคอยเชิญชวนนักเรียนชั้นต่าง ๆ ที่เดินผ่านไปมาให้ร่วมลงชื่อ
เมื่อคนเริ่มซาและไม่ค่อยมีอะไรให้ทำนอกจากนั่งมองโต๊ะลงรายชื่อของไอซ์กับส้ม ณรัชต์จึงหยิบเอกสารบริษัทของโจทก์เก่าเขาขึ้นมาศึกษารายละเอียดเพื่อจะได้ปรับข้อมูลให้เข้ากับช่วงเวลานี้ของบริษัท
พออ่านเอกสารข้อมูลของ บริษัท ทีเอส พานิชย์ จำกัด (มหาชน) ไปได้สักพักณรัชต์ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท้ายที่สุดธุรกิจของบริษัทนี้ถึงไปไม่รอด แม้กิจการจะอยู่ในหมวดค้าปลีกซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเติบโตได้ดีก็ตามเพราะบริษัททีเอสนี้ยังดำเนินธุรกิจในแบบเก่าในการทำธุรกิจไม่ได้ปรับปรุงระบบการขายให้ทันสมัยเหมือนค้าปลีกสมัยใหม่เลย ยิ่งแนวทางการขยายสาขาก็จะทำเหมือนธุรกิจยุคเก่า เก็บเงินก้อนมาลงทุนซื้อตึกแถวทำเลดี ๆ ขยายสาขา ทำให้กว่าจะขยายได้แต่ละสาขาทำได้ช้า ซึ่งต่างจากค้าปลีกแนวเดียวกันที่สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วกว่าเพราะใช้การเช่าพื้นที่เอา และกลยุทธ์ใหม่ของร้านค้าแนวเดียวกันต่างก็มุ่งขยายสาขาเข้าไปในห้างสรรพสินค้ากันหมดแล้วส่วนบริษัททีเอส ยังขยายสาขาตามตึกแถวทำเลริมถนนอยู่เลย ไม่นับเรื่องอำนาจต่อรองราคาสินค้ากับซัพพลายเออร์ของบริษัทก็มีน้อยอีก เพราะซัพพลายเออร์พร้อมที่จะย้ายไปขายสินค้าให้คู่แข่งได้ตลอดเวลา
เรียกได้ว่า บริษัทไม่มี ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantage) เลยก็ว่าได้
ผ่านไปเพียงสองวันณรัชต์ก็ได้รายชื่อนักเรียนที่ร่วมลงชื่อคัดค้านเกิน60 เปอเซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมด
เรื่องตั้งโต๊ะล่ารายชื่อนี้กลายเป็นเรื่องดังในโรงเรียนทันทีตั้งแต่วันแรก แถมระหว่างที่ชักชวนนักเรียนและบุคลากรมาร่วมลงรายชื่อถึงกับมีอาจารย์บางคนเดินผ่านมาให้กำลังใจอีกต่างหาก พร้อมกับเปรยแนะนำให้ก่อม็อบประท้วง ผอ. ไปเลยจะเห็นผลทันทีกว่า เขาไม่อยากเป็นเครื่องมือการเมืองภายในโรงเรียนของครูอาจารย์ จึงทำแค่เพียงตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเท่านั้น
ณรัชต์รู้ว่าการทำแบบนี้เป็นเพียงแค่การยับยั้งเท่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ ดังนั้นเขาต้องเสนอแนะและหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยเพื่อให้เรื่องนี้จบได้แบบทางอีกฝั่งไม่มีข้อโต้แย้ง
วิทย์ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้จนผิดปกติ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 3,000,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 133,300 บาท: เงินสดในบัญชีหุ้น 49,250,100 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 3,000,000 + 133,300 + 49,250,100
= ปัจจุบัน 52,383,400 บาท
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------