บทที่ 58 ถงเหนียงจะอยู่หรือไป
หลินซื่อกับเซียวหย่งฝูช่วยกันอาบน้ำให้กับหน่วนเป่าและหมาป่าขาวตามลำดับ พวกเขาใช้เวลาไปนานกว่าครึ่งชั่วยามถึงจะล้างทั้งคู่จนตัวกลับมาหอมฟุ้ง
แต่หน่วนเป่ากลับยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ และนั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก
“ฮึก หน่วนเป่าตัวเหม็นแล้ว หน่วนเป่าไม่หอมแล้ว” เทพมังกรรู้สึกเสียหน้าเหลือเกิน ฮือ ฮือ ฮือ....
หลินซื่อหยิบขนมหอมกรุ่นออกมาเพื่อเกลี้ยกล่อมนาง “หยุดร้องได้แล้ว หน่วนเป่าของแม่หอมกว่าขนมชิ้นนี้เสียอีก”
ในช่วงบ่าย เด็กกลุ่มหนึ่งได้ก่อความวุ่นวายไปทั้งหมู่บ้าน ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาไม่น้อย
มีเพียงแค่บ้านเก่าสกุลเซียวเท่านั้นที่ถูกความกลัวคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
หลี่เจิ้งพาชาวบ้านร่างกายกำยำหลายคน มานั่งอยู่ในห้องโถงหลักของบ้านเก่าสกุลเซียว
ถงเหนียงเนื้อตัวสั่นเทาและคุกเข่าลงไปบนพื้นห้องโถง โดยไม่ลืมบีบน้ำตา และแสดงด้านที่งดงามที่สุดออกมาให้เซียวหย่งเหวินเห็น
แม่เฒ่าเหยานั่งอยู่ในตำแหน่งประธานพร้อมกับไม้เท้าประจำตัว บนใบหน้ามีแต่ความสงสัยฉายอยู่
เสี่ยวเหยาซื่อสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจตน จึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเงียบ ๆ
“ก่อนอื่นเลยต้องบอกพวกเจ้าเอาไว้ ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ผู้บัญชาการได้ส่งคนไปกำจัดผู้อพยพในภูเขาสือเหมินที่อยู่ไม่ไกลจากเราแล้ว” หลี่เจิ้งยกถ้วยชาในมือของเขาขึ้นจิบ แต่ก็เกือบจะคายมันออกมา
หลังจากที่เขาดื่มชาที่ผู้เฒ่าเซียวมอบให้ ชาอื่น ๆ ก็เหมือนกับเศษขยะไปเลย
เขาเช็ดปากและจ้องมองไปยังถงเหนียง ทำให้สามารถเห็นความหวาดกลัวในแววตาของนางได้หลังจากที่รู้ข่าว
บรรดาคนของบ้านเก่าสกุลเซียวต่างมีสายตาหลุกหลิกและตัวแข็งค้างหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เขากล่าวออกไป
หลี่เจิ้งโบกมือขอให้คนที่อยู่ข้าง ๆ เขาหยิบถุงข้าวสองถุงออกมา “ในตอนที่ศาลาว่าการแจกจ่ายเสบียงให้กับหมู่บ้านของพวกเรา แต่ละครอบครัวจะได้หนึ่งร้อยจินเท่านั้น”
แม่เฒ่าเหยาที่ได้ยินดังนั้นยิ้มหน้าบานออกมาราวกับดอกไม้ และกล่าวขอบคุณไม่หยุด “ท่านช่างมากน้ำใจยิ่งนัก”
นางไม่มั่นใจว่าหลี่เจิ้งมาทำอะไรที่นี่ ถ้าแค่มาส่งเสบียงให้นาง เหตุใดถึงต้องบอกให้ถงเหนียงมาคุกเข่าด้วยเล่า นางอดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัยอีกครั้ง “ผู้อพยพพวกนั้นอยู่ที่ใดรึ พวกเขาถูกจับตัวไปแล้วใช่หรือไม่”
“ได้ยินมาว่าถูกสังหารหมดแล้ว” หลี่เจิ้งกล่าวออกมาสั้นกระชับ แต่ถงเหนียงเข้าใจแล้วว่าคนพวกนี้รู้ตัวตนของนางแล้ว
เดิมทีถงเหนียงเป็นสตรีที่ถูกจับไป แต่เนื่องจากนางมีความสามารถและจงรักภักดี พวกเขาจึงส่งนางลงภูเขาเพื่อไปทำงานอยู่ในหมู่บ้านรอบ ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้สังหารหมู่ทั้งหมู่บ้านเหล่านั้นในอนาคต
นางหวังเพียงแค่อีกฝ่ายจะไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของนาง และสามารถหนีออกไปได้เมื่อถึงเวลา
ทันใดนั้น หลี่เจิ้งก็กระแทกถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง “เจ้าคือถงเหนียงใช่หรือไม่ พวกเรารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเข้าร่วมกับผู้อพยพกลุ่มนั้น”
ถงเหนียงตัวสั่นสะท้านอย่างตื่นตกใจและทรุดตัวไปที่พื้น รีบคุกเข่าและก้มศีรษะลงอย่างสิ้นหวัง “ท่านผู้เฒ่า ข้าเองก็ถูกพวกเขาจับตัวไปเช่นกัน พวกเขาใช้ครอบครัวของข้ามาข่มขู่ข้าเพื่อให้ข้าบอกสถานการณ์ในหมู่บ้านหลิวกัง ข้าไม่ทำไม่ได้จริง ๆ แต่ข้ายังไม่ได้ทำอะไรลงไปเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อแม่เฒ่าเหยาได้ยินว่ามีโจรอยู่ในบ้านก็รู้สึกโกรธเกรี้ยว และทุบถงเหนียงด้วยไม้เท้าเข้าที่หลังของอีกฝ่าย
ไม่มีผู้ใดคิดว่าเซียวหย่งเหวินจะรีบเข้าไปหยุดการกระทำของแม่เฒ่าเหยา และยืนอยู่เบื้องหน้าถงเหนียง “ท่านแม่ ท่านหยุดมือเถอะ ท่านลุง ถงเหนียงไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นางเป็นคนน่าสงสารมากนะขอรับ ปล่อยนางไปเถอะ”
ในคราแรกที่เสี่ยวเหยาซื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ลุกขึ้นมาอย่างกระวนกระวายใจ แต่หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ นั่งลงราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะค่อย ๆ จะเหยียดรอยยิ้มเย้ยหยัน
ถงเหนียงคว้าตัวเซียวหย่งเหวินเอาไว้ราวกับฟางช่วยชีวิต พร้อมกับร้องไห้ออกมา
“นายท่าน ถงเหนียงไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ ถงเหนียงเองก็ถูกผู้อื่นคุกคาม ได้โปรดช่วยถงเหนียงด้วยเถอะ”
แม่เฒ่าเหยาที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธเข้าไปใหญ่ หมายจะเข้าไปตี แต่หลี่เจิ้งกระแอมไอออกมา “ทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าในหมู่บ้านพวกเราต่างรู้ดี และรู้ว่าเจ้าไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแจ้งสถานการณ์ออกไปสู่ภายนอก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเรายังเก็บเจ้าไว้จนถึงตอนนี้”
หลังจากที่เขากล่าวจบ แม่เฒ่าเหยาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังดีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อาหารพวกนั้นไม่ควรนำกลับมาเลยจริง ๆ
“แต่ถึงอย่างนั้น โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นไม่อาจละเว้น” คำพูดของหลี่เจิ้งทำให้เซียวหย่งเหวินกับถงเหนียงจับมือกันแน่น “วันนี้ เจ้าต้องออกไปจากหมู่บ้านหลิวกัง”
ถงเหนียงคิดว่าการตัดสินในครั้งนี้ดีแล้ว อย่างน้อยนางก็ยังสามารถมีชีวิตรอดในทุก ๆ ที่ที่นางระหกระเหินไป
แต่เซียวหย่งเหวินกลับไม่ยอมเลิกรา เขาลากถงเหนียงลงมาคุกเข่าแทบเท้าของหลี่เจิ้ง “ท่านลุง ถงเหนียงมีแค่ตัวคนเดียว นางไม่อาจรอดตายได้หากนางออกไป ตอนนี้คนพวกนั้นก็ตายหมดแล้ว ได้โปรดให้นางอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะขอรับ”
เขาหันกลับไปกล่าวกับแม่เฒ่าเหยา “ท่านแม่ ข้ากับถงเหนียงมีใจต่อกัน หากท่านไม่ยอมให้นางอยู่ต่อ ข้าก็จะจากไปเช่นกัน”
เมื่อถงเหนียงนึกไปถึงความแปลกประหลาดของหมู่บ้านนี้ มันทำให้นางรู้สึกไม่อยากอยู่ต่อเลยสักนิด แต่เซียวหย่งเหวินกลับไม่ให้โอกาสนางได้เอ่ยออกมาสักคำ และกดหัวนางลงไปกับพื้นอย่างแรง พลางกล่าวว่าเขาจะร่วมเป็นร่วมตายกับนาง
นางรู้สึกราวกับว่าจมูกของนางหัก นี่มันเจ็บจะตายอยู่แล้ว!
“ฮึก ได้โปรด ขอร้องท่านแล้ว...”
หยุดกดหัวของข้าได้แล้ว!
หลี่เจิ้งได้ขอให้ใครบางคนหยุดเซียวหย่งเหวินที่กำลังคลุ้มคลั่ง ก่อนจะกล่าวออกมา “ในฐานะที่เป็นสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง หากเจ้าต้องการเก็บสตรีผู้นี้ไว้ เจ้าก็ต้องถามมารดาและภรรยาของเจ้าเสียก่อน ว่าพวกเขาต้องการหรือไม่”
แม่เฒ่าเหยาหวาดกลัวกับพฤติกรรมของบุตรชายมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าบุตรชายของนางที่มีนิสัยและแววตาอ่อนโยนมาตลอด จะบ้าคลั่งขึ้นมาได้เพียงเพราะสตรีนางหนึ่ง
จิ๊ ๆ นี่มันเหมือนกับการละครงิ้วนัก แม่เฒ่าหวังที่ทำเพียงนั่งแทะเม็ดแตง คิดเงียบ ๆ ในใจ
เสี่ยวเหยาซื่อเป็นเพียงคนเดียวที่ลุกขึ้นมาตอบคำถาม นางรีบเหลือบมองไปยังเซียวหย่งเหวินที่มีแววตาคุกคามครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงและกล่าวว่า “ท่านลุง ช่วงไม่กี่วันมานี้น้องถงเหนียงเองก็ไม่ได้ทำอะไร นางมักจะเข้าครัวมาช่วยทำอาหาร แล้วก็ทำความสะอาดบ้านอยู่บ่อย ๆ”
นางส่งยิ้มให้กับเซียวหย่งเหวิน “ถ้าสามีของข้าอยากรับอนุ เช่นนั้น ข้าก็ยอมมีสามีร่วมกับน้องสาวเจ้าค่ะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น” นางชะงักคำพูด “ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นในอนาคตคงต้องรบกวนน้องสาวแล้ว”
เซียวหย่งเหวินกับแม่เฒ่าเหยาต่างปลื้มปีติ หลี่เจิ้งเองก็กล่าวแสดงความยินดีออกมา
มีเพียงแค่ถงเหนียงเท่านั้นที่กล่าวคำว่า ‘ฉิบหายแล้ว’ อยู่ในใจเป็นหมื่นครั้ง นี่มันเป็นการหาคนใช้ชัด ๆ!
เพื่อให้หลี่เจิ้งเห็นด้วยกับละครฉากนี้ ยังคงต้องแสดงต่อไป
เขากลืนความรู้สึกคลื่นไส้ลงไป และกล่าวออกมาช้า ๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รีบจัดการเรื่องนี้เถิด แม้ว่าถงเหนียงจะไม่ถูกขับออกไป แต่ถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบกันด้วย”
ในที่สุด เซียวหย่งเหวินก็รู้สึกว่าโชคชะตาของตัวเองได้เปลี่ยนไปแล้ว ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ มีอนุภรรยาผู้งดงามอยู่ข้างกาย แล้วครอบครัวของเขาก็ยังสามัคคีปรองดองกันอีกด้วย
หลี่เจิ้งกับคนอื่น ๆ รีบออกจากบ้านเก่าสกุลเซียวอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขาออกมา พวกเขาต่างก็มองหน้ากัน “ข้ารู้สึกเหมือนเพิ่งกินแมลงวันเข้าไปเลย”
**
“เจ้ารู้ตั้งแต่ตอนไหน”
เซียวหย่งเหวินยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย พวกเขาเพิ่งจะนอนแยกเตียงกันได้ไม่กี่วันเองนะ
“เมื่อวานซืนข้ามีอาการบางอย่าง ข้าจึงได้ไปหาท่านหมอฟางที่เพิ่งย้ายเข้ามาในหมู่บ้าน เขาบอกว่าข้าท้องได้สามเดือนแล้ว และยังบอกอีกด้วยว่าท้องนี้อาจเป็นลูกชาย”
หากท่านหมอฟางอยู่ที่นี่ เขาคงจะต้องทุบโต๊ะแน่ ๆ อย่ามาใส่ร้ายข้านะ
แม่เฒ่าเหยากลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง หลานชายของข้า!
เซียวหย่งเหวินรู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสามเดือนก่อนดูเหมือนว่าเขาจะนอนกับนางไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน
ในตอนที่หลี่เจิ้งกลับไปหาหน่วนเป่าอีกครั้ง นางก็ได้กลายเป็นเทพมังกรตัวน้อยที่มีกลิ่นหอมแล้ว
“ท่านอารองตั้งครรภ์แล้วหรือ” หน่วนเป่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่าการตั้งครรภ์ก็คือการที่มีลูกน้อยอยู่ในท้อง
เมื่อมีขนมอยู่เต็มปาก นางจึงทำได้เพียงแค่คิดกับตัวเองในใจเท่านั้น นางจำได้อย่างชัดเจนว่าอารองของนางมีแต่บุตรสาวนี่น่า
ไม่มีทางที่เด็กหนึ่งขวบจะคิดเรื่องที่ซับซ้อนถึงเพียงนั้นได้
“หน่วนเป่า สตรีผู้นั้นไม่ได้ไปจากที่นี่ คงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม” หลี่เจิ้งยังคงรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย หน่วนเป่ายัดขนมเข้าปากอีกครั้ง นางเองก็กังวลเช่นกัน
ตอนนี้นางต้องคิดก่อนที่จะพูดออกมา และไม่ควรพูดอะไรที่ไม่สมควรพูด
แต่จนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่นางไม่ควรพูดคืออะไร
“อืม ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ มันเป็นเรื่องของคนในครอบครัว” นางสามารถทำให้บ้านเก่าคึกครื้นได้