(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 181 ข้าเกิดมาเพื่อพิชิตยอดภูเขา

            หลังจากบรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ค่อยๆผ่อนคลายลง


            หวงเยี่ยก็เริ่มทำความรู้จักกับรุ่นพี่ชั้นปีสามคนอื่นๆภายในห้องโถงใหญ่ เหล่าศิษย์ที่เดิมยังตกตะลึงกับพลังอันผิดสามัญสำนึกของเขา บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นเข้ามาล้อมวงพูดคุยกันอย่างคึกคัก บางคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนแสดงท่าทีสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน


            “น้องหวงเยี่ย.. เมื่อครู่นี่เจ้าทำเอาพวกข้าตกใจแทบตายเลยนะ”


            “ใช่ๆ ข้ายังนึกว่าตัวเองกำลังเห็นสัตว์ประหลาดระดับนักบุญสงครามอยู่เสียอีก!”


            “พลังแบบนั้น.. ต่อให้จะเป็นอาจารย์บางคนก็ยังทำไม่ได้เลยนะ!”


            เสียงพูดคุยดังสลับกันไปทั่วบริเวณ บรรยากาศภายในห้องโถงที่เดิมเคร่งเครียดกลับเต็มไปด้วยความคึกคักในเวลาอันรวดเร็ว


            หวงเยี่ยเองก็หัวเราะตอบอย่างเป็นกันเอง ไม่ได้วางท่าสูงส่งหรือเย่อหยิ่งจนเกินไป ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกดีกับชายหนุ่มอย่างมาก


            โดยเฉพาะบรรดารุ่นพี่สาวสวยหลายคนที่พากันเข้ามาล้อมรอบชายหนุ่มด้วยสายตาเป็นประกาย ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลา พรสวรรค์อันน่าหวาดหวั่น และนิสัยพูดจาตรงไปตรงมาจนดูน่าสนใจ หวงเยี่ยจึงแทบกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งห้องในพริบตาเดียว


            หญิงสาวคนหนึ่งยิ้มหวาน ก่อนจะเดินเข้ามาแนบชิดพร้อมใช้แขนเรียวโอบรอบต้นแขนของเขาเอาไว้


            “รุ่นน้อง เจ้านี่น่าสนใจจริงๆ”


            อีกคนหัวเราะ พลางดึงร่างของเขาเข้าไปกอดอย่างไม่ปิดบัง


            “หวงเยี่ย.. คืนนี้ว่างไหม?”


            “ไปคุยกันต่อที่ห้องพี่ก็ได้นะ”


            “รับรองเลยว่าต้องสนุกแน่!”


            หลายคนถึงกับยืนเบียดเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอันเย้ายวนจากร่างกายของพวกนางลอยคละคลุ้งอยู่รอบตัวชายหนุ่ม


            นักเรียนชายจำนวนไม่น้อยมองภาพนั้นด้วยสายตาอิจฉาจนแทบกระอักเลือด คนพวกนั้นพยายามเข้าหาหญิงสาวผู้งดงามเหล่านี้มาตั้งนาน บางรายถึงกับถูกเมินใส่โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง แต่หวงเยี่ยเพิ่งปรากฏตัวไม่นานกลับถูกเชื้อเชิญเข้าห้องนอนเสียแล้ว


            ทว่าตัวของหวงเยี่ยกลับยกมือขึ้น พลางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเรียบเฉย


            “ขอโทษนะรุ่นพี่ ต่อให้จะสวยยังไง.. แต่ข้าหวงเยี่ยไม่ชอบคนที่หน้าอกเล็กน่ะ!”


            ห้องโถงทั้งแห่งเงียบกริบลงในฉับพลัน กระทั่งคนที่กำลังหัวเราะอยู่ยังต้องชะงักค้าง สีหน้าของแต่ละคนแข็งทื่อเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มศีรษะ หวงเยี่ยกลับยังคงพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับกำลังประกาศเรื่องสำคัญระดับโลก


            “เพราะเจ้าชายคนนี้เกิดมาเพื่อพิชิตยอดเขาลูกใหญ่ต่างหากละ!”


            สิ้นเสียงนั้น บรรดารุ่นพี่ชายต่างอ้าปากค้างอย่างพร้อมเพรียง


            บางคนถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ขณะที่อีกหลายคนยืนแข็งทื่อไม่ต่างจากรูปปั้นหิน


            จากนั้นสายตานับสิบคู่ก็ค่อยๆเหลือบมองไปยังเป้าหมายที่หวงเยี่ยสื่อถึงโดยพร้อมเพรียงกัน


            ภายในห้องโถงใหญ่แห่งนี้ ผู้ที่มีรูปร่างงดงามและหน้าอกใหญ่โตดั่งภูผาอยู่จริงๆ กลับมีเพียงสองคนเท่านั้น


            หนึ่งคือท่านผู้อำนวยการหย่าเฟย อีกหนึ่งคือเทพธิดาแห่งสายน้ำ หลงชิงเหลียน


            ชั่วขณะนั้น บรรยากาศราวกับหยุดนิ่ง หย่าเฟยที่ยืนอยู่ เดิมรักษาท่าทีสง่างามเยือกเย็นเอาไว้ได้ตลอดเวลา ทว่าเมื่อถูกสายตาทุกคู่จับจ้องเข้ามาเช่นนี้ แม้แต่นางก็ยังต้องยกมือขึ้นป้องปาก ก่อนจะกระแอมเบาๆในลำคอ พวงแก้มขาวเนียนปรากฏสีแดงระเรื่ออย่างยากจะควบคุม


            ส่วนหลงชิงเหลียนที่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างกะทันหัน ตอนนี้ใบหน้างดงามแดงก่ำไปถึงใบหู ดวงตาสั่นไหวอย่างตื่นตระหนก


            “จะ.. จะมองอะไรนักหนา!”


            นางรีบยกมือทั้งสองขึ้นปิดบังบริเวณหน้าอกของตนเองอย่างมิดชิด หวาดกลัวว่าสายตาพวกนั้นจะทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้ามาได้


            “เจ้าคนลามก! พูดอะไรไร้ยางอายออกมากัน!”


            “หวงเยี่ย.. เจ้าสมควรถูกจับโยนออกไปจริงๆ!”


            หลงชิงเหลียนก่นด่าชายหนุ่มออกมาสองสามประโยคด้วยความอับอาย


            แต่ยิ่งนางแสดงท่าทีเช่นนั้น กลับยิ่งทำให้ใบหน้างดงามดูน่ามองยิ่งกว่าเดิม ทว่าหวงเยี่ยกลับไม่สนใจเลยซักนิด ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะชี้นิ้วไปด้านหน้าอย่างมั่นใจ


            “นั่นแหละที่ข้าจะสื่อ.. เข้าใจกันแล้วใช่ไหมรุ่นพี่คนสวย!”


            คำพูดนั้นทำให้หลงชิงเหลียนแทบอยากพุ่งเข้าไปปิดปากเขาด้วยตนเอง


            ส่วนรุ่นพี่หญิงคนอื่นๆที่ก่อนหน้านี้ยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ ตอนนี้ต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย


            หลายคนก้มหน้าลงมองหน้าอกของตนเองเงียบๆ ก่อนจะหันไปเปรียบเทียบกับหย่าเฟยและหลงชิงเหลียนอย่างเลี่ยงไม่ได้


            แล้วผลลัพธ์ก็ชัดเจนเกินกว่าจะโต้แย้ง ความแตกต่างนั้นราวกับเนินเขาเล็กๆที่เทียบกับยอดภูผาสูงตระหง่าน


            หญิงสาวบางคนถึงกับทำปากยื่นด้วยความไม่พอใจ


            “เกินไปแล้วนะ.. เจ้าหมอนี่เลือกเกินเหตุจริงๆ”


            “แบบนี้จะให้พวกข้ามีชีวิตอยู่ยังไงกันละเนี่ย!”


            แม้ปากจะบ่นออกมาเช่นนั้น แต่หลายคนกลับหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะนิสัยตรงไปตรงมาของหวงเยี่ยนั้นทั้งน่าหมั่นไส้และชวนขบขันในเวลาเดียวกัน ในทางกลับกัน บรรดารุ่นพี่เพศชายกลับส่งเสียงเฮดังลั่น ประหนึ่งได้ค้นพบผู้นำทางจิตวิญญาณ


            “ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง!”


            “นี่มันยอดบุรุษตัวจริง! สมกับเป็นน้องชายของพวกข้าเลยนะ!”


            “ต่อจากนี้เจ้าเป็นผู้นำทัพของพวกเรามหาวิทยาลัยเทพแล้ว!”


            “ถูกต้อง! คนที่กล้าพูดต่อหน้าท่านผู้อำนวยการแบบนี้ได้.. มีแต่เจ้าเท่านั้น!”


            เสียงหัวเราะดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องโถง แม้แต่อาจารย์บางคนยังต้องยกมือกุมหน้าผากด้วยความปวดหัว


            ส่วนหย่าเฟยนั้นทำได้เพียงถอนหายใจออกมาดวงตางดงามเหลือบมองหวงเยี่ยอย่างทั้งขบขันทั้งเอือมระอา นางไม่รู้จริงๆว่าควรจะหัวเราะหรือโมโหกับเจ้าหนุ่มคนนี้ดี เพราะทุกครั้งที่หวงเยี่ยเปิดปากพูด มันก็มักจะสร้างความปั่นป่วนให้ผู้คนรอบข้างได้เสมอ


            ขณะเดียวกัน ซานจื่อที่ได้ท้าทายหวงเยี่ยเป็นคนแรก และถูกอัดจนหมดสติไปก่อนหน้านี้ก็ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาตั้งแต่พักใหญ่แล้ว


            ชายร่างใหญ่ค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทางมึนงง ศีรษะของเขาหนักอึ้งราวถูกค้อนยักษ์ทุบซ้ำหลายสิบครั้ง


            ดวงตายังพร่ามัวเล็กน้อย กระทั่งมองภาพตรงหน้าแทบไม่ชัดเจน


            “อื้อ...”


            ซานจื่อยกมือกุมท้ายทอย พลางสูดลมหายใจด้วยสีหน้าเจ็บปวด


            เขาพยายามตั้งสติอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบบริเวณด้วยความสับสน ทว่าแทนที่มันจะได้เห็นบรรยากาศตึงเครียดอย่างที่คิด ภาพตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้น


            เหล่าศิษย์ชั้นปีสามจำนวนมากกำลังล้อมรอบหวงเยี่ยราวกับกำลังยกย่องวีรบุรุษประจำมหาวิทยาลัย


            บางคนหัวเราะจนตัวโยน บางคนตบบ่าชายหนุ่มด้วยสีหน้าชื่นชม แม้แต่รุ่นพี่สาวหลายคนยังยืนอยู่ใกล้ๆด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์


            ซานจื่อกระพริบตาปริบๆ


            สีหน้าก็ยิ่งมึนงงกว่าเดิม


            “เกิด... อะไรขึ้น?”


            ในตอนนั้นเอง สหายคนหนึ่งของซานจื่อก็เดินเข้ามาตบบ่าเบาๆ สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเวทนา


            “ทำใจเถอะซานจื่อ..”


            ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้วทันที


            “หมายความว่ายังไง?”


            อีกฝ่ายถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ ราวกับเพิ่งผ่านสงครามครั้งใหญ่มา


            “ในช่วงที่เจ้าสลบเหมือดไปน่ะ เจ้าเด็กนี่ท้าทายพวกเราทั้งเก้าสิบเก้าคนพร้อมกัน!”


            “หา?!”


            ซานจื่ออ้าปากค้าง และนึกว่าตนเองฟังผิดไปเสียอีก แต่สหายของเขากลับพยักหน้ารับอย่างช้าๆด้วยสีหน้าที่จริงจัง


            “ทว่าต่อให้จะเป็นคนที่แข็งแกร่งมากที่สุดอย่างพวกอิ๋นเจี๋ยหลง ซั่งหยวนอวี่ หรือกระทั่งจวินเหยียนหลัวก็ยังพ่ายแพ้ พวกเขาเป็นถึงนักล่ามังกรระดับหกขั้นแรกเริ่ม แต่เมื่อได้มาเผชิญหน้ากับไอ้เด็กสัตว์ประหลาดนี้ พวกเขาทั้งหมดก็ถูกสยบในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน!”


            “เพราะงั้นจงทำใจซะ แล้วอย่าไปหาเรื่องเจ้าเด็กหวงเยี่ยอีกละ”


            ทุกชื่อที่ถูกกล่าวออกมาล้วนเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของชั้นปีสาม


            โดยเฉพาะจวินเหยียนหลัว ผู้ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของมหาวิทยาลัยเทพอสูร


            หลังฟังจบ ซานจื่อก็ได้แต่นั่งนิ่ง ใบหน้าของเขาแข็งค้างเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว


            ภาพตอนที่ตนถูกหวงเยี่ยอัดจนหมดสติย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง


            เดิมทีมันยังรู้สึกคับข้องใจและไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นกลับจางหายไปจนสิ้น หากแม้แต่อิ๋นเจี๋ยหลง ซั่งหยวนอวี่ และผู้แข็งแกร่งอย่างจวินเหยียนหลัวยังพ่ายแพ้ เช่นนั้นตัวของมันจะนับเป็นอะไรได้อีก


            ซานจื่อกลืนน้ำลายอึกใหญ่


            “นี่มัน..”


            เขาอ้าปากพูด แต่กลับไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดออกมา ท้ายที่สุดชายร่างใหญ่ก็เอนตัวกลับลงไปนอนอีกครั้ง


            “หรือข้าควรสลบต่ออีกรอบดี”


            ...

            55555555+


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน