ความหนาวเย็นนั้นทำให้ร่างของเขาแข็งค้างไปไม่อาจขยับหอกในมือหรือเอ่ยปากได้ แม้แต่ลมหายใจยังค่อย ๆ จางหาย
นาฟฉวยโอกาสในเสี้ยววินาทีทองนั้นร่างของเขากระโจนเข้าใกล้ในความเงียบงัน เขายกกริชแหลมคมในมือขึ้นร่างกายของเขาเคลื่อนผ่านไปด้วยความรวดเร็วไร้เสียงก่อนที่ปลายกริชจะปาดเฉียบคมผ่านลำคอของผู้ใช้พลังหอกน้ำแข็งอย่างไร้ปรานี
“สวบบบบ!”
เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากบาดแผลร่างของผู้ใช้พลังคนนั้นทรุดลงไปบนพื้น สิ้นใจในทันทีโดยที่เขาไม่อาจแม้แต่จะตั้งสติได้
เพียงเสี้ยววินาที ร่างของนาฟหายลับไปในความว่างเปล่าอีกครั้งราวกับภูติพรายที่มาเพื่อลากใครบางคนลงสู่ความตายทิ้งไว้เพียงเสียงสายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านร่างไร้ชีวิตของผู้ใช้พลังหอกน้ำแข็งความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัวทำให้ผู้ใช้พลังที่เหลืออีกสามคนยืนแข็งทื่อ
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกร่อนจิตใจของพวกเขาความเร็วและความโหดเหี้ยมของศัตรูที่มองไม่เห็นได้กดดันพวกเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผู้ใช้พลังทั้งสามที่เหลือจ้องมองไปยังร่างไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมทีมด้วยความหวาดหวั่นดวงตาของพวกเขาฉายแววระแวงราวกับถูกปิดล้อมไว้ในกรงขังที่ไม่มีทางหนี ร่างของพวกเขาค่อยๆ ถอยหลังอย่างเชื่องช้า เตรียมแยกย้ายกันหลบหนี สายตาไล่กวาดไปในความว่างเปล่ารอบตัวหวังว่าจะจับสัญญาณของศัตรูที่มองไม่เห็นได้บ้าง
แต่ก่อนที่หนึ่งในพวกเขาจะได้แม้แต่กระพริบตาเสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเยือกเย็นดั่งสายลมก็ดังขึ้นเบื้องหลัง เขาสัมผัสถึงจิตสังหารที่แผ่กระจายออกมา
“ฟ้าว!”
ร่างของนาฟปรากฏขึ้นอย่างไร้เสียงด้านหลังของเขาราวกับภูตผีก่อนที่เจ้าตัวจะทันรู้ตัว นาฟก็จ้วงกริชแหลมคมเข้าที่กลางหลัง
“ฉึกกก!”
แทงทะลุทะลวงผ่านเข้าไปยังจุดตายร่างของผู้ใช้พลังคนนี้ชะงักค้างในท่าถอยหนี สายตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและเจ็บปวดที่เข้ากัดกินลึกถึงกระดูก
เขาพยายามเอื้อมมือหวังจะดิ้นรนสุดท้ายแต่พลังชีวิตของเขาหมดสิ้นลงในชั่วพริบตาร่างของเขาทรุดฮวบลงไปที่พื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
นาฟถอนกริชออกมาและยืนนิ่งอยู่เหนือร่างที่ไร้วิญญาณกริชในมือเปื้อนเลือดสีเข้ม สีหน้าอันเย็นชาของเขาแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าสายตาคมกริบยังจับจ้องไปที่ผู้ใช้พลังอีกสองคนที่ถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
แต่อาการเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ ฉายชัดขึ้นทุกทีการใช้ทักษะเสริม “ก้าวไร้เงา” ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งผลกับร่างกายของนาฟสองขาที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดั่งภูตพรายเมื่อครู่นี้กลับรู้สึกหนักอึ้งราวถูกถ่วงไว้ด้วยโซ่ตรวน
เขายังไม่อาจปิดช่องว่างระหว่างเขากับศัตรูได้ในทันทีความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หยดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมออกมาจากข้างแก้มและขมับ
หัวใจเต้นถี่กระชั้น แรงหายใจหนักหน่วงกว่าเดิมแต่ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่ เขาจ้องมองพวกนั้นด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้แม้ในสภาวะที่อ่อนล้าขนาดนี้
ผู้ใช้พลังทั้งสองที่เหลือ ค่อย ๆถอยหนีออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขามองกลับมาทางนาฟเป็นระยะด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับเห็นโอกาสรอด พวกเขารู้ดีว่าศัตรูผู้โหดเหี้ยมตรงหน้าเริ่มเหนื่อยล้าแต่นาฟก็ดูราวกับจะพร้อมไล่ล่าได้เสมอหากพวกเขาให้โอกาสพวกเขาจึงไม่กล้าลดการระวังตัวลงแม้แต่น้อย
นาฟกัดฟันแน่น มองไล่ตามสองเงาที่กำลังถอยห่างออกไปเรื่อยๆ รู้ดีว่า “ก้าวไร้เงา” ของเขายังฝึกได้ไม่ถึงขั้นความเหนื่อยล้าที่สะสมก็เป็นเครื่องเตือนว่าสมรรถภาพของเขาเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดเช่นกัน
นาฟยืนนิ่ง ปล่อยให้ลมหายใจสงบลงเมื่อเห็นว่าศัตรูอีกสองคนล่าถอยออกไปจนสุดสายตา
แม้ภายในใจของเขาจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความต้องการจะไล่ล่าต่อแต่ร่างกายที่อ่อนล้าบอกชัดว่าการสู้ต่อไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในตอนนี้เขาจำต้องยอมให้พวกนั้นหลบหนีไปแต่ก็รู้สึกโล่งใจที่สามารถปกป้องเจ้าหน้าที่ของฝั่งตนเองได้
ดวงตาของนาฟหันกลับมาสำรวจสนามรบที่เหลืออยู่รอบข้างเขาเจ้าหน้าที่ที่รอดชีวิตกำลังช่วยกันจัดการกับเหล่าสัตว์กวางมิติที่หลงเหลืออยู่กวางเหล่านี้ที่เป็นเครื่องมือขนถ่ายอาวุธของศัตรู ตอนนี้กลับเป็นเพียงร่างที่ค่อยๆ ทรุดลงทีละตัวตามแรงโจมตีที่ถาโถมเข้ามา เหล่ากวางแต่ละตัวกระเสือกกระสนดิ้นรนในลมหายใจสุดท้าย
ฝ่ายเจ้าหน้าที่โจมตีไปโดยไม่ลังเลเพราะรู้ดีว่ากวางเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์ธรรมดาแต่เป็นเครื่องมืออันตรายที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ภายใน
นาฟยืนมองฉากนี้ด้วยสายตาที่สงบนิ่งรู้ดีว่านี่เป็นชัยชนะเพียงบางส่วน แต่ในใจเขายังไม่ละความระแวงขณะที่เขามองเห็นเหล่าเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวไปอย่างแข็งขันภายในใจของเขาก็แอบหวังว่าศึกครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขให้กับฝั่งตนเองได้บ้าง
อังเก้เดินเข้ามาหานาฟด้วยสีหน้ากังวลก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแต่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง
“นาฟ นายมาทำอะไรที่นี่? .....เจ้าควรจะอยู่ในอาณานิคม นายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของพวกมันนะที่นี่อันตรายเกินไป!”
นาฟเงยหน้ามองอังเก้ ยิ้มมุมปากเบา ๆสายตาเย็นชาแต่มั่นคง
“ไม่ต้องห่วงครับ ท่านอังเก้ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และการมาที่นี่ก็เป็นทางเลือกของผมเอง”
นาฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ “คนของเราอยู่ที่นี่ ผมจะไม่ยืนดูเฉย ๆแน่นอน!”
อังเก้ขมวดคิ้วแต่ก็ไม่อยากโต้เถียงในสถานการณ์เช่นนี้ เขาสบตากับนาฟอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม และหันไปสั่งการกลุ่มของเขา
“ทุกคน เตรียมพร้อม!...เราจะเคลื่อนกำลังไปช่วยพาริส!”