แสงอรุณรุ่งแห่งเช้าวันใหม่สาดส่องเจาะทะลุม่านหมอกยามเช้าของมหานครเมฆาสมุทร ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็สีทองอร่ามประดุจถูกฉาบด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ เสียงนกิญญาสยายปีกโบยบินและส่งเสียงร้องกังวานไปทั่วสารทิศ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวันใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปีของจักรวรรดิ วันนี้คือวันจัดงานประมูลนภาลัย มหกรรมแห่งความมั่งคั่งและอำนาจที่ดึงดูดสายตาของยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศให้มารวมตัวกัน บรรยากาศภายในเมืองหลวงคึกคักและตึงเครียดจนถึงขีดสุด ถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่จัตุรัสใจกลางเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คน รถม้าิญญาที่ถูกลากจูงด้วยสัตว์อสูรระดับสูงบินร่อนอยู่เหนือศีรษะ ทหารยามในชุดเกราะสีทองเดินลาดตระเวนอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ณ ใจกลางของจัตุรัสเมืองหลวง ปรากฏสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการเหนือจินตนาการ มันไม่ใช่เพียงอาคารธรรมดา แต่มันคือหอคอยลอยฟ้าขนาดั์ที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวและแร่เหล็กนิลดำ หอคอยแห่งนี้มีชื่อว่าหอคอยนภาลัย มันลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นดินกว่าร้อยจั้งด้วยพลังของค่ายกลต้านแรงโน้มถ่วงระดับ์ที่ถูกสลักไว้รอบฐาน รอบหอคอยมีม่านพลังแสงสีรุ้งเจ็ดสีครอบคลุมเอาไว้ ป้องกันการบุกรุกจากผู้ที่ไม่ได้รับเชิญ บันไดแก้วคริสตัลที่ส่องประกายระยิบระยับทอดยาวจากพื้นดินขึ้นไปสู่ประตูทางเข้าของหอคอย ผู้ที่มีสิทธิ์เหยียบย่างขึ้นไปบนบันไดแก้วนี้ ล้วนแต่เป็ผู้ทรงอิทธิพล เ้าสำนักใหญ่ ผู้นำตระกูลเก่าแก่ หรือยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขึ้นไปทั้งสิ้น
ท่ามกลางฝูงชนนับแสนคนที่ยืนมุงดูความยิ่งใหญ่จากเบื้องล่าง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงมุ่งหน้าสู่บันไดแก้วคริสตัล หลินเฟยดึงฮู้ดขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งบน รังสีลมปราณของเขาถูกสะกดกลั้นไว้อย่างสมบูรณ์แบบจนดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังยุทธ์ ทว่าทุกย่างก้าวของเขากลับแฝงไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ผู้คนที่ยืนขวางทางต่างรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลังและต้องก้าวถอยหลังเปิดทางให้โดยอัตโนมัติราวกับถูกผลักด้วยมือที่มองไม่เห็น
เมื่อหลินเฟยเดินมาถึงเชิงบันไดแก้วคริสตัล ทหารยามร่างั์สี่คนที่มีระดับพลังสร้างฐานขั้นปลายก็ก้าวออกมายืนขวางทาง พวกมันสวมเกราะเหล็กกล้าที่สลักลวดลายั แววตาเต็มไปด้วยความเข้มงวดและหยิ่งยโส หยุดอยู่ตรงนั้น งานประมูลนภาลัยต้อนรับเฉพาะผู้ที่มีบัตรเชิญระดับสูงเท่านั้น หากเ้าไม่มีบัตรเชิญ ก็จงไสหัวกลับไปรวมกับพวกมดปลวกด้านนอกซะ หนึ่งในทหารยามะโด้วยน้ำเสียงดุดัน
หลินเฟยไม่ได้กล่าววาจาใดๆ เขาเพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบเอาป้ายหยกสีดำขลับที่สลักลวดลายัทองคำออกมาชูขึ้นเบาๆ ทันทีที่ป้ายหยกทองคำดำปรากฏสู่สายตา ทหารยามทั้งสี่คนก็เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนต้องทรุดลงคุกเข่ากระแทกพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น ศีรษะก้มต่ำจรดพื้นด้วยความเคารพยำเกรงอย่างถึงที่สุด ป้ายหยกทองคำดำคือสัญลักษณ์ของแขกวีไอพีระดับสูงสุดที่มีอำนาจเทียบเท่ากับจักรพรรดิ ผู้ถือครองป้ายนี้สามารถสั่งเป็สั่งตายพวกมันได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือ
ขะ ข้าน้อยมีตาหาหมีแววไม่ ขออภัยที่ล่วงเกินนายท่าน ได้โปรดอภัยให้พวกข้าน้อยด้วยเถิด ทหารยามละล่ำละลักด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลินเฟยเก็บป้ายหยกกลับเข้าสาบเสื้อ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกทหารยามที่คุกเข่าอยู่ เขาก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดแก้วคริสตัลและเดินขึ้นสู่หอคอยนภาลัยอย่างสง่างาม ทิ้งให้ฝูงชนด้านล่างฮือฮาและซุบซิบนินทากันอย่างตื่นตระหนก ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำผู้ลึกลับนี้คือใคร แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาคือตัวตนที่ยิ่งใหญ่และไม่อาจล่วงเกินได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อขึ้นมาถึงประตูทางเข้าของหอคอยนภาลัย หญิงสาวผู้งดงามในชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีทองสี่คนก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อย พวกนางโค้งคำนับอย่างอ่อนช้อยและผายมือเชิญหลินเฟยเข้าไปด้านใน ยินดีต้อนรับสู่หอคอยนภาลัยเ้าค่ะนายท่าน ห้องรับรอง์ชั้นเจ็ดซึ่งเป็ห้องที่ดีที่สุดได้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับท่านแล้ว เชิญตามพวกข้าน้อยมาทางนี้เลยเ้าค่ะ
หลินเฟยเดินตามกลุ่มหญิงสาวเข้าไปภายในหอคอย บรรยากาศด้านในตระการตาและหรูหราอลังการยิ่งกว่าภายนอกหลายสิบเท่า โถงทางเดินปูด้วยพรมขนสัตว์ิญญาระดับสามที่นุ่มสบายเท้า ผนังหอคอยถูกแกะสลักลวดลายตำนานของทวยเทพและประดับด้วยอัญมณีเรืองแสงที่ส่องสว่างนวลตา กลิ่นหอมของไม้จันทน์แดงและกำยานิญญาลอยอบอวล ช่วยปรับสมดุลลมปราณและทำให้จิตใจสงบ หลินเฟยถูกนำตัวขึ้นลิฟต์แก้วที่ขับเคลื่อนด้วยพลังค่ายกล มุ่งหน้าสู่ชั้นที่เจ็ดซึ่งเป็ชั้นสูงสุดของหอคอย
ห้องรับรอง์ชั้นเจ็ดเป็ห้องส่วนตัวที่กว้างขวางและโอ่อ่า ผนังด้านหนึ่งเป็กระจกคริสตัลใสที่สามารถมองเห็นลานประมูลด้านล่างได้อย่างชัดเจน แต่ผู้คนด้านล่างไม่สามารถมองทะลุกระจกเข้ามาด้านในได้ ภายในห้องมีเตียงหยกเย็น โต๊ะไม้หอมหมื่นปีที่ประดับประดาด้วยผลไม้ิญญาและชาทิพย์ระดับสูง กลิ่นอายพลังิญญาภายในห้องนี้หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ หลินเฟยโบกมือไล่หญิงสาวผู้ให้บริการให้ออกไปจากห้อง เขา้าความสงบและเป็ส่วนตัวที่สุดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้า
หลินเฟยเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างกระจกคริสตัล ทอดสายตามองลงไปยังลานประมูลด้านล่าง ลานประมูลถูกออกแบบเป็รูปครึ่งวงกลมคล้ายอัฒจันทร์ ที่นั่งหลายหมื่นที่นั่งถูกจับจองจนเต็มแน่นไปด้วยยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศ รังสีพลังลมปราณอันหลากหลายปะทะกันไปมาในอากาศสร้างความกดดันที่หนักอึ้ง บนเวทีประมูลที่ทำจากหินหยกดำ มีแท่นบูชาสำหรับวางสิ่งของและค่ายกลป้องกันระดับสูงที่พร้อมจะทำงานทุกเมื่อ
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเสียงระฆังทองคำดังกังวานขึ้นสามครั้ง เป็สัญญาณบ่งบอกว่างานประมูลนภาลัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แสงไฟทั่วทั้งอัฒจันทร์หรี่ลง แสงสว่างทั้งหมดพุ่งไปรวมกันที่กลางเวทีประมูล เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้งดงามสะคราญโฉมผู้หนึ่งเดินก้าวขึ้นมาบนเวที นางสวมชุดเดรสยาวสีแดงเพลิงที่รัดรูปอวดสัดส่วนโค้งเว้าอย่างสมบูรณ์แบบ ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยสีแดงสด แววตาของนางเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่สามารถหลอมละลายหัวใจของบุรุษได้ทั้งแผ่นดิน นางคือ ฉินเหมยเหยา สุดยอดนักประมูลอันดับหนึ่งแห่งหอการค้าหมื่นสมบัติ ผู้มีวาจาเป็เลิศและสามารถกระตุ้นความโลภของผู้คนให้พุ่งถึงขีดสุด
ยินดีต้อนรับยอดฝีมือและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานประมูลนภาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ฉินเหมยเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อยและกังวานไปทั่วทั้งหอคอย ข้าน้อยฉินเหมยเหยา จะขอรับหน้าที่เป็ผู้นำพาทุกท่านไปพบกับสุดยอดสมบัติล้ำค่าที่ถูกรวบรวมมาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็คัมภีร์ยุทธ์ระดับ์ โอสถวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตาย หรือศาสตราวุธที่สามารถผ่าขุนเขา ข้าน้อยขอรับรองว่าทุกท่านจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มต้นกับสมบัติชิ้นแรกกันเลยเ้าค่ะ
ฉินเหมยเหยาสะบัดมือเบาๆ แท่นศิลาบนเวทีก็เลื่อนขึ้นมา เผยให้เห็นกล่องหยกที่บรรจุสมุนไพริญญารูปร่างคล้ายโสมขนาดใหญ่ มันแผ่กลิ่นอายพลังชีวิตที่เข้มข้นและบริสุทธิ์ออกมาจนผู้คนที่อยู่แถวหน้ารู้สึกสดชื่น สมบัติชิ้นแรกคือ โสมัหยกหมื่นปี สมุนไพริญญาระดับสุดยอดที่สามารถเพิ่มพูนอายุขัยได้ถึงห้าร้อยปี และช่วยเสริมสร้างรากฐานของเส้นชีพจรให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ราคาประมูลเริ่มต้นที่หนึ่งหมื่นศิลาิญญาระดับกลาง การประมูลเริ่มได้เ้าค่ะ
หนึ่งหมื่นสองพัน
หนึ่งหมื่นห้าพัน
สองหมื่นศิลาิญญา
เสียงะโเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั่วทุกสารทิศ การแข่งขันเป็ไปอย่างดุเดือด สมุนไพรที่สามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงห้าร้อยปีนั้นเป็ที่ปรารถนาของเหล่ายอดฝีมือเฒ่าที่กำลังใกล้จะหมดอายุขัยอย่างยิ่ง ในที่สุดโสมัหยกหมื่นปีก็ถูกประมูลไปในราคาห้าหมื่นศิลาิญญาระดับกลางโดยผู้นำของสำนักเพลิงผลาญฟ้า
การประมูลดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น สมบัติล้ำค่าชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนำออกมาเสนอขาย ทั้งคัมภีร์วิชายุทธ์ธาตุสายฟ้า เคล็ดวิชาค่ายกลลวงตา ชุดเกราะที่ทอจากเกล็ดัวารี และยาเม็ดทะลวงขอบเขต ทุกสิ่งล้วนถูกประมูลไปในราคาสูงลิ่ว บรรยากาศภายในงานร้อนระอุด้วยความโลภและการแก่งแย่งชิงดี หลินเฟยเพียงแค่นั่งจิบชาทิพย์และมองดูเหตุการณ์ด้านล่างด้วยแววตาที่เรียบเฉย สมบัติเหล่านี้อาจจะล้ำค่าสำหรับผู้ฝึกยตนทั่วไป แต่มันไม่มีความหมายใดๆ สำหรับผู้ที่ศาสตราไร้ลักษณ์และพละกำลังมหาศาลอย่างเขา
จนกระทั่งการประมูลดำเนินมาถึง่กลางงาน เสียงระฆังก็ดังขึ้นอีกครั้ง แสงไฟบนเวทีเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ฉินเหมยเหยามีสีหน้าที่จริงจังและตื่นเต้นมากขึ้น นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้แท่นบูชาศิลาเลื่อนขึ้นมา เผยให้เห็นกล่องคริสตัลใสที่ถูกปิดผนึกด้วยค่ายกลระดับสูง ภายในกล่องนั้น บรรจุลูกกลมๆ ขนาดเท่าหัวมนุษย์ที่เปล่งประกายแสงสีแดงสดใส สลับกับสีดำทึบทะมึน กลิ่นอายของพลังิญญาที่ดุร้าย ป่าเถื่อน และทรงอำนาจอย่างถึงที่สุด แผ่กระจายออกมากดทับมิติภายในลานประมูลจนผู้ฝึกยตนระดับต่ำต้องกระอักเืและหน้าซีดเผือด
และนี่คือหนึ่งในสุดยอดสมบัติชิ้นเอกของงานในค่ำคืนนี้ ฉินเหมยเหยาประกาศด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แก่นอสูรระดับสี่ ธาตุลมและโลหิต สภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันคือแก่นแท้แห่งชีวิตของอสูรพายุโลหิตแห่งทะเลทรายต้องห้าม สัตว์อสูรที่ยากจะหาผู้ใดต่อกร พลังงานที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในนี้สามารถช่วยให้ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทะลวงผ่านขีดจำกัด หรือใช้เป็แกนกลางในการสร้างค่ายกลทำลายล้างระดับประเทศได้ ราคาประมูลเริ่มต้นที่หนึ่งแสนศิลาิญญาระดับกลาง เ้าค่ะ
ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานประมูล ผู้คนนับหมื่นต่างหยุดหายใจและจ้องมองแก่นอสูรระดับสี่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แก่นอสูรระดับนี้เป็ตำนานที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร การที่มันปรากฏขึ้นในงานประมูลถือเป็เื่ที่ท้าทาย์ ความเงียบคงอยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก่อนที่เสียงะเิของการเสนอราคาจะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับูเาไฟปะทุ
หนึ่งแสนห้าหมื่น
สองแสน
สามแสนศิลาิญญา
ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เหล่าผู้นำตระกูลใหญ่และเ้าสำนักต่างทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อแย่งชิงสมบัติชิ้นนี้ การแข่งขันดุเดือดจนถึงขั้นมีการข่มขู่และแผ่รังสีอำมหิตใส่กันกลางงาน ในที่สุด แก่นอสูรของอสูรพายุโลหิตก็ตกเป็ของราชวงศ์เงาทมิฬในราคาแปดแสนศิลาิญญาระดับกลาง ซึ่งเป็จำนวนเงินที่สามารถซื้อเมืองขนาดใหญ่ได้ทั้งเมือง
หลินเฟยมองดูความบ้าคลั่งเ่าั้ด้วยรอยยิ้มมุมปาก เขาได้รับเงินมหาศาลจากการขายแก่นอสูรชิ้นนั้น แต่เงินไม่ใช่เป้าหมายหลักของเขา มันเป็เพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้เขาเข้าถึงชิ้นส่วนศาสตราไร้ลักษณ์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น การประมูลยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งสมบัติชิ้นรองสุดท้ายถูกขายออกไป บรรยากาศภายในงานเริ่มตึงเครียดและเงียบสงบลง ทุกคนรู้ดีว่า่เวลาที่สำคัญที่สุดกำลังจะมาถึง
ฉินเหมยเหยาโค้งคำนับและก้าวลงจากเวที แสงไฟทั่วทั้งลานประมูลดับลงเหลือเพียงความมืดมิด ทันใดนั้น แสงสว่างสีทองเจิดจ้าก็พุ่งลงมาจากเพดานหอคอย ส่องสว่างตรงกลางเวที เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ก้าวเดินออกมายืนอยู่ใจกลางแสงสว่างนั้น ชายผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาและคมคาย สวมชุดคลุมไหมสีทองสลักลายัพาดเมฆา รังสีพลังลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอยู่ในระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด ซึ่งเป็ระดับพลังที่ยืนอยู่บนยอดพีระมิดของจักรวรรดิ ท่วงท่าของเขาสง่างาม เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเย่อหยิ่งดุจกษัตริย์ที่ปกครองแผ่นดิน ชายผู้นี้คือ เฉินเทียนอี้ อัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิเมฆาสมุทร
คารวะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เฉินเทียนอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจ เสียงของเขากังวานไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหอคอย ข้าเฉินเทียนอี้ รู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็ประธานจัดงานประมูลนภาลัยในค่ำคืนนี้ และเพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจของทุกท่านที่ดั้นด้นเดินทางมาไกล ข้าจะขอนำเสนอสมบัติชิ้นสุดท้าย สมบัติที่เป็ความลับและปริศนาที่สุดในรอบศตวรรษ
หลินเฟยที่นั่งอยู่ในห้องรับรอง์ลุกพรวดขึ้นยืน ั์ตาของเขาทอประกายสีแดงเืเจิดจ้า จิตสังหารที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างยาวนานะเิออกมาราวกับเขื่อนแตก พลังปราณสีทองแดงหมุนวนอย่างบ้าคลั่งในจุดตันเถียน กระดูกสันหลังของเขาสั่นะเือย่างรุนแรงเมื่อชิ้นส่วนที่สองของศาสตราไร้ลักษณ์รับรู้ได้ถึงการปรากฏตัวของชิ้นส่วนที่สาม หลินเฟยกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน เขากัดฟันระงับอารมณ์คลุ้มคลั่งและจ้องมองลงไปยังร่างของชายผู้ทรยศด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกกระชากเืเนื้อของมันให้เป็ชิ้นๆ สิบปี... ในที่สุดข้าก็ได้เห็นหน้าของเ้าอีกครั้ง เฉินเทียนอี้ วันนี้แหละที่เืของเ้าจะต้องหลั่งชโลมผืนแผ่นดินนี้
บนเวทีประมูล เฉินเทียนอี้สะบัดชายเสื้อ แท่นศิลาหยกขาวก็เลื่อนขึ้นมาจากใต้เวที บนแท่นนั้นมีกล่องไม้จันทน์แดงที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่ภายใน มันคือด้ามกระบี่ที่ทำจากโลหะสีดำสนิท มีสนิมเกาะกินและดูเก่าแก่คร่ำคร่า รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูไร้ค่าและไม่สะดุดตา ราวกับเศษเหล็กที่ถูกทิ้งขว้าง ทว่าทันทีที่มันปรากฏขึ้น รังสีความกดดันที่ลี้ลับและหนักอึ้งก็แผ่กระจายออกมากดทับจิติญญาของผู้คนนับหมื่นในลานประมูล แม้แต่ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ยังรู้สึกหายใจติดขัดและิญญาสั่นสะท้าน มันไม่ใช่พลังงานลมปราณ แต่มันคือเจตจำนงแห่งการทำลายล้างระดับาที่หลับใหลอยู่ภายใน
นี่คือด้ามกระบี่ไร้นามที่ข้าได้มาโดยบังเอิญเมื่อสิบปีก่อน เฉินเทียนอี้กล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเสียดายและหลอกลวง ข้าได้ใช้เวลาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อพยายามไขความลับของมัน ข้าใช้เปลวเพลิงระดับ์เผาผลาญ ใช้อาวุธวิเศษระดับสูงสุดฟาดฟัน แต่ก็ไม่อาจสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วนบนพื้นผิวของมัน ด้ามกระบี่ชิ้นนี้แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์ ข้าเชื่อว่ามันคือส่วนหนึ่งของศาสตราวุธระดับเทพเ้าที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวง์ ทว่าวาสนาของข้าคงไม่มากพอที่จะมัน ข้าจึงนำมันมาประมูลในค่ำคืนนี้ เพื่อค้นหาผู้มีบุญบารมีที่แท้จริงที่จะสามารถปลุกพลังของมันให้ตื่นขึ้น
คำพูดของเฉินเทียนอี้สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งอัฒจันทร์ หลายคนมีสีหน้าไม่เชื่อถือ บางคนก็เต็มไปด้วยความโลภและความท้าทาย การที่อัครมหาเสนาบดีระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดยังไม่สามารถทำลายหรือใช้งานมันได้ บ่งบอกว่ามันต้องเป็สมบัติที่ล้ำค่าเหนือจินตนาการ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็เพียงก้อนหินที่ไร้ประโยชน์หากไม่รู้วิธีใช้งาน
ราคาประมูลเริ่มต้นของด้ามกระบี่เทพเ้าชิ้นนี้ คือ ห้าแสนศิลาิญญาระดับกลาง เชิญทุกท่านเสนอราคาได้ เฉินเทียนอี้ประกาศเสียงกร้าว
ความเงียบปกคลุมลานประมูลอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีใครรีบร้อนเสนอราคา ยอดฝีมือหลายคนลังเลที่จะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อเศษเหล็กที่อาจจะใช้งานไม่ได้ ทว่าผู้นำสำนักใหญ่บางแห่งที่มีสายตาแหลมคมกลับมองเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน พวกเขาเชื่อว่าเพียงแค่นำมันไปศึกษาและหลอมรวมเจตจำนงของมัน ก็อาจทำให้บรรลุวิถีกระบี่ระดับ์ได้
ห้าแสนห้าหมื่นศิลาิญญา เสียงของผู้นำสำนักกระบี่์ดังขึ้นทำลายความเงียบ
หกแสนศิลาิญญา เ้าสำนักลัทธิมาระโสู้ราคา
เจ็ดแสน
การแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนผู้ที่เข้าร่วมประมูลมีเพียงไม่กี่คนที่เป็ระดับตัวแทนของขุมกำลังระดับทวีป ราคาพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงหนึ่งล้านศิลาิญญาระดับกลาง ซึ่งเป็จำนวนเงินที่ทำให้หลายคนต้องส่ายหน้ายอมแพ้ เฉินเทียนอี้ยืนยิ้มอย่างพึงพอใจบนเวที เขารู้ดีว่าความโลภของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด และเขากำลังจะกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากเศษเหล็กที่เขาไม่สามารถใช้งานได้
หนึ่งล้านสองแสนศิลาิญญา ผู้นำตระกูลเก่าแก่ผู้หนึ่งเสนอราคาเป็ครั้งสุดท้าย พร้อมกับถอนหายใจยาว ไม่มีใครในลานประมูลกล้าสู้ราคาที่สูงลิบลิ่วนี้อีกต่อไป เฉินเทียนอี้เตรียมที่จะยกค้อนไม้ขึ้นทุบโต๊ะเพื่อปิดการขาย
ทว่าในวินาทีที่ค้อนไม้กำลังจะกระทบโต๊ะ เสียงอันเยือกเย็นและทรงอำนาจที่ดังก้องกังวานมาจากห้องรับรอง์ชั้นเจ็ด ห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแขกวีไอพีระดับป้ายทองคำดำ ก็ดังทะลุค่ายกลป้องกันออกมาสั่นะเืไปทั่วทั้งหอคอยนภาลัย
สิบล้านศิลาิญญา
เพล้งงงงง
เสียงกระจกแตกคริสตัลในใจของผู้คนนับหมื่นดังขึ้นพร้อมกัน ลานประมูลตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่แม้แต่เสียงหัวใจเต้นก็ยังได้ยินชัดเจน สิบล้านศิลาิญญาระดับกลาง! นี่ไม่ใช่จำนวนเงิน แต่เป็ขุมทรัพย์ที่สามารถสร้างกองทัพและแคว้นขนาดกลางได้ทั้งแคว้น ไม่มีใครเชื่อหูตัวเอง ทุกสายตาต่างแหงนมองขึ้นไปยังห้องรับรอง์ชั้นเจ็ดด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว ผู้ที่กล้าเสนอราคาบ้าคลั่งเช่นนี้ ต้องเป็ตัวตนที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยระดับจักรพรรดิเท่านั้น
เฉินเทียนอี้ชะงักค้าง ค้อนไม้ในมือหยุดนิ่งกลางอากาศ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความเคร่งเครียดและสงสัย เขากวาดสายตามองขึ้นไปยังกระจกทึบแสงของห้องรับรองชั้นเจ็ด พยายามจะแผ่รังสีลมปราณเข้าไปตรวจสอบตัวตนของผู้เสนอราคา ทว่าค่ายกลป้องกันระดับ์ได้สะท้อนพลังของเขากลับมาอย่างรุนแรง
มี... มีผู้เสนอราคาสิบล้านศิลาิญญา เฉินเทียนอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นไหว มีใคร... จะเสนอราคาสูงกว่านี้หรือไม่
ความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด ไม่มีใครโง่พอที่จะไปแข่งความร่ำรวยกับตัวตนลึกลับในห้องชั้นเจ็ด เฉินเทียนอี้กลืนน้ำลายลงคอ เขายกค้อนไม้ขึ้นและเคาะลงบนโต๊ะสามครั้งเสียงดังสนั่น สิบล้านศิลาิญญาครั้งที่หนึ่ง... ครั้งที่สอง... ครั้งที่สาม... ประมูลจบสิ้น! ด้ามกระบี่เทพเ้าชิ้นนี้ตกเป็ของแขกผู้มีเกียรติในห้องรับรอง์ชั้นเจ็ด!
หลินเฟยยืนสงบนิ่งอยู่ในห้อง ั์ตาสีเืทอประกายความเยาะเย้ยและสะใจ เขาไม่ได้มีเงินถึงสิบล้านศิลาิญญา แต่เขาไม่จำเป็ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าสิ่งของที่ควรจะเป็ของเขามาั้แ่แรก การเสนอราคาบ้าคลั่งนี้เป็เพียงการดึงดูดความสนใจและสร้างความปั่นป่วนให้ถึงขีดสุด ไม่นานนัก ประตูห้องรับรองก็ถูกเปิดออก ผู้าุโหม่าพร้อมกับผู้คุ้มกันระดับแก่นแท้สี่คนเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม ในมือของผู้าุโหม่าประคองถาดหยกที่วางด้ามกระบี่เหล็กขึ้นสนิมเอาไว้อย่างทะนุถนอม
ยินดีด้วยขอรับนายท่าน สมบัติชิ้นนี้ตกเป็ของท่านแล้ว ผู้าุโหม่ากล่าวพร้อมกับโค้งคำนับ โปรดชำระศิลาิญญาจำนวนสิบล้านก้อน เพื่อให้การซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ด้วยเถิดขอรับ
หลินเฟยไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ก้าวเดินเข้าไปใกล้ถาดหยก ทันทีที่เข้าใกล้ระยะหนึ่งวา ด้ามกระบี่ที่เคยวางนิ่งสงบก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง สนิมที่เกาะกินอยู่บนพื้นผิวเริ่มหลุดร่อนออก เปล่งประกายแสงสีเืและสีดำที่สอดประสานกัน พลังงานแห่งการทำลายล้างที่ถูกกดทับมานานนับพันปีปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง มันส่งเสียงครางหึ่งๆ ตอบรับเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองในร่างของหลินเฟย
ฟุ่บ!
ด้ามกระบี่ลอยขึ้นจากถาดหยก พุ่งตรงเข้าหาฝ่ามือขวาของหลินเฟยและสวมประกบเข้ากับมือของเขาอย่างแแ่สมบูรณ์แบบ วินาทีที่เนื้อหนังัักับโลหะ รัศมีพลังสีทองแดงและสีเืก็ะเิออกจากร่างของหลินเฟยราวกับูเาไฟปะทุ พลังลมปราณระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดแปรสภาพเป็พายุหมุนที่บดขยี้ทุกสิ่งรอบด้าน
อ๊ากกกก ผู้าุโหม่าและผู้คุ้มกันทั้งสี่ถูกคลื่นพลังงานกระแทกจนกระเด็นอัดกำแพงห้อง กระอักเืและล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสมบัติที่ไม่มีใครใช้งานได้ จึงยอมสยบให้กับเด็กหนุ่มชุดดำผู้นี้
ชิ้นส่วนที่สาม... ด้ามกระบี่แห่งเจตจำนง หลินเฟยพึมพำด้วยความปีติยินดี ชิ้นส่วนทั้งสามที่หลอมรวมกันในร่างกายของเขา ทำให้ดาบปราณไร้ลักษณ์บัดนี้มีรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่เพียงพลังงานอีกต่อไป แต่มันคือดาบโลหิตสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายความตายและเจตจำนงแห่งการตัดขาดที่สามารถสะบั้น์และปฐี
หลินเฟยกำด้ามกระบี่ในมือแน่น เขาหันขวับไปมองกระจกคริสตัลใสที่กั้นระหว่างห้องรับรองและลานประมูลด้านล่าง สายตาของเขาประสานเข้ากับเฉินเทียนอี้ที่กำลังมองขึ้นมาด้วยความสงสัย รอยยิ้มอำมหิตที่รอคอยมาสิบปีเบ่งบานบนใบหน้าของหลินเฟย พลังปราณทั้งหมดถูกอัดฉีดลงสู่คมดาบ เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกจำลองขึ้น
เวลาแห่งการซ่อนตัวจบลงแล้ว หลินเฟยคำรามลั่น วันแห่งการชำระเื ได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!
ตูมมมมมมมมมมมมมมม!
หลินเฟยตวัดดาบโลหิตสีดำในมือ ฟาดฟันเข้าใส่กระจกคริสตัลที่ถูกเสริมพลังด้วยค่ายกลระดับ์ คมดาบที่ไร้แรงต้านทานตัดผ่านกระจกและค่ายกลป้องกันให้ขาดสะบั้นเป็สองท่อนอย่างง่ายดายราวกับผ่าแผ่นกระดาษ เสียงะเิดังกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งหอคอยนภาลัย เศษกระจกคริสตัลนับล้านชิ้นแตกกระจายร่วงหล่นลงสู่ลานประมูลเบื้องล่างราวกับห่าฝนดาวตก ผู้คนนับหมื่นกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น
ท่ามกลางพายุเศษกระจกและฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่แผ่รังสีอำมหิตสีเืก็ะโทะยานลงมาจากช่องโหว่ของชั้นเจ็ด ลอยละลิ่วลงสู่เวทีประมูลราวกับเทพแห่งาที่จุติลงมาจากฟากฟ้า หลินเฟยทิ้งดิ่งลงมากระแทกพื้นหินหยกดำกลางเวทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รอยแตกร้าวแผ่ขยายออกไปเป็วงกว้าง เขาค่อยๆ ยืดตัวลุกขึ้นยืน ดาบโลหิตสีดำในมือชี้ตรงไปยังใบหน้าที่ซีดเผือดของอัครมหาเสนาบดีเฉินเทียนอี้ ผู้ซึ่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงและหวาดกลัวสุดขีดเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและเคียดแค้น
ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมา... เฉินเทียนอี้ เสียงของหลินเฟยเย็นเยียบดุจลมหนาวจากขุมนรก ชีวิตและเืของตระกูลเฉินทั้งหมด จะต้องถูกสังเวยให้กับคมกระบี่ของข้าในค่ำคืนนี้!