อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 อุบายน้ำตกอวี้หลิง


            ยามที่โจวหยวน เยาเยา ซูโย่วเวย และคนอื่นมาถึงด้านหน้าน้ำตกอวี้หลิง ที่แห่งนี้ก็มีผู้คนคับคั่ง ศิษย์ห้าสำนักของจวนต้าโจวมารวมตัวกันที่นี่ ส่งเสียงดังอื้ออึงอย่างคึกคัก

             

            โจวหยวนเดินฝ่าเข้าไปในฝูงชนจนมาถึงใจกลาง กวาดสายตามองไปก็เห็นฉู่เทียนหยางที่มีสีหน้าโกรธขึ้ง ส่วนด้านหน้าของฉู่เทียนหยางก็คือสวีหงนั่นเอง

             

            ด้านหลังสวีหลังคือฉีเยวี่ยและหลิ่วซี

             

            ฉีเยวี่ยเห็นโจวหยวนเดินเข้ามาก็เผยรอยยิ้มให้เขา เพียงแต่ในรอยยิ้มเต็มไปด้วยการหยอกเย้า

             

            ฉู่เทียนหยางก็เห็นโจวหยวนแล้ว แต่ขณะนี้ไม่พูดอะไรมาก เพียงจ้องมองสวีหงด้วยสีหน้าดุดัน กำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกดังกร๊อบ พูดเสียงเยือกเย็นว่า “สวีหง เจ้าอย่าได้มากเกินไป เวลาการใช้น้ำตกอวี้หลิงได้ตกลงกันไว้นานแล้ว เจ้าคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้หรือ?!”

             

            “ฮ่ะฮ่า ท่านเจ้าเมืองเอาอะไรมาพูด น้ำตกอวี้หลิงเป็นดินแดนล้ำค่าที่สำคัญที่สุดในการฝึกของจวนต้าโจวเรา ย่อมต้องได้ประสิทธิภาพที่มากที่สุด”

             

            สวีหงเห็นท่าทางของฉู่เทียนหยางก็พูดอย่างเอื่อยเฉื่อย “สำนักเจี่ยแต่เดิมเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของจวนต้าโจว จึงครอบครองเวลาสามชั่วยามเพียงลำพัง พวกเราย่อมไม่ว่าอะไร”

             

            “แต่ตอนนี้ล่ะ? สำนักเจี่ยถูกสำนักอี่กำราบมาสองปีติด ดังนั้นสำนักเจี่ยถือว่าไม่ใช่ผู้นำสำนักแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้สำนักเจี่ยยังครอบครองน้ำตกอวี้หลิงถึงสามชั่วยามอีก ไม่สมเหตุผลไปหน่อยหรือ?”

             

            ฉู่เทียนหยางแววตาเปล่งประกายเย็นยะเยือก กล่าวว่า “เวลาของน้ำตกอวี้หลิงฮ่องเต้ทรงกำหนดเอาไว้ หากเจ้ามีข้อโต้แย้งก็จงไปทูลถามฮ่องเต้เสียสิ”

             

            พอสวีหงได้ยินก็ยกยิ้มไม่แยแสกล่าว “นับแต่ก่อตั้งจวนต้าโจวมาเจ้าสำนักก็เป็นคนจัดการเรื่องภายในจวนด้วยตัวเองมาโดยตลอด ถึงจะเป็นฮ่องเต้ก็ไม่สอดมือเข้ามายุ่ง ดังนั้นท่านเจ้าเมืองก็อย่าได้ใช้ฮ่องเต้เป็นโล่เลย”

             

            เขาอยู่ฝ่ายเดียวกับฉีอ๋องนานแล้ว ความหวาดกลัวต่อโจวฉิงที่มีอยู่ในใจย่อมลดลงอย่างมาก

             

            “เจ้า!”

             

            ฉู่เทียนหยางโกรธจนตัวสั่น แววตาดุดันผุดขึ้นมา เขากระทืบเท้าไปข้างหน้า ทันใดนั้นร่างก็สั่นไหว มีพลังสีแดงชาดกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากกลางกระหม่อม

             

            พลังสีแดงชาดที่ร้อนระอุลอยปกคลุมอยู่เหนือฉู่เทียนหยาง สีแดงชาดเปล่งแสงทอดยาว อากาศบริเวณนี้ปะทุขึ้นทันที

             

            ในเวลานี้ความรู้สึกกดดันรุนแรงแผ่กระจายออกจนศิษย์ทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจ ฝ่าเท้าสั่นเทิ้ม

             

            “นี่คือผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในสภาวะเส้นทางสวรรค์หรือ? ช่างน่ากลัวเสียจริง พลังปราณรุนแรงทำลายอากาศเปิดเส้นทางสวรรค์ เพียงพอที่จะเคลื่อนย้ายภูเขาผ่าแยกผืนปฐพีได้!” ศิษย์ทั้งหลายแววตาหวาดกลัว พวกเขาซึ่งอยู่ในสภาวะเปิดลมปราณสามารถใช้ได้แค่พลังหยวน หากให้เทียบกับผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในสภาวะเส้นทางสวรรค์อย่างฉู่เทียนหยางย่อมเปรียบได้เป็นข้าวเมล็ดหนึ่งในมหาสมุทร

             

            โจวหยวนที่อยู่ด้านหลังของฉู่เทียนหยางก็มองพลังสีแดงชาดแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าตกใจ จิตใจสั่นไหว “นี่ก็คือพลังหยวนที่ท่านเจ้าเมืองฝึกฝนจนสำเร็จ พลังสุริยันระดับสามหรือ?”

             

            พลังหยวนมีเก้าระดับ ยิ่งวรยุทธ์ลึกล้ำระดับพลังหยวนจากการฝึกก็ยิ่งสูง

             

            ตอนนี้ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงที่สุดในราชวงศ์ต้าโจวของพวกเขาก็ยังฝึกได้เพียงแค่พลังหยวนระดับสี่

             

            “หึ คิดจะประลองหรือ? คิดหรือว่าข้ากลัวเจ้า?!” สวีหงเห็นท่าทีของฉู่เทียนหยาง แววตาก็เปล่งประกายเยือกเย็น ก้าวเท้าออก เกิดเป็นพลังหยวนหนาแน่นขึ้นมาเช่นเดียวกัน ราวกับมีแสงพุ่งออกจากกะโหลกศีรษะ

             

            พลังหยวนกลุ่มนี้คล้ายกระแสน้ำสีเงิน ด้านในกลับเต็มไปด้วยความหนาวเย็นเสียดแทงแผ่กระจายออก กระทั่งบนพื้นดินใกล้ๆ ก็เริ่มแข็งตัวทอดยาวออกไป

             

            พลังน้ำแข็งเงิน พลังหยวนระดับสาม!

             

            การเผชิญหน้ากันระหว่างสองผู้แข็งแกร่งสภาวะเส้นทางสวรรค์ ทันใดนั้นความรู้สึกกดดันก็แผ่กระจายออกมาจนศิษย์ทั้งหลายหวาดหวั่น กลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย

             

            ถ้าผู้แข็งแกร่งสภาวะเส้นทางสวรรค์ลงมือจะไม่ใช่การทะเลาะตบตีอย่างผู้ฝึกยุทธ์ในสภาวะเปิดลมปราณ แต่พลังจะสั่นสะเทือนจนภูเขาพังทลายแผ่นดินแตกแยกได้อย่างง่ายดาย

             

            “ท่านเจ้าเมืองฉู่ เจ้าสำนักสวี ที่นี่หาใช่สถานที่ต่อสู้ไม่!”

             

            ทว่าในขณะที่พลังของฉู่เทียนหยางและสวีหงเผชิญหน้ากันก็มีเสียงหนึ่งตะโกนดังขึ้นทำลายการเผชิญหน้ากันนี้ลง

             

            คนที่ส่งเสียงก็คือชายสวมชุดดำคนหนึ่ง เป็นเจ้าสำนักปิ่ง นามว่าฉินเซียว

             

            เจ้าสำนักอีกสองสำนักก็รีบแผดร้อง หากฉู่เทียนหยางต่อสู้กับสวีหงที่นี่ย่อมไม่ส่งผลดีต่อใครทั้งนั้น

             

            ถูกเจ้าสำนักหลายท่านขัดจังหวะ ฉู่เทียนหยางและสวีหงก็ทราบว่าพวกเขาไม่ควรลงมือจริงๆ ต่างส่งเสียงหึออกมา พลังหยวนหนาแน่นที่เหมือนเป็นสีแดงชาดและน้ำแข็งเงินก็ม้วนกลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะของทั้งสองคน

             

            “หึ เจ้าอยากเปลี่ยนการจัดแจงเวลาของน้ำตกอวี้หลิง วันนี้ข้าไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน!” ฉู่เทียนหยางพูดเสียงเย็นชา

             

            สวีหงแววตาเดือดดาล กำลังจะเอ่ยปากพูด ฉีเยวี่ยที่อยู่ด้านข้างก็ยิ้มทันที แล้วส่งเสียงว่า “ท่านเจ้าเมืองฉู่ ข้อเสนอวันนี้มิใช่มุ่งเป้าไปที่สำนักเจี่ย แต่เพื่อศิษย์ทุกคนในจวนต้าโจวต่างหากเล่าขอรับ”

             

            “น้ำตกอวี้หลิงสำคัญเป็นอย่างมากต่อศิษย์อย่างพวกเรา ท่านเจ้าเมืองย่อมทราบดี การจัดแจงเวลาในอดีตตั้งมาให้สำนักเจี่ยที่เป็นผู้นำของแต่ละสำนัก ดังนั้นสำนักเจี่ยจึงได้สามชั่วยาม พวกเราไม่มีใครโต้แย้ง”

             

            “แต่ตอนนี้สำนักเจี่ยถดถอย หากยังครอบครองเวลาไว้นานย่อมไม่ยุติธรรมสำหรับศิษย์ของสำนักอื่น ดังนั้นการจัดแจงเวลาการฝึกใหม่นี้จึงเป็นที่เห็นพ้องของทุกคน”

             

            ฉีเยวี่ยส่งเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม ถ้อยคำที่พูดออกมาทำให้ศิษย์ทั้งหลายที่อยู่รอบข้างน้ำตกอวี้หลิงแอบพยักหน้า ใครก็รู้ว่าน้ำตกอวี้หลิงส่งผลดีอย่างมากต่อการเปิดลมปราณ หากได้เวลาเพิ่มอีกหน่อย ความเร็วในการเปิดลมปราณของพวกเขาก็จะยกระดับขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

             

            ดังนั้นเพื่อให้ตัวเองได้รับสิ่งที่ดีจุดนี้แต่ละคนจึงต่างเก็บความเห็นแก่ตัวไว้

             

            ฉีเยวี่ยเห็นว่าคำพูดของตนทำให้ทุกคนพยักหน้าก็แอบยิ้ม เขามองใบหน้าบึ้งตึงของฉู่เทียนหยางแล้วพูดว่า “แม้ท่านเจ้าเมืองฉู่จะเป็นเจ้าสำนักเจี่ย แต่ก็อย่าได้ลืมว่าท่านก็เป็นเจ้าเมืองของจวนต้าโจวเช่นกัน หากรักษาความยุติธรรมไว้ไม่ได้ เกรงว่าจะเสียความเชื่อใจเอาได้นะขอรับ”

             

            ใบหน้าของฉู่เทียนหยางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้อยคำของฉีเยวี่ยเปิดเผยเกินไป หากเขากล้าปฏิเสธ เกรงว่าจะทำร้ายจิตใจของศิษย์คนอื่น

             

            “เจ้า!” ฉู่เทียนหยางแก้มกระตุกสั่นเล็กน้อย

             

            ด้านหลังฉู่เทียนหยาง ศิษย์ของสำนักเจี่ยก็ไม่มีอะไรจะพูด สีหน้าไม่พอใจ ฉีเยวี่ยคว้าโอกาสตอนที่สำนักเจี่ยทำผลงานไม่ดีไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำสำนัก พวกเขาจึงตอบโต้ไม่ได้

             

            “ตามกฎเกณฑ์แล้ว หากต้องการแย่งตำแหน่งผู้นำสำนักก็ต้องให้สำนักเจี่ยสอบวัดระดับสำนักพ่ายแพ้ติดกันสามปีเป็นครั้งแรกก่อน ตอนนี้การสอบวัดระดับสำนักปีนี้ยังไม่มาถึงเจ้าก็จะเตะผู้นำสำนักอย่างสำนักเจี่ยออกเสียแล้ว ไม่ใจร้อนไปหน่อยหรือ?” ในขณะที่ศิษย์สำนักเจี่ยมีใบหน้าบึ้งตึงจู่ๆ ก็มีเสียงเรียบนิ่งสายหนึ่งดังขึ้นมา ทุกคนกวาดสายตามองไปตามเสียงนั้น จากนั้นก็เห็นร่างเด็กหนุ่มที่ตัวผอมแห้งคล้ายหนอนหนังสือยืนอยู่ด้านหลังฉู่เทียนหยาง

             

            เป็นโจวหยวนนั่นเอง

             

            ฉีเยวี่ยเห็นโจวหยวนกล่าวก็ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ตอนนี้สำนักเจี่ยพ่ายแพ้การสอบวัดระดับสำนักไปแล้วสองปีติด ปีนี้ย่อมไม่เหนือความคาดหมาย ดังนั้นตำแหน่งผู้นำสำนักนี้เหลือแค่ชื่อตั้งนานแล้ว เหตุใดองค์ชายต้องปากแข็งไม่ยอมรับด้วย?”

             

            “กฎย่อมเป็นกฎ ยิ่งกว่านั้นข้ายังไม่คิดว่าปีนี้สำนักเจี่ยของเราจะพ่ายแพ้อีก” โจวหยวนยิ้มแล้วส่งเสียงเย็นชาไม่สะทกสะท้าน

             

            ฉีเยวี่ยหรี่ตาลง มุมปากโค้งเหยียดหยาม กล่าววาจาทิ่มแทง “ความคิดขององค์ชายช่างไร้เดียงสาเสียจริง การสอบวัดระดับสำนักปลายปีเหลืออีกไม่กี่เดือน ผลย่อมชัดเจนอยู่แล้ว สำนักเจี่ยยังจะครอบครองน้ำตกสามชั่วยามไปทำไม เสียดายทรัพยากรการฝึกเช่นนี้เสียเปล่า?”

             

            โจวหยวนสั่นหัวแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่คิดว่าการฝึกในน้ำตกอวี้หลิงของสำนักเจี่ยเราจะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรการฝึกนี่”

             

            ฉีเยวี่ยแสยะยิ้มแล้วถามกลับ “ในเมื่อพวกเจ้าปากแข็ง อย่างนั้นเจ้ากล้าพูดความจริงหรือไม่?”

             

            “หือ?” โจวหยวนขมวดคิ้ว “อย่าห่วงไปเลย ไม่ใช่ให้พวกเจ้าประลองกับข้า หากเป็นเช่นนั้นก็คงรังแกเกินไป” ฉีเยวี่ยทำทีเหมือนจะยิ้ม คำพูดเหยียดหยามดูแคลน ทำให้ศิษย์สำนักเจี่ยสีหน้าบึ้งตึง โกรธแค้นอย่างยิ่ง

             

            ฉีเยวี่ยชี้ไปยังน้ำตกอวี้หลิงที่ไหลลงมา สายตาเฉียบคมปรากฏขึ้นแล้วพูดว่า “หากพวกเจ้าไม่ยอม เช่นนั้นพวกเราต่างฝ่ายต่างส่งคนหนึ่งคนเข้าไปในน้ำตกอวี้หลิง ดูว่าใครทนได้นานกว่ากัน จะได้แยกออกว่าใครสิ้นเปลืองทรัพยากร!”

             

            ช่วงเวลานี้ในที่สุดเขาก็เปิดโปงอุบายลับสุดยอดขอตัวเองออกมา

             

            “ตอนนี้เจ้าเปิดลมปราณได้หกเส้น สภาพร่างกายแข็งแกร่ง ใครจะทนอยู่ในน้ำตกอวี้หลิงได้นานเท่าเจ้า?” ฉู่เทียนหยางพูดเสียงกร้าว

             

            ถึงโจวหยวนจะทำได้ยอดเยี่ยมในน้ำตกอวี้หลิง ช่วงเวลาที่อดทนก็ยิ่งนานขึ้น แต่ฉีเยวี่ยอาศัยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งก็ย่อมทำได้ดีเช่นกัน

             

            ฉีเยวี่ยพูดอย่างเย็นชา “ในจุดนี้หากท่านเจ้าเมืองฉู่คิดว่าไม่เป็นธรรมก็ไปโทษศิษย์สำนักเจี่ยที่ไม่มีใครเปิดลมปราณเส้นที่หกได้เถิด”

             

            ฉู่เทียนหยางแววตาเดือดดาล กำลังจะอ้าปากพูด โจวหยวนกลับพูดออกไปก่อน “เดิมพันด้วยอะไรล่ะ?”

             

            โจวหยวนดูออก วันนี้ฉีเยวี่ยเตรียมตัวมาพร้อม เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็เกรงว่าคงต้องลงสนาม

             

            “เดิมพันด้วย...หากสำนักอี่ของพวกเราชนะ สำนักเจี่ยจะต้องส่งเวลาฝึกหนึ่งชั่วยามครึ่งมา ในหนึ่งชั่วยามให้สำนักอี่ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งชั่วยามแบ่งให้สามสำนักอื่น เป็นอย่างไร?” ฉีเยวี่ยจ้องมองโจวหยวน มุมปากยกโค้งขึ้น คล้ายกับมองเห็นเหยื่อที่กำลังจะตะครุบ

             

            “หนึ่งชั่วยามครึ่งหรือ?!” พอศิษย์สำนักเจี่ยได้ยินก็เดือดดาลขึ้นในทันที สามชั่วยามของสำนักเจี่ยถูกแบ่งจนเหลือแค่ครึ่งเดียว เสียหายไม่ใช่น้อย

             

            ศิษย์สำนักอื่นก็ไม่พูดคำ สถานการณ์ตอนนี้เป็นการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างสำนักเจี่ยและสำนักอี่ แต่หากสุดท้ายพวกเขาได้เวลาฝึกในน้ำตกเพิ่มมาอีกหน่อย สำหรับพวกเขาแล้วก็เป็นเรื่องน่ายินดี

             

            ดังนั้น สำหรับการข่มขวัญของฉีเยวี่ย ศิษย์ส่วนใหญ่ต่างก็รอดูท่าทีอยู่ข้างสนาม

             

            โจวหยวนเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเยวี่ย ดวงตาก็หรี่ลง นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ ว่า “หนึ่งชั่วยามครึ่งหรือ? ได้! แต่หากพวกเจ้าแพ้ สำนักอี่ก็จะต้องส่งเวลาฝึกในน้ำตกอวี้หลิงหนึ่งชั่วยามครึ่งออกมาเช่นกัน!”  

             

            หากประมือกันโดยตรง ให้โจวหยวนที่ขณะนี้ยังไม่เปิดลมปราณเส้นที่สี่ไปเผชิญหน้ากับฉีเยวี่ยซึ่งเปิดลมปราณเส้นที่หกได้แล้วอาจจะยังกุมความได้เปรียบไว้ได้ไม่มากนัก แต่หากเป็นการฝึกในน้ำตกอวี้หลิง โจวหยวนในตอนนี้เชื่อมั่นว่าไม่หวาดกลัวศิษย์คนใดในจวนต้าโจว

             

            เขาทราบว่าฉีเยวี่ยเตรียมการมาอย่างดี แต่ก็อย่าได้ดูแคลนเขาเช่นกัน

             

            อีกอย่างหนึ่ง ฉีเยวี่ยจ้องอยากได้เวลาฝึกในน้ำตกอวี้หลิงสามชั่วยามของสำนักเจี่ย โจวหยวนก็ไม่ใช่ไม่สงสัยว่าสามชั่วยามนี้สั้นเกินไป...เพียงแค่เขาไม่เคยเอามากล่าวอ้างเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ตอนนี้ฉีเยวี่ยส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับ

             

            แววตาของฉีเยวี่ยขณะนี้ก็หยุดนิ่งเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าโจวหยวนจะกล้าตอบรับเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงไพ่ในมือของตนขึ้นมาได้แววตาก็ฉายความเหี้ยมโหดออกมาโดยไม่รู้ตัว

             

            “ดี! หากพวกเราแพ้ สำนักอี่ก็จะเสียเวลาหนึ่งชั่วยามครึ่ง!”

             

            ครั้นฉีเยวี่ยพูดจบศิษย์ทุกคนรอบข้างต่างก็โห่ร้องเสียงดัง กำลังใจฮึกเหิม ท่าทางเช่นนี้คล้ายกับไม่ต้องรอให้ถึงการสอบวัดระดับสำนักปลายปี ณ ที่แห่งนี้ สำนักเจี่ยและสำนักอี่ก็เริ่มเข้าห้ำหั่นกันอีกครั้งแล้ว...

             

            แต่พวกเขากลับยิ่งมั่นใจในสำนักอี่ เพราะสำนักอี่มีฉีเยวี่ย ในจวนต้าโจวตอนนี้เขาเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่เปิดลมปราณที่หกได้ พลังของเขาเหนือกว่าทุกคน

             

            ส่วนโจวหยวนเปิดได้เพียงลมปราณเส้นที่สาม จะเทียบกับฉีเยวี่ยได้อย่างไร?

             

            เหตุไฉนวันนี้องค์ชายโจวหยวนที่วางตัวสุขุมมาโดยตลอดกลับจิตใจแปรปรวนเช่นนี้?

             

           


    คล้ายกับเรื่องอภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน