ภายในห้องสาวใช้ส่วนตัวที่ติดกับห้องของเจ้าชายเออร์วิน สองจันทน์ที่สาดส่องลอดหน้าต่างเผยให้เห็นคนสองคนในห้อง โซอี้ที่ร่างกายไม่ครบส่วนกำลังนั่งหลบตาทำสมาธิอยู่บนเตียงในขณะที่เรเวนนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ด้านล่าง ทั้งสองทำตามที่เออร์วินบอกนั่นก็คือการทำความคุ้นชินกับการสั่นไหวของมานาภายในร่าง แม้เรเวนจะไม่รู้ว่าทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรแต่เธอก็เลือกจะเชื่อเขาว่ามันจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นได้และลองทำดู ขณะที่เธอกำลังทำเพ่งสมาธิไปที่การรับรู้การสั่นไหวอยู่นั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองที
เรเวนลืมตาขึ้นหันไปมองที่ประตูเธอรู้ดีว่าคนที่เคาะประตุไม่มีทางเป็นเออร์วินแน่เพราะห้องของเขามีประตูเชื่อมกับห้องเธอดังนั้นถ้าเขาจะเคาะจะต้องเคาะบานที่เป็นประตูเชื่อม ซึ่งเออร์วินก็ไม่เคยเคาะเลยสักครั้งนึกจะเปิดก้เปิดเข้ามาเลยทำให้มีหลายครั้งที่เมื่อเขาเปิดเข้ามาในตอนที่เรเวนกับโซอี้กำลังแต่งตัวจนเขาต้องรีบปิดประตูด้วยความหน้าแดง ได้ยินเสียงเกรซดังมาว่า
“นี่ฉันเองเกรซมีเรื่องสำคัญให้เธอช่วย”
เรเวนรู้จักกับเกรซแค่เพียงผิวเผินเธอรู้แค่ว่าเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าหญิงลิลิธ มีนิสัยไม่ค่อยยิ้มแย้มและเจ้าระเบียบ แต่กลับมีทักษะเมดที่ยอดเยี่ยมไม่ด้อยไปกว่าหัวหน้าสาวใช้ลาน่า และที่สำคัญเธอไม่ได้เป็นชาวไพร์ล็อกแต่มาจากที่อื่นซึ่งอยู่ๆ ก็โผล่มาแล้วมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้เจ้าหญิงลิลิธเมื่อตอนที่อายุ 10 ขวบ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้เธอได้รู้มาจากแม็กกี้นั่นเอง
เรเวนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูพบเห็นเกรซยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เกรซก็ไม่อ้อมค้อมแต่พูดเข้าเรื่องทันทีว่า
“ไปเจอกันที่ลานหน้าปราสาทพวกเราต้องพาเจ้าชายเออร์วินกลับมาโดยเร็วที่สุด”
“เอ๊ะ?” เรเวนไม่เข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้วตอนนี้ต้องแข่งกับเวลา”
เรเวนพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปพูดกับโซอี้ว่า
“เดี๋ยวฉันกลับมา” แล้วเธอก็เดินตามเกรซไป
ใช้เวลาไม่นานเรเวนก็เดินตามเกรซไปที่ลานหน้าปราสาทเธอพบว่านอกจากทหารองครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามแล้วยังมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย ออกัสที่ในมือถือหอก ไลลาที่เหน็บดาบไว้ที่เอว ชายชราที่สวมชุดเกราะเต็มยศหนวดเหนือริมฝีปากของเขาดัดโค้งอย่างสวยงาม แม้จะมีผมหงอกทั่วทั้งหัวแต่เรเวนก็ยังรู้สึกได้ถึงกำลังวังชาของเขา อีกด้านหนึ่งมีคนที่ผมรกรุงรังจนจนมองไม่เห็นตาของเขา แต่งกายซอมซ่อนั่งอยู่ที่พื้นบนตักของเขามีดาบใหญ่สีดำวางอยู่ ถ้าลิลลี่ได้มาเห็นดาบใหญ่สีดำเล่มนี้เธอก็จะจำได้ทันทีว่ามันเป็นดาบที่เธออยากได้ในวันนั้น เพราะทั้งความยาวและความหนาของมันเป็นอะไรที่ยากจะลืมเลือน ที่อีกด้านหนึ่งไม่ไกลมีชายร่างผอมสูงผมสีสองตัดสั้นเสมอติ่งหู แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมที่เขาใส่นั้นให้ความรู้สึกของเหมือนเป็นพวกหัวดี สายตาภายใต้แว่นตาของเขาหันมาเหลือบมองเรเวนหนึ่งทีแล้วก็หันไปมองทางอื่นโดยไม่สนใจเธออีก
เกรซเริ่มแนะนำคนอื่นๆ ให้เรเวนรู้จัก
“คนที่ใส่เกราะไว้หนวดคนนั้นคือบารอนเอเดรียนเป็นแม่ทัพใหญ่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพ”
บารอนเอเดรียนโค้งให้เรเวนอย่างสุภาพซึ่งเธอก็โค้งตอบ
“ส่วนคนที่นั่งกับพื้นนั้นคือท่านเบลนผู้คนทั่วไปต่างพากันเรียกว่าเบลนดาบใหญ่ ปัจจุบันท่านทิ้งดาบของตนไว้ที่คลังอาวุธในค่ายทหารแล้วเป็นพัศดีคุมคุก การมีอยู่ของเขาน้อยคนนักที่จะรู้ แต่เพราะวันนี้มีเรื่องใหญ่จึงได้ขอให้ท่านออกจากคุกมาจับดาบอีกครั้ง”
เบลนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นเขาเอาแต่นั่งนิ่งเหมือนเป็นรูปปั้น เกรซหันไปแนะนำตัวชายหนุ่มผมทองคนนั้น
“ส่วนนั่นคือโทมัสเป็นบุตรชายของไวเคานต์โรซาลินด์มีความสามารถในการใช้เวทย์ทำนาย”
โทมัสหันมาพยักหน้าให้เรเวนหนึ่งครั้งก่อนจะหันกลับไปแล้วไม่สนใจเธออีก ซึ่งเรเวนก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจอีกฝ่ายเช่นกัน
“ส่วนออกัสกับไลลาเธอคงรู้จักแล้วสินะ”
เรเวนพยักหน้าก่อนจะถามเกรซว่า
“พอจะบอกได้ไหมว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
เกรซนิ่งคิดก่อนจะถามว่า
“เธอรู้เรื่องที่เจ้าชายเออร์วินมักออกแอบไปล่าค่าหัวมั้ย”
เรเวนนิ่งไปทันทีเธอจำได้ว่าเออร์วินเคยบอกเธอว่าเขาเป็นนักล่าค่าหัวตอนแรกเธอไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไรนัก จนเมื่อได้เห็นเขาแสดงทักษะการใช้เรเปียร์ที่ยอดเยี่ยมหรือทักษะการต่อสู้เธอก็เริ่มที่จะเชื่อขึ้นมาบ้าง เรเวนพยักหน้าก่อนจะตอบรับว่าเขาเคยบอกเธอเรื่องนี้อต่แล้วเธอก็นึกอะไรได้บางอย่างก่อนจะถามออกไปว่า
“เธอรู้เรื่องนี้?”
เกรซกับตอบว่า
“ไม่ใช่แค่ฉันแต่เป็นพวกเรารู้เรื่องนี้” แต่ยังพูดเสริมอีกว่า “อ๊ะแต่ไม่นับไอ้พวกแมลงสาบสี่ตัวนั่นหรอกนะ”
เรเวนพูดไม่ออกเธอนึกถึงตอนที่เธอถามว่ามีใครรู้เรื่องนี้บ้าง และเออร์วินก็ตอบว่ามีเธอเป็นคนแรก ตอนนี้เรเวนคงอยากจะตะโกนใส่หูเขาว่า ‘เขารู้กันหมดแล้วย่ะ’ ได้ยินเสียงโทมัสพูดจากที่ไกลๆ ว่า
“นี่แมลงสาบสี่ตัวที่ว่าคงไม่ได้หมายถึงพ่อฉันด้วยหรอกนะ”
เกรซทำเป็นไม่ได้ยินที่โทมัสพูดแต่กลับอธิบายให้เรเวนฟังว่า
“เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนเจ้าชายได้ไปล่าค่าหัวโจรกลุ่มหนึ่งแล้วก็ริบทรัพย์สมบัติทุกอย่างมาเป็นของตน หลังจากนั้นไม่นานศาสนจักรก็ส่งคนมามาตามหาของชิ้นหนึ่งที่โจรครอบครองซึ่งตอนนี้มันได้ตกไปอยู่กับเจ้าชาย ไม่เพียงเท่านั้นดูเหมือนคนกลุ่มหนึ่งเองก็ต้องการของชิ้นนี้ถึงขนาดทำการล่าพวกนักล่าค่าหัวเพื่อตามหาตัวเจ้าชายเลย เดิมทีพวกเราที่รู้เรื่องนี้ก็คอยระวังไม่ให้เจ้าชายออกไปล่าค่าหัวอีก ซึ่งหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านก็ไม่ได้ออกไปเลยสักครั้งยังช่วยให้เราโล่งใจได้บ้าง แต่ไม่รู้วันนี้นึกครึ้มยังไงถึงหนีออกไปเสียอย่างนั้นทั้งที่พวกเราก็ให้ทหารทำการตรวจตราจนหนาแน่นขึ้นแล้วนะแต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าชายยังจะหนีออกไปได้”
เรเวนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูคุ้นๆ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกพอพยายามนึกดูก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่พระราชาอัลเฟรดพูดเมื่อตอนมื้อเย็น ตอนนั้นเธอก็อยู่ในห้องด้วยซึ่งกำลังยืนรวมแถวกับพวกเมดคนอื่นๆ เธอจำได้ว่าตอนนั้นมีบางครั้งที่พระราชาอัลเฟรดได้ถามความเห็นของเออร์วินซึ่งเขาก็มักจะตอบแบบขอไปที ตอนนั้นเธอไม่คิดอะไรแต่พอมานึกย้อนดูตอนนี้เธอถึงพบว่าที่แท้พระราชาอัลเฟรดกำลังเตือนลูกชายของตน แล้วถ้าถามว่าเออร์วินจะรู้ตัวมั้ยว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเขา ซึ่งจากการที่เรเวนได้คลุกคลีอยู่กับเออร์วินมาเกือบเดือนเธอก็มั่นใจว่าเขาต้องมองออกแน่นอนดังนั้นเธอจึงสงสัยเป็นอย่างยิ่งและอยากถามเขาว่าคิดบ้าอะไรอยู่ในหัวกันแน่แต่เพราะเจ้าตัวไม่ได้อยู่ให้บ่นเธอจึงทำได้แค่บ่นในใจ
‘คิดอะไรอยู่กันแน่ยะอีตาบ้าไม่ออกไปไหนหลายวันพอรู้ว่ามาอันตรายรออยู่ปุ๊บก็รีบแจ้นออกไปปั๊บ’
ไลลาเดินมาหาเรเวนพร้อมกับบอกเธอว่า
“นี่เธอชื่อเรเวนสินะฉันไลลาเป็นอัศวินควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ ได้เจอกันตั้งหลายทีพึ่งจะได้แนะนำตัวก็วันนี้แหละ ยินดีที่ได้รู้จักนะยังไงซะในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันพวกเรามาสนิทกันไว้ดีกว่านะ”
เรเวนยิ้มอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบว่า
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
“นี่ฉันต้องขอโทษเธอด้วยนะเป็นเพราะไอ้ออกัสมันงี่เง่าเฝ้าประตูเมืองอยู่แท้ๆ ยังปล่อยให้เจ้าชายหนีออกไปได้เลยต้องทำให้เธอเดือดร้อนไปด้วยเลย”
เรเวนกำลังจะพูดว่าไม่ต้องใส่ใจตามมารยาทกลับเป็นออกัสที่วิ่งเข้ามาโวยวายว่า
“เดี๋ยวสิไลลาเมื่อกี้เธอว่าใครงี่เง่าพูดอีกทีสิ”
ไลลาหันไปพูดกับออกัส
“ก็ไอ้คนที่เฝ้าประตูอยู่แท้ๆ ยังปล่อยให้เจ้าชายหนีออกนอกกำแพงไปได้จนพวกเราต้องมาตามเช็ดแบบนี้ถ้าไม่เรียกว่างี่เง่าจะเรียกว่าอะไร”
ออกัสเถียงกลับทันที
“มันช่วยไม่ได้นี่ลองเป็นเธอก็คงพลาดแบบเดียวกันแหละ”
“ต๊ายพอตัวเองทำพลาดก็มาบอกว่าคนอื่นก็คงไม่ต่างไปจากตนเองนี่หรือคืออัศวินออกัสที่ควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ”
ออกัสเถียงกลับทันที
“มันจะเป็นยังงั้นแน่เหรออย่าลืมสิว่าที่เจ้าชายมาถึงที่ประตูเมืองได้โดยไม่ถูกค้นพบอาจจะเป็นเพราะใครบางคนบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่านะ”
ไลลาหันไปทางออกัสก่อนกอดหน้าอกหรี่ตา
“ที่พูดนั่นหมายความว่าไง”
ออกัสมองไลลาอย่างท้าทาย
“ก็ไม่ได้หมายความว่าไงหรอกแต่มันสงสัยน่ะสิว่าทั้งที่มีการจัดทหารให้เดินตรวจตราตั้งขนาดนี้เจ้าชายกลับเดินมาจนถึงที่ประตูเมืองได้ยังไงกันนะ”
ไลลากัดฟันกรอดแต่กลับไม่สามารถเถียงได้เพราะคนที่คลุมกำลังทหารให้เดินตรวจตราก็คือเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเธอเองก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบที่ปล่อยให้เจ้าชายไปถึงประตูเมืองได้”
ไลลากับออกัสจ้องตากันไปมาคนหนึ่งกัดฟันกรอดส่วนอีกคนมองกลับอย่างท้าทาย เรเวนมองทั้งสองคนสลับไปมาก่อนจะหันไปมองบารอนเอเดรียนพบว่าเขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มองไปทางอื่น เธอจึงเปลี่ยนไปถามเกรซว่า
“นี่ปล่อยสองคนนั้นไว้อย่างนั้นจะดีเหรอ?”
เกรซตอบด้วยหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกว่า
“ปกติของสองผัวเมียคู่นี้แหละไม่ต้องใส่ใจหรอก”
“เอ๊ะ?” เรเวนอุทานออกมาเพราะเธอไม่นึกว่าทั้งสองคนจะเป็นสามีภรรยากัน แต่ออกัสกับไลลากลับพูดพร้อมกันแทบจะในทันทีว่า
“ “ไม่ใช่เมีย(ผัว)ซะหน่อย” ”
“เอ๊ะ?” เรเวนอุทานอีกครั้งเธอรู้สึกสบสนว่าตกลงแล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันเป็นยังไงกันแน่
ออกัสกับไลลาเตรียมจะเถียงกันอีกยกแต่กลับต้องหยุดชะงักหันไปมองเบลนที่อย฿ก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะปักดาบลงที่พื้นแล้วคุกเข่าลงหนึ่งข้างแล้วก้มศีรษะลงทิศทางที่เข้าก้มศีรษะให้นั้นเป็นประตูปราสาท ไม่เพียงแค่เบลนเท่านั้นแม้แต่บารอนเอเดรียนเองก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วก้มศีรษะลงไปที่ประตูปราสาท ออกัสกับไลลามองหน้ากันก่อนจะรีบทำตามทั้งสองคน เกรซกระซิบบอกเรเวนว่า
“ทำตามพวกเขาซะ”
แล้วเธอก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งก้มหัวลงเช่นคนอื่นๆ เรเวนก็ทำตามแต่เธอกลับนึกขึ้นได้ว่ายังมีคนๆ หนึ่งที่ยืนหัวโด่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น โทมัสบุตรชายของไวเคานต์เรเวนรู้สึกแต่สงสัยแต่ยังไม่ทันได้ถามเกรซ บรรยากาศก็พลันกดดันขึ้นจนรู้สึกอึดอัดไปหมดก่อนจะมีเสียงฝีเท้าเดินมาจากภายในปราสาท เสียงพระราชาอัลเฟรดที่เรเวนคุ้นเคยแต่กลับเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกต่างไปจากทุกทีก็พูดขึ้น
“ลุกขึ้นเถอะตอนนี้เราไม่มีเวลามามัวพิธีรีตรอง”
ทุกคนลุกขึ้นตามที่พระองค์ตรัสแม้ออกัสกับไลลาจะปรารถนาการลงโทษแต่ตอนนี้การพาเจ้าชายกลับมานั้นสำคัญที่สุด พระราชาอันเฟรดหันไปตรัสกับเบลนว่า
“ขอบคุณท่านเบลนมากที่ยอมกลับมาจับดาบอีกครั้ง”
เบลนเพียงพยักหน้าหนึ่งครั้งโดยไม่พูดอะไร พระองค์ก็หันไปตรัสกับเรเวนว่า
“ต้องขออภัยคุณหนูด้วยที่รบกวนกลางดึกแบบนี้”
เรเวนรีบค้อมกายลงกล่าวว่า
“พระองค์ทรงเกรงใจไปแล้วเพคะ”
พระราชาอัลเฟรดหันไปมองโทมัส
“โทมัสเรื่องในครั้งนี้...”
“ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อข้าจะไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้นแต่หวังว่าพระองค์จะช่วยอนุเคราะห์กระหม่อม”
“เรื่องนี้ข้าจะช่วยพูดกับเออร์วินให้ตอนนี้รบกวนเจ้าช่วยทำนายตำแหน่งและสถานภาพของเขาที”
โทมัสพยักหน้าก่อนจะหยิบช็อกออกมาจากกระเป๋าแล้วก้มลงขีดเขียนอะไรบางอย่างที่พื้นก่อนจะป่นช็อกในมือจนเป็นผุยผงแล้วโรยลงบนสิ่งที่เขาขีดเขียนบนพื้น โทมัสมองสิ่งเหล่านั้นก่อนจะพูดว่า
“ทางทิศตะวันออกเฉียงในป่าใต้ราวร้อยกิโลเมตรเบื้องต้นยังไม่มีปัญหาอะไร”
ตอนที่ได้ยินโทมัสใช้หน่วยวัดเป็นกิโลเมตรเรเวนก็สะดุดทันทีเพราะมันเป็นหน่วยวัดที่เออร์วินใช้อยู่บ่อยๆ เช่นการบอกระยะที่พวกเจควิ่งรอบสลัมเป็นกิโลเมตร การจะระยะขนาดเมืองเป็นตารางกิโลเมตร หรือแม้แต่การใช้หน่วยย่อยที่เล็กกว่าเป็นเมตรหรือเซ็นติเมตร พอเธอถามว่าไปเอาหน่วยวัดแบบนี้มาจากไหนเขากลับตอบด้วยชื่อที่เธอไม่เคยรู้จักหลายคน เรเวนสงสัยว่าการที่โทมัสเลือกใช้ระยะเป็นกิโลเมตรเขาคนนี้อาจจะสนิทสนมกับเออร์วินอยู่พอตัว ก่อนที่เรเวนจะสะดุดกับอะไรบางอย่าง
‘ร้อยกิโลเมตร’ เรเวนทวนคำนั้นในใจเพราะเธออยู่กับเขานานพอจะกะได้คร่าวๆ ว่าหนึ่งกิโลเมตรคือขนาดไหน แล้วถ้าร้อยกิโลล่ะขาของเด็กสิบขวบจะพาไปได้ไกลขนาดนั้นได้ยังไงในระยะเวลาไม่ถึงคืนแล้วยังจะมานานั่นอีก เรเวนรู้สึกสงสัยก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง ‘อย่างก้าวเงาภูติ’ เทคนิคที่เออร์วินคิดขึ้นและเคยบอกเธอว่าถ้าเธอสนใจจะสอนให้
“กิโลเมตร?”
บารอนเอเดรียนทำหน้างงไม่เพียงแต่เขาแม้แต่ออกัสไลลาหรือเบลนเองก็แสดงความสงสัยเช่นกันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คุ้นกับการใช้หน่วยวัดระยะแบบนี้ เป็นเกรซที่อธิบายว่า
“เป็นหน่วยวัดที่เจ้าชายใช้เริ่มแรกอาจจะไม่คุ้นอยู่บ้างแต่หากชินแล้วล่ะก็จะพบว่ามันเป็นหน่วยวัดที่มีมาตรฐานและเที่ยงตรงอย่างมาก”
ออกัสก็ถามขึ้น
“แล้วหนึ่งร้อยกิโลเมตรนี่เป็นระยะทางเท่าไร?”
เกรซกำลังจะตอบแต่พระราชาอัลเฟรดกลับตรัสก่อนว่า
“ป้อมปราการแอสทราวินเมืองดราโกวิช”
บารอนเอเดรียนที่ได้ฟังว่าตอนนี้เจ้าชายยังอยู่ที่นั่นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แม้ว่าที่นั่นจะมีพวกศาสนจักรอยู่แต่ได้เหตุผลบางอย่างเขากลับรู้สึกโล่งใจที่พบว่าเจ้าชายยังอยู่ที่นั่น ทว่าโทมัสกลับพูดว่า
“ไม่ใช่เขาอยู่ในป่า”
พริบตานั้นทั้งพระราชาอัลเฟรดและบารอนเอเดรียนต่างพากันยืนนิ่ง
ย้อนเวลากลับไปสักเล็กน้อย
จากป้อมปราการแอสทราวินเยื้องไปทางทิศเหนือที่ไม่ไกลนักที่มีแต่ป่ารกชัฏเออร์วินเดินออกมาจากถ้าแห่งหนึ่งตามมาด้วยซิลวี่เขาเหลือบมองซ้ายขวาไม่พบวี่แววของสัตว์ร้าย ทั้งยังไม่พบร่องรอยว่าสัตว์ร้ายเคยมาเปี้ยนเปี้ยนแถวนี้คาดว่าคงเป็นนอร่าทำอะไรสักอย่างทำให้พวกสัตว์ไม่มาเข้าใกล้ถ้ำนี้
“ให้ไปส่งมั้ย” ซิลวี่ถามขึ้น
แต่เออร์วินกลับตอบไปว่า
“อยากไปฝากตัวเป็นสะใภ้แม่ผมงั้นเหรอครับไม่ดีมั้งครับเราพึ่งรู้จักกันวันนี้เอง”
ซิลวี่ไม่สนใจที่เออร์วินพูดเธอหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในถ้ำแต่เมื่อเธอเดินไปได้ไม่กี่เก้าก็หยุดลงแล้วหมุนตัวกลับมาถามเขาว่า
“เธอคิดดีแล้วเหรอที่ทำแบบนั้น?”
เออร์วินไม่เข้าใจที่เธอพูด
“แบบนั้น?”
“ก็ที่เธอขอให้นายหญิงช่วยไง”
เออร์วินร้องอ้อออกมาก่อนจะตอบว่า
“ครับคิดดีแล้วทำไมล่ะครับมันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณซิลวี่”
“ถ้าสิ่งที่เธอทำไม่เรียกว่าโง่จะเรียกว่าอะไรปฏิเสธเงินมากขนาดนั้นที่นายหญิงมอบให้แล้วยังไปขอให้นายหญิงช่วยอีก เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”
เออร์วินเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“เพื่อล่อให้พวกเขาปะทะกันแล้วหาจังหวะชิ่งกลับบ้านแล้วอีกอย่างก็...เก็บข้อมูลไงครับ”
“เก็บข้อมูล?”
“ใช่ครับเพื่อทำให้เป้าหมายของผมเป็นความจริงผมจำเป็นต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ อ๊ะแค่นี้ก่อนนะครับแล้วเจอกันนะครับคุณซิลวี่”
พูดจบเออร์วินก็หมุนตัวแล้วเดินจากไปทันทีโดยไม่สนซิลวี่ที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
“เป้าหมายงั้นเหรอ?” เธอพึมพำออกมาพลางสงสัยว่าเป้าหมายของเขาคืออะไรกันแน่