รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    หนูอยากเป้นนักปรุงโอสถ

            เรื่องราวในค่ำคืนนั้นผ่านไปรวดเร็วจนหลายคนไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน

             

            ข่าวที่บริษัทสตาร์ไลท์ประกาศตัดความสัมพันธ์กับเหวินหลงที่เป็นดาราอันดับต้นๆของประเทศคือเรื่องแรกที่ทุกคนได้ยิน  ไม่ว่าใครต่างก็งุนงงกับการตัดสินใจของบริษัทเหล่าแฟนคลับมากมายล้วนไม่เห็นด้วยแล้วออกมาประท้วงผ่านโลกออนไลน์

             

            แต่เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น  หลักฐานการทำผิดมากมายของเหวินหงก็ถูกนำมาเผิดเผยต่อสาธารณะชน

             

            มีคนขุดคุ้นไปยันการเข้าบริษัทมาด้วยเส้นสายและเงินใต้โต๊ะการข่มขู่บังคับเด็กสาวที่เป็นผู้ติดตาม ไล่ยาวไปจนถึงเรื่องที่ทำการจ้างคนมาสร้างกระแสกับไป่ฟานเซียน

             

            เรียกได้ว่าจำนวนความผิดทั้งหมดนั้นยาวเกือบสิบหน้า

             

            เหวินหลงนั้นเข้าวงการมาตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่น ถือเป็นรุ่นใหญ่ในวงการที่มีอายุการทำงานไม่แพ้ใครคนหนึ่งดังนั้นจะมีเรื่องซ่อนเอาไว้ขนาดนนี้ก็ไม่แปลก

             

            แต่เพราะการถูกออกมาแฉแบบนี้ทำให้เหล่าแฟนคลับและผู้ติดตามถึงกับไปต่อไม่เป็นพวกเขายังคงช็อคอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าดาราที่ตนเองชื่นชอบและบูชาจะทำตัวแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเบื้องหน้านั้นเหวินหลงดูราวกับสุภาพบุรุษที่แสนดี มันเป็นภาพลักษณ์ที่ชายหนุ่มพยายามสร้างมานานหลายปี

             

            “...ว่าแต่ใครมันเป็นคนสืบหาเรื่องพวกนี้ออกมาได้ล่ะเนี่ย?”

             

            “ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันทั้งรูปและข้อมูลแบบนี้มันเก่าเป็นสิบปีแล้วนะ ไม่รู้ไปขุดหามาได้ยังไงนักข่าวสมัยนี้เก่งเกินไปหรือเปล่า”

             

            “รู้แล้วเหยียบไว้นะฉันทำงานอยู่ที่สำนักข่าวที่หนึ่งวันนี้ตอนเย็นๆมันมีวัสดุส่งเข้ามาเป็นหลักฐานที่พวกนายได้เห็นผ่านโทรทัศน์นั่นแหละ  รู้สึกว่าสำนักข่าวที่ไหนก็ได้แบบเดียวกันหมด แต่มันแปลกตรงที่คนที่ส่งมาไม่ได้เปิดเผยชื่อน่ะสิ”

             

             

            และเพราะการโดนกระแสสังคมตีกลับกะทันหันนี้ทำให้ประเด็นร้อนแรงของเหวินหลงกับไป่ฟานเซียนถูกผู้คนในสังคมหันกลับมามองใหม่

             

            “แปลว่าเธอคนนั้นแค่ถูกเหวินหลงไประรานสินะ?”

             

            “ฮึ่ม! ดูจากท่าทางแล้วเจ้าเหวินหลงนั่นก็แค่อยากจะเกาะท่านจักรพรรดินีของพวกเราโด่งดังเท่านั้นแหละ!”

             

            “ใช่เลยสหายงี่เง่า  เจ้าเหวินหลงนั่นบังอาจมาวุ่นวายกับท่านจักรพรรดินีของพวกเรามันก็ต้องโดนแบบนี้!”

             

             

            เรื่องราวคืนนั้นก็จบลงในลักษณะนั้นเอง

             

            ในตอนเช้า  ที่บ้านตากอากาศของไป่ฟานเซียน ด้านในของเขตแดนนี้เปรียบเสมือนโลกอีกใบที่แตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่มีสิ่งใดสามารถเข้ามารบกวนในนี้ได้ ไป่ฟานเซียนกำลังนั่งอย่างสงบอยู่ที่ระเบียงปล่อยให้บรรยากาศชายทะเลมาทำให้จิตใจของนางผ่อนคลาย

             

            พ่อบ้านหวงยืนอยู่ด้านข้างคอยรับใช้นายหญิงของเขาอยู่ไม่ขาด  เขาเสิร์ฟน้ำชาร้อนอย่างดีให้ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงแขกที่หน้าประตู

             

            ชายชราหายตัวไปแค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีเขาก็กลับมาพร้อมกับกล่องพัสดุกล่องใหญ่ที่มีโลโก้ของคอมพิวเตอร์พกพาอย่างดีแปะติดไว้อยู่

             

            “นายหญิง ระบบทุกอย่างเหมือนกับเครื่องที่แล้วทุกอย่าง  แต่ว่ารุ่นนี้ออกแบบมาอย่างดี  รองรับแรงกระแทกรุนแรง  แม้จะออกแรงมากขนาดไหนก็ไม่พังแล้วครับ”หวงจื่อหานยิ้มๆที่มุมปากในตอนที่หยิบคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ออกมาวางไว้บนโต๊ะให้ไป่ฟานเซียนดู

             

            หญิงสาวที่ได้ยินคำพูดของพ่อบ้านคนสนิทก็เบนหน้าหนีไม่ยอมสบตา นางยกน้ำชามาจิบเงียบๆแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป เรียกเสียงหัวเราะโฮ่ๆเบาๆจากหวงจื่อหานได้เป็นอย่างดี

             

            เหตุผลก็เพราะหลังจากการใช้งานครั้งสุดท้ายเมื่อคืน พ่อบ้านชราพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏรอยร้าวเป็นทางยาวด้านหลังตัวเครื่อง นอกจากนี้ปุ่มตัวอักษรบางตัวนั้นแค่เขาเอานิ้วแตะเบาๆมันก็แตกละเอียดคาปลายนิ้ว เล่นเอาเขาต้องรีบโทรไปสั่งคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ให้มาส่งในตอนเช้าวันถัดไปแทบจะในทันที

             

            ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้เห็นนายหญิงแสดงท่าทีฉุนเฉียวแบบนั้น

             

            แม้มันจะน่ากลัวไปหน่อยแต่พ่อบ้านชรากลับรู้สึกว่านั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรจะเป็น  นางกำลังค่อยๆเปลี่ยนไป  มีการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น  ในฐานะคนสนิทแล้วเขาย่อมคาดหวังให้นางมีความสุขเหมือนหญิงสาวทั่วไปได้ในทุกๆวัน

             

             

            อีกด้านหนึ่งที่ชายหาดซึ่งอยู่ติดกัน ปรากฏร่างของผู้ใหญ่สองคนและเด็กๆสามคนกำลังทำอะไรวุ่นวายกันอยู่ที่นั่น

             

            ถังเย่เย่และฮุ่ยเอ๋อกำลังฝึกตอนเช้าโดยช่วงนี้จะมีเหม่ยอิงที่ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วมานั่งดูเป็นกำลังใจให้ เด็กสาวด้วยความที่อายุมากกว่าทั้งสองคนจึงมักจะทำหน้าที่เหมือนพี่สาว  เธอนั่งอยู่บนผ้าที่นำมาปู และข้างๆมีราชินีมังกรหรือเจ้าแดงน้อยกำลังอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่ายนอนเอาคางเล็กๆมาเกยตักอยู่ 

             

            กล่องปฐมพยาบาลอย่างดีวางไว้อยู่ข้างๆเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินแม้มันจะไม่เคยถูกใช้จริงจังสักทีแต่กับบาดแผลเล็กๆเช่นรอยถลอกพวกนั้นก็จะเป็นหน้าที่เธอที่จะคอยทำแผลให้

             

            ทั้งสองคนไม่ได้กำลังต่อสู้กันเอง  เพราะหลังจากที่กลลับมาจากโลกฝั่งนู้น พลังฝึกตนของฮุ่ยเอ๋อก็พุ่งทะยานไปจนสุดขีดของขั้นผู้ฝึกยุทธ์ไปแล้ว  นอกจากนี้เด็กน้อยยังค่อยๆเชี่ยวชาญ“ปรมัตถ์หมัดมวย” ขึ้นทุกวันๆ เรียกได้ว่าตอนนี้ถังเย่เย่ต้องเป็นฝ่ายเร่งเครื่องและพยายามไล่ตามพี่สาวให้ทันไปแทน

             

            คู่ฝึกซ้อมของทั้งสองคนคือท่านพลเอกอย่างหลิวเยี่ยนเฟยที่มาอาศัยบ้านหลังนี้อยู่ เพราะก่อนนี้ตระกูลถังและตระกูลเซี่ยได้ทำการต่อเติมบ้านหลังนี้เสียใหม่จำนวนห้องและขนาดของมันจึงกว้างขวางขึ้นมากว่าเดิมมาก ต่อให้จะมีคนมาค้างอีกสักสิบคนก็ยังอยู่กันได้สบายๆ

             

            พลเอกหนุ่มจึงใช้ช่วงเวลาพักร้อนของตนเองอย่างผ่อนคลายเขายังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอาการของตนเองนอกจากนี้ในเวลาว่างเขาก็จะมาช่วยเด็กๆฝึกฝนแบบนี้เป็นประจำทั้งเช้า – เย็น

             

            “ฮึบ!”

             

            ถังเย่เย่ที่อยู่ทางด้านซ้ายถีบตัวออกไปทิ้งระยะห่าง  สองมือของเธอปรากฏไอเย็นเล็กๆสีฟ้าขึ้นมาทั้งสองข้าง เธอขยับเข้ามาประชิดตัวของหลิวเยี่ยนเฟยแล้วพยายามจู่โจม  แต่พลเอกหนุ่มนั้นเพียงยิ้มสบายๆ  มือขวาของเขาลากออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเด็กน้อยแล้วเหวี่ยงร่างเล็กๆจนกระเด็นออกไปทางชายหาด

             

            แต่ในตอนนั้นเองทางขวาของชายหนุ่มก็ปรากฏร่างของเด็กน้อยอีกคน ส่วนสูงของเธอนั้นไม่ถึงเอวของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่การเคลื่อนไหวของเธอกลับเต็มไปด้วยความรัดกุมและเฉียบขาด  ฮุ่ยเอ๋อส่งแรงจากพื้นดินแล้วเอี้ยวตัวเข้าไปโจมตีเข้าไปที่กลางท้องของท่านพลเอก ชายหนุ่มรุ้สึกถึงความร้อนจากปลายหมัดทั้งสองข้างได้อย่างชัดเจน

             

            หลิวเยี่ยนเฟยเคยรู้สึกตกใจกับการเคลื่อนไหวของฮุ่ยเอ๋อมาก่อนแล้วในวันแรกที่ต่อสู้ด้วยกัน  เพราะมันเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ ในแง่ของกระบวนท่ามันสามารถเรียกได้ว่าเป็นศิลปะเลยทีเดียว

             

            แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดก็คือเมื่อต่อสู้ไปสักพักฮุ่ยเอ๋อจะสามารถเข้าสู่ “สภาวะ”บางอย่างที่แม้แต่เขาก็ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้

             

            วูบ

             

            “...มาแล้วสิ”  ท่านพลเอกหรี่ตายามที่มองฮุ่ยเอ๋อ  สายตาของเธอจะเริ่มเรียบสนิท การเคลื่อนไหวของเธอจะเฉียบคมและคาดเดาไม่ได้แล้วราวกับคนละคน  และเมื่อเขาไม่ทันระวังขาเล็กๆของเด็กน้อยก็สามารถซัดเปรี้ยงเข้าใส่ที่สีข้างของเขาได้จนได้

             

            นี่คือสภาวะที่เขาพูดถึง  ไป่ฟานเซียนเรียกมันว่าสำเร็จปรมัตถ์ขั้นแรก

             

            เพราะพลังฝึกตนที่ต่างกันทำให้หลิวเยี่ยนเฟยไม่ได้รับบาดเจ็บ  แต่เสื้อยืดของเขากลับปรากฏรอยดำจากปราณอัคคีอันรุนแรงของฮุ่ยเอ๋อ  เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากเด็กคนนี้ก้าวไปถึงระดับปรมาจารย์ได้แล้วเขาจะยังต่อกรกับเธอได้อย่างไร?

             

            “น่ากลัวจริงๆ...”

             

            แม้แต่จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ก็ยังหันมามองอย่างสนใจ เขากำลังเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นมัดกล้ามอันงดงามของชายชาตรีในมือของเขากำดาบเอาไว้มั่น ยามที่เขาสะบัดออกไปแค่คลื่นอากาศจากแรงเหวี่ยงก้เพียงพอที่จะทำให้ทะเลแหวกเป็นสองเสี่ยง

             

            แม้แต่ตัวเขาเองเมื่อสังเกตฮุ่ยเอ๋อยังยอมรับว่าถ้าเด็กคนนี้มีพลังฝึกตนเท่ากับเขา  เขาจะรับมือโดยไม่ใช้ดาบที่ถนัดได้หรือไม่?

             

            แต่ว่าฮุ่ยเอ๋อก็ไม่สามารถคงสภาวะนั้นได้นานหรือใช้ออกได้ตามต้องการ เพียงแค่โจมตีได้อีกครั้งสองครั้งเด็กน้อยก็หลุดออกจากสมาธิ ร่างกายของเธอสูญเสียพลังงานไปอย่างมหาศาลจนไม่น่าเชื่อ  ทำให้เพียงแค่หลิวเยี่ยนเฟยสะกิดเบาๆเธอก็กระเด็นไปหล่นตุ้บอยู่ข้างๆถังเย่เย่ที่จ้องมองตาแป๋วก่อนหน้านี้แล้ว

             

            “พวกหนูพักก่อนเถอะนะ”

             

            ท่านพลเอกหนุ่มใช้ทั้งสองมือจูงเด็กๆมายังในร่มที่มีเหม่ยอิงกับราชินีมังกรนั่งพักอยู่  เหม่ยอิงที่เห็นสภาพของน้องสาวทั้งสองคนก้รีบกระวีกระวาดเปิดกล่องปฐมพยาบาลแล้วหยิบเอาแอลกอฮอล์ออกมาล้างพวกแผลถลอกตามตัว

             

            “...การเคลื่อนไหวของเจ้าเป็นนายท่านสอนให้สินะ?”  ราชินีมังกรอ้าปากหาวขณะที่พูดไปด้วย  นางกำลังหมายถึงปรมัตถ์ของฮุ่ยเอ๋อที่เผยออกมาเมื่อสักครู่นี้

             

            “ใช่แล้วค่ะนายหญิงเป็นคนสอนหนูเอง” ฮุ่ยเอ๋อพยักหน้ารับอย่างภูมิใจ แต่ว่ากลับเป็นถังเย่เย่ที่ดึงเอาตัวราชินีมังกรไปกอดโดยไม่สนใจเสียงโวยวายของนางแล้วบ่นอุบออกมาว่า

             

            “แต่นายหญิงไม่ยอมสอนให้เย่เย่เลย  หนูก็อยากจะเรียนเหมือนพี่ฮุ่ยเอ๋อเหมือนกัน!”

             

            ท่าทางไม่พอใจของเด็กน้อยมันกลับดูน่ารักน่าชังจนแม้แต่หลิวเยี่ยนเฟยยังยิ้มขำ ท่านพลเอกหนุ่มพอจะเข้าใจความคิดของไป่ฟานเซียนก่อนหน้านี้  เพราะว่าหลังจากเริ่มฝึกตนกลับกลายเป็นว่ามีแค่ถังเย่เย่ที่สามารถใช้ปราณได้ เพื่อไม่ให้ฮุ่ยเอ๋อนั้นเสียใจนางจึงเลือกที่จะสอน “ปรมัตถ์หมัดมวย” ให้แทน

             

            แต่พอตอนนี้ฮุ่ยเอ๋อสามารถใช้พลังปราณได้แบบคนปกติ  ทั้งยังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  ถังเย่เย่จะเริ่มรู้สึกน้อยอกน้อยใจก็ไม่แปลก

             

            “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากสอน...แต่เจ้าไม่เหมาะกับมันต่างหาก”

             

            ก่อนที่ใครจะรู้ตัว  ไป่ฟานเซียนก็มาปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง เธอมองสภาพที่เนื้อตัวเลอะเทอะมอมแมมของทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มบางๆ

             

            “ข้าเองก็คิดว่าเด็กน้อยนี่ไม่เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิดเหมือนกัน”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้เข้ามาร่วมวง  เขานั่งอยู่ข้างๆหลานสาวขณะที่พูดความคิดเห็นของตัวเองออกมา

             

            “ข้ารู้สึกว่าเด็กคนนี้เหมาะกับการโจมตีระยะไกลมากกว่า...ใช่หรือเปล่าสาวน้อย”  ชายชราพินิจพิจารณาถังเย่เย่มาหลายวัน เขาพบว่าเด็กคนนี้มักจะกระโจนเข้าไปหาคู่ต่อสู้อย่างไม่ค่อยจะคิดหน้าคิดหลัง  ทำให้ถูกซัดกระเด็นออกมาอยู่บ่อยๆ

             

            “...รอให้พลังฝึกตนของเจ้าทะลวงผ่านถึงระดับจอมยุทธเสียก่อนเถิด”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดกับถังเย่เย่ เด็กคนนี้เหมาะที่จะต่อสู้ในระยะกลางถึงไกลจริงๆ เพียงแต่อย่างที่รู้ว่าในระดับผุ้ฝึกยุทธ์นั้นพลังปราณยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะปลดปล่อยออกมาจากร่างได้อย่างอิสระดังนั้นถึงจะอยากขนาดไหนเธอก็ยังไม่สามารถสอนการโจมตีระยะไกลให้กับเด็กคนนี้ได้

             

            นอกเสียจากว่าจะสอนเธอใช้อาวุธจำพวกธนูหรือมีดบินอะไรพวกนั้น ตอนนี้จึงได้แต่บอกให้เธอตั้งใจฝึกฝนจนไปถึงระดับจอมยุทธเร็วๆเท่านั้น

             

            “แล้วหลานปู่เมื่อไรเจ้าถึงจะอยากฝึกวิชาดาบกับปู่ล่ะ?”

             

            เจิ้งเหรินอี้อาศัยจังหวะนี้หันไปถามเหม่ยอิง มือของเธอยังยุ่งอยู่กับการล้างแผลบนแขนของฮุ่ยเอ๋อ ท่านจอมดาบก่อนหน้านี้เขาไม่เคยบังคับให้หลานสาวฝึกฝนเพราะลำพังร่างกายของเธอก็แทบจะลุกจากเตียงนานๆไม่ไหวแล้วไม่ต้องพูดถึงการฝึกตนเลย

             

            แต่ในตอนนี้ร่างกายของเหม่ยอิงนั้นแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ พลังฝึกตนก็เพิ่มขึ้นมาจนถึงรวมปราณขั้นห้าโดยที่แทบจะไม่ต้องฝึกฝน ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เขาจะถ่ายทอดเพลงดาบของตนเองให้กับหลานสาวรับสืบทอดไปเสียที

             

            เขาอยากจะเห็นหลานสาวของเขาเป็น“จอมดาบน้อย” ที่กวัดแกว่งดาบที่รับสืบทอดไปจากเขาไปทั่วทุกที่ในใต้หล้า

             

            “...หนูไม่อยากฝึก”

             

            แต่ตรงกันข้าม เหม่ยอิงกลับปฏิเสธท่านปู่ของตัวเองจนร่างกายชายชราแข็งค้าง ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นหลานคนนี้พูดปฏิเสธอะไรแบบนี้มาก่อน  ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความช็อคที่ได้รับกะทันหันจนไม่ได้ยินเรื่องอะไรอีกแล้ว

             

            แต่เด็กสาวกลับไม่สนใจ  ดวงตาของเหม่ยอิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น  เธอหันมาหาไป่ฟานเซียนแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  แต่สุดท้ายเธอก็พูดออกมาว่า

             

            “...นายหญิงคะ  หนูอยากเป็นนักปรุงโอสถค่ะ”

             

            และโดยไม่คาดคิด  ฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ก็ยกมือขึ้นมาพร้อมกันอย่างกระตือรือร้น เด็กสองคนนี้ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในทุกช่วงเวลาที่ไป่ฟานเซียนแสดงปาฏิหาริย์ของโอสถ ขนาดที่ถังเย่เย่นั้นได้สัมผัสถึงพลังของมันด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเธอจะได้รับอิทธิพลของไป่ฟานเซียนมาเต็มๆ

             

            “หนูด้วย!”

             

            “เย่เย่ด้วย!”

             

            “พวกเราอยากจะเป็นนักปรุงโอสถที่ยิ่งใหญ่เหมือนนายหญิง!”

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน