สามวันหลังการปิดด่านฝึกตนงานพืชสวนไร่นาที่หยางเถาอวี้ฝากให้พวกอาเฮยดูแลดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยพืชผลต่างๆ เจริญงอกงามดียิ่งด้วยนางแอบเหยาะน้ำทิพย์ลงไปในบ่อน้ำและสระน้ำทุกแห่งในอาณาเขต
“อวี้เอ๋อออกจากการปิดด่านฝึกตนแล้วหรือ”บุคคลแรกที่หยางเถาอวี้ออกไปพบคือยายจาง
“เ้าค่ะท่านยายท่านยายไม่มีปัญหาอะไรนะเ้าคะ”
“ไม่มีปัญหาใดๆเลย เ้าวางใจได้”
“ดียิ่งเ้าค่ะงั้น... ข้าอยากจะเข้าไปสำรวจป่าหมื่นอสูรสักหลายวันหน่อยเ้าค่ะ”
“อะไรกันไม่ได้เจอหน้ากันตั้งสามวัน ออกจากห้องก็จะไปเข้าป่าต่อเลยหรือ”ยายจางชักทำหน้างอน
“อ่าเช่นนั้นข้าอยู่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้ท่านยายก่อนแล้วค่อยออกไปดีหรือไม่เ้าค่ะ”
“ฮึเ้าคิดเอาของกินมาล่อยายล่ะสิ แต่ก็เอาเถอะ ถือว่ายายได้กำไร เพราะยังไงยายก็ห้ามเ้าไม่ได้”ยายจางหัวเราะน้อยๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะหยางเถาอวี้ด้วยความเอ็นดู
“งั้นข้าจะทำข้าวราดแกงกะหรี่หมูทอดให้ท่านยายทานนะเ้าคะ”หยางเถาอวี้ได้รวบรวมสมุนไพรต่างๆ สำหรับทำผงกะหรี่อันประกอบด้วย ขมิ้น ลูกผักชีขิง กานพลู อบเชย ลูกซัด1 ลูกกระวานและอื่น ๆ จนครบและตากแห้งไว้หลายวันแล้ววันนี้นางจึงเพียงนำออกมาคั่วบดและผสมเข้าด้วยกันตามสูตรก็เป็อันใช้ได้นางถ่ายทอดวิธีทำแกงกะหรี่หมูตุ๋นให้ยายจางและซู่ซินเช่นเคย ระหว่างที่รอให้แกงกะหรี่หมูตุ๋นได้ที่นางหันไปทอดหมู ทอดกุ้งชุบแป้งกับไข่ รวมถึงทำไข่ข้นครบสูตร ตามด้วยน้ำซุปเต้าเจี้ยวใส่เต้าหู้และเผือกยังมีหัวไชเท้ากับหงหลัวปอหรือแครอทดองหั่นเป็เส้นเล็กบางวางเคียง
“อาหารของอวี้เอ๋อยังคงแปลกใหม่และอร่อยเสมอไม่เปลี่ยนอนาคตเรามาเปิดเหลาตรงหัวมุมถนนดีหรือไม่” ยายจางชิมแล้วรู้สึกถูกใจนางหันมาชักชวนหลานสาว
“ตามใจท่านยายเลยเ้าค่ะ”ทุกคนเอร็ดอร่อยกับข้าวราดแกงกะหรี่หยางเถาอวี้ให้ซู่ซินเป็ลูกมือและทำเผื่อคนงานทุกคน
“ข้าอาจจะเข้าป่าไปหลายวันท่านยายไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ” หยางเถาอวี้เอ่ยลาหลังมื้ออาหารและออกเดินทางทันที
...
‘เ้านายไม่ใช้บริการผมหรือครับ’ทีเจวันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
‘ไม่ครั้งนี้ชั้นจะไปเอง จะได้ฝึกท่าเท้าล่องแสงกับเคล็ดวิชาซ่อนแสงในเงามืดให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้น’
‘รับทราบครับเ้านาย’
หยางเถาอวี้ทะยานร่างลึกเข้าไปในป่าตลอดทางนางหมั่นสังเกตุดูว่าพวกสัตว์ป่าจะรับรู้ถึงความคงอยู่ของนางหรือไม่เพื่อประเมินเคล็ดวิชาซ่อนแสงในเงามืดของตนและรู้สึกพึงพอใจที่สัตว์ป่าทั่วไปไม่อาจััถึงความคงอยู่ของนางราวครึ่งชั่วยามต่อมาหยางเถาอวี้เดินทางไปถึงริมผาเหยียบเมฆาได้สำเร็จโดยที่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด
‘ทีเจวันคราวที่แล้วนายระบุตำแหน่งถ้ำที่ไม่สามารถสแกนได้ว่าอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกราวหนึ่งร้อยลี้ใช่ไหม’หยางเถาอวี้เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
‘ใช่ครับห่างจากถ้ำกุญแจหยกวารีไปทางขวามือหนึ่งร้อยลี้ อยู่ต่ำลงไปราว 70 จั้ง’ทีเจวันยืนยัน
“อืมข้าััได้ถึงคลื่นพลังงานที่มีความผันผวนบางอย่าง” หยางเถาอวี้เอ่ยออกมา
“นายหญิงเ้าคะสิ่งนี้คล้ายคลื่นพลังงานจากหินแปรปรวนมากเ้าค่ะ” รุ่ยเอ๋อออกความเห็น
“เช่นนั้นหรือพวกเราไปดูกันเถอะ”หยางเถาอวี้เรียกทีเจวันออกมาและขึ้นยานบินไปในโหมดล่องหนเช่นเดิม
“น่าเสียดายที่ยังฝึกไม่ถึงขั้นเหยียบย่างอากาศได้ฮึ รอก่อนเถอะ”
“ว่าแต่น่าแปลกยิ่งนักที่หน้าผาบริเวณนี้ไม่เห็นมีสัตว์อสูรอะไรเลยปกติน่าจะมีสัตว์อสูรจำพวกนกหรือสัตว์ปีกอะไรบ้างมิใช่หรือข้าสงสัยมาั้แ่ครั้งแรกแล้ว”
“ถ้าถ้ำแห่งนั้นมีหินแปรปรวนอยู่จริงก็นับว่าไม่แปลกเ้าค่ะเพราะหินแปรปรวนนั้นมีคุณสมบัติทำให้สัตว์อสูรต่างๆมึนงงหลงทิศ หากสัตว์มีปีกบินมาในระยะใกล้พวกมันอาจมึนงงและบินเข้าชนกำแพงหินจนตกตายอย่างไม่ทันรู้ตัวได้เลยทีเดียวดังนั้นพวกสัตว์อสูรจึงไม่ชอบและพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีหินแปรปรวนอยู่ตามสัญชาติญาณของมันนั่นเอง”
“อ้อแล้วจะไม่เป็อันตรายต่อพวกเราเหรอ เห็นได้ชัดว่ามันมีผลต่อการสแกนของทีเจวันด้วย”
“วิธีแก้ไขปัญหาจากคลื่นพลังงานของหินแปรปรวนมีหลายวิธีเช่นในมิติส่วนตัวของกุญแจหยกวารีนี้มีค่ายกลกำกับมิติแปดหมื่นสี่พันผันแปรอยู่หินแปรปรวนจะไม่สามารถส่งผลใดๆ ภายในมิติแห่งนี้ ก่อนเข้าสู่รัศมีของมันข้าจะขยายม่านพลังครอบคลุมพวกเราไว้เป็การชั่วคราว”รุ่ยเอ๋อแนะนำ
“ดีมากงั้นพวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อทีเจวันก็พาหยางเถาอวี้ไปถึงปากถ้ำเป้าหมายหน้าปากถ้ำมีลานดินยื่นออกมาจึงไม่ยากต่อการทะยานตัวลงไปนักแม้จะมีสภาพรกชัฎด้วยวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปีปราศจากร่องรอยรุกรานของสัตว์ใดๆ หยางเถาอวี้ส่งััลมปราณและคลื่นจิตออกไปสำรวจรอบรัศมีร้อยหมี่อย่างไม่ประมาทจากนั้นจึงค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปในถ้ำ ยิ่งเดินลึกเข้าไปลักษณะภายในถ้ำทั้งผนังและพื้นกลับสะอาดและสว่างมากขึ้นแตกต่างจากปากถ้ำอย่างสิ้นเชิง
“เราเดินเข้ามาตามเส้นทางคดเคี้ยวนี้ได้ราวร้อยหมี่แล้วเห็นจะได้กระมังช่างน่าแปลกยิ่งนัก ยิ่งลึกเข้ามา ภายในถ้ำกลับยิ่งสว่างไสว”หยางเถาอวี้พึมพำออกมาด้วยความแปลกใจ “สัญชาติญาณบอกข้าว่าข้างหน้านั้นไม่ธรรมดา”นางหยุดฝีเท้าลงเมื่อเดินออกมาพ้นทางเดินคับแคบพลันต้องตะลึงลานกับแสงสว่างระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับพันนับหมื่นดวงประดับอยู่ตรงหน้า
“สถานที่แห่งนี้งดงามยิ่งนักแต่ไม่อาจเดินเข้าไปใกล้ได้มากกว่านี้ ข้ารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังประหลาดนี่ต้องเป็ค่ายกลที่ซับซ้อนอย่างหนึ่งแน่”ครั้นกล่าวจบหยางเถาอวี้นั่งลงขัดสมาธิตรงหน้าปากโถงทางเดินที่เพิ่งเดินเข้ามาถึง
“ถูกต้องเ้าค่ะนายหญิงจากลักษณะที่ปรากฏ ข้าเดาว่านี่คือค่ายกลพันดารา” รุ่ยเอ๋อกล่าว
“ค่ายกลพันดาราคืออะไรเอาไว้ทำอะไร” หยางเถาอวี้ขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“ข้าเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลนี้มากนักเ้าค่ะทราบแต่ว่าผู้ที่หลงเข้าไปในค่ายกลพันดารานี้จะไม่มีวันหาทางออกจากค่ายกลได้อีกเลยราวกับต้องมนตร์มายา ต้องหลงวนเวียนอยู่ภายในนั้นไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”รุ่ยเอ๋อตอบ
“อันตรายยิ่งนักผู้วางค่ายกลแห่งนี้คง้าให้มันปกป้องอะไรซักอย่างอยู่เป็แน่และสิ่งนั้นคงต้องมีค่ามหาศาล” หยางเถาอวี้ดวงตาเป็ประกาย จมูกเริ่มได้กลิ่นทรัพย์สมบัติลอยเข้ามาจางๆแล้ว นางแผ่ััออกไปตรวจสอบโครงสร้างของค่ายกลอยู่ราวครึ่งชั่วยาม“ข้าััได้ว่าค่ายกลแห่งนี้มีรูปแบบคล้ายทรงเรขาคณิตที่ทับซ้อนกันนับพันรูปแบบหากเราวิเคราะห์จุดร่วมของมันได้ ... “กล่าวพึมพำมาถึงตรงนี้หยางเถาอวี้ก็พลันหลับตาลงและจมสู่สมาธิขั้นลึก
ภายในสมาธิขั้นลึกหยางเถาอวี้ค่อยๆ แยกย่อยรูปทรงเรขาคณิตที่ทับซ้อนกันอยู่นับพันรูปแบบวิเคราะห์และจำลองรูปทรงเ่าั้ซ้ำไปซ้ำมา กระทั่งเวลาผ่านพ้นไปถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มในที่สุดจึงค้นพบจุดร่วมบางอย่าง นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อสามารถสรุปข้อสมมุติฐานของตนออกมาได้สำเร็จ
“นายหญิงท่านคิดได้แล้วหรือ” รุ่ยเอ๋อเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นหยางเถาอวี้ลืมตาตื่นจากสมาธิ
“อืมข้าคิดว่าข้าพอจะอนุมานสมการเชิงซ้อนของค่ายกลนี้ออกมาได้แล้ว” หยางเถาอวี้ตอบ
สมการเชิงซ้อนหรือ?รุ่ยเอ๋อสงสัยยิ่ง แต่นางคิดว่าเวลานี้คงมิใช่เวลาที่เหมาะสมในการไถ่ถามข้อสงสัยปัญหาค่ายกลตรงหน้าย่อมสำคัญกว่า นางจึงแค่เฝ้ารอดูหยางเถาอวี้เงียบๆ
เพียงเห็นหยางเถาอวี้ลุกขึ้นยืนและเริ่มร่ายเคล็ดวิชาดัชนียุทธ์พร้อมกับยิงลำแสงออกไปยังจุดๆหนึ่งที่กลางอากาศ ภาพดวงดาวพราวระยับตรงหน้ากระเพื่อมไหวขึ้นระลอกหนึ่งแสงสว่างคล้ายหม่นจางลงแต่ก็เพียงเล็กน้อยจนแทบััไม่ได้ จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม
“ฮึ่มเดิมทีข้าคิดว่าแค่ทำลายจุดเชื่อมโยงของค่ายกลลงเพียงสักจุดหนึ่งก็คงสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้สำเร็จความคิดของข้าช่างตื้นเขินนัก คงต้องทำลายจุดเชื่อมโยงของค่ายกลนี้พร้อมๆกันจึงจะเห็นผล”
หยางเถาอวี้หลับตาลงอีกครั้งนางกำลังถ่ายทอดรูปแบบโครงสร้างที่วิเคราะห์ได้ให้แก่ทีเจวันและรุ่ยเอ๋อจุดร่วมขององค์ประกอบเชิงซ้อนในค่ายกลมีนับพันจุด ตามการวิเคราะห์ของนางย่อมไม่อาจทำลายจุดเชื่อมโยงขององค์ประกอบนับพันนี้พร้อมๆ กันได้ด้วยตัวคนเดียว นางแบ่งจุดเชื่อมเ่าั้ให้ทีเจวันและรุ่ยเอ๋อคนละหนึ่งในสามส่วนเพื่อช่วยกันทำลาย
“เมื่อข้าให้สัญญาณพวกเราลงมือพร้อมกันนะ” หยางเถาอวี้นัดแนะ และเมื่อนางให้สัญญาณภาพตรงหน้าก็ราวกับดวงดาวนับพันที่กำลังดับแสงลงอย่างรวดเร็วแทบจะพร้อมๆ กันทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงัดในชั่วสิบลมหายใจต่อมา และแล้วตรงหน้าพลันปรากฏภาพโถงถ้ำที่รอบด้านเต็มไปด้วยหินแปรปรวนสีใสส่วนตรงกลางโถงถ้ำแห่งนี้ปรากฏผลึกสีใสขนาดสูงราวหนึ่งหมี่พุ่งแทงจากพื้นขึ้นมา
“นี่...แก่นหินแปรปรวน...” รุ่ยเอ๋อมีสีหน้าตะลึงลานนางรีบบอกแก่หยางเถาอวี้ “มันคือหินต้นกำเนิดของหินแปรปรวน หากมีมันที่ไหนแม้หินธรรมดารอบด้านก็จะค่อยๆ กลายสภาพเป็หินแปรปรวนได้ นายหญิงท่านมีโชคใหญ่หลวงแล้วเ้าค่ะ”
“หาเหมือนรากต้นไม้เหรอ ประมาณว่า ปลูกลงดิน ดินตรงนั้นก็กลายเป็หินแปรปรวนงั้นต่อไปนี้ก็เท่ากับว่าข้าจะมีหินแปรปรวนให้ใช้สร้างค่ายกลเท่าไหร่ก็ได้ดังใจไม่หมดไม่สิ้นเลยสิ”
“ใช่เ้าค่ะ”
“รุ่ยเอ๋อเรานำมันไปไว้ในมิติส่วนตัวของเ้าได้ใช่หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะเราสามารถสร้างค่ายกลครอบพื้นที่โดยรอบบริเวณที่้าเพื่อจำกัดอาณาเขตของมันได้”
“งั้นก็ลงมือเลยชักช้าอยู่ใย เก็บอย่าให้เหลือซากเลยนะ เหอๆๆ”หยางเถาอวี้ยื่นมือออกไปหมายลูบไล้แท่งแก่นหินแปรปรวนทว่าวินาทีที่แตะปลายนิ้วลงไปบนแก่นหินแปรปรวนนางพลันรู้สึกว่าทุกอย่างตรงหน้าดับวูบลง
“นายหญิงระวัง!”รุ่ยเอ๋อร้องะโด้วยความใ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่กว่าที่หยางเถาอวี้จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งนางยกมือขึ้นนวดขมับที่รู้สึกถึงความตึงแน่น อึดใจต่อมาจึงค่อยๆ ได้สติมากขึ้นนางกวาดสายตามองไปรอบด้าน
“ที่นี่ที่ไหนกัน”มองไปทางไหนก็ล้วนเต็มไปด้วยผลึกแก้วใส รอบด้านแลดูเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล ปราศจากซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆนางพยายามะโเรียกรุ่ยเอ๋อและทีเจวันอยู่นานกระทั่งเริ่มเหนื่อยล้า แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆ
‘ไม่ถูกต้องหากที่นี่เป็มิติอื่นหรือสถานที่สักแห่งหนึ่ง ต่อให้เป็มิติแปลกแยกใดๆข้าก็ต้องมีรุ่ยเอ๋อกับทีเจวันอยู่เคียงข้าง’หยางเถาอวี้พยายามตั้งสติมิให้ตื่นตระหนกและครุ่นคิด ‘ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็มีความเป็ไปได้อย่างเดียวว่านี่คือมิติจิตไร้ซึ่งตัวตนให้จับต้อง จิตของข้าหลงทางอยู่เช่นนั้นหรือ’ เวลานี้นางเริ่มใอย่างแท้จริงแล้วหากจิตหลงวนเวียนอยู่ในมิติจิตแห่งหนึ่งจนหาทางออกมิได้ย่อมเท่ากับตายทั้งเป็
‘ไม่ได้เราจะตื่นตระหนักไม่ได้เด็ดขาด’หยางเถาอวี้นั่งลงขัดสมาธิและเริ่มตั้งจิตให้มั่นคง
‘ความกลัวเป็เพียงการปรุงแต่งแห่งจิตอย่างหนึ่งตัวตนก็เป็เพียงการปรุงแต่งแห่งจิตอย่างหนึ่ง จริงคือเท็จ เท็จคือจริง ..’นางหวนนึกทบทวนถึงเคล็ดวิชาการฝึกจิตชุดหนึ่งและเริ่มตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับเคล็ดวิชานั้นปล่อยวางความหวาดกลัว ปล่อยวางจากตัวตน ...
วิ้ง....วงแสงสีทองราวดวงอาทิตย์สาดทอออกไปจากกลางอกของหยางเถาอวี้ อาบไล้ไปทั่วเรือนร่างของนางและแผ่รัศมีออกไปโดยรอบทันทีที่แสงสว่างแผ่พุ่งออกไป ผลึกแก้วรอบตัวพลันแตกทลายลง เพล้งๆๆ....
“เป็ไปได้อย่างไรเ้าหลุดพ้นจากค่ายกลตรึงจิตของข้าไปได้อย่างไร”เสียงๆ หนึ่งดังขึ้นในห้วงจิตของหยางเถาอวี้
“เ้าคือตัวตนที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้หรือเ้าเองก็มิใช่อะไรเลย เป็แต่เพียงความว่างเปล่า จงหายไปซะ”
อ๊ากกก....เสียงกรีดร้องสิ้นสุดลงพร้อมกับทุกสิ่งรอบด้านวูบหายไป หลงเหลือเพียงห้วงอากาศราวหมอกควันพร้อมๆกับปรากฏเงาร่างสีขาวเงาร่างหนึ่งขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่า
‘ยอดเยี่ยมยิ่งนักเ้าสามารถหลุดออกจากค่ายกลมายาตรึงจิตได้ หืม เด็กกว่าที่คิดไม่น้อยช่างน่าแปลกเสียจริง’เงาร่างโปร่งแสงของชายชราหนวดเครายาวลงมาถึงกลางอกผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหยางเถาอวี้
‘ท่านผู้เฒ่าเป็ใครเ้าคะ’หยางเถาอวี้ััได้ถึงคลื่นจิตเมตตาจากชายชราร่างโปร่งแสงนางจึงกล้าเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
‘ข้าคือซ่างเสินเจิ้นหรง ผู้คิดค้นคัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุน’
‘ที่แท้ท่านคือผู้ที่กักขังข้าเอาไว้ในมิติจิตเมื่อครู่หรือเ้าคะ’ หยางเถาอวี้เริ่มมีใบหน้าบูดบึ้งเมื่อครู่นี้นางหวาดกลัวจนหัวใจแทบวายแล้ว
‘จะว่าอย่างนั้นก็ได้เป็เพราะเ้าแตะต้องถูกแก่นหินแปรปรวน จึงกระตุ้นให้ค่ายกลมายาตรึงจิตทำงาน’
‘เหตุใดท่านจึงต้องวางค่ายกลมากมายเอาไว้ในถ้ำหินแปรปรวนแห่งนี้เล่า’
‘เพื่อปกป้องคัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุนรอคอยให้เ้าของผู้มีวาสนากับมันมาพานพบ และคนผู้นั้นก็คงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเ้าแม่นางน้อย เ้าคือผู้สืบทอดของข้า’
‘เอ๋ไม่อยากเชื่อเลย ข้าโชคดีอีกแล้วเหรอ... คัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุนคืออะไรเ้าคะข้ายังไม่เห็นสักเล่ม’
‘คัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุนรวบรวมเคล็ดวิชาค่ายกลทุกอย่างที่ข้าคิดค้นขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้วก่อนข้าจะจากโลกบำเพ็ญเซียนไป ข้าได้ออกประกาศค้นหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมเหตุการณ์นั้นกลับทำให้ผู้คนมากมายลงมือเข่นฆ่ากันทั้งในที่ลับและที่แจ้งเพื่อแก่งแย่งกันเป็ผู้สืบทอดของข้าเพื่อคัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุนชุดนี้ เฮ่อ เวลาผ่านพันไปนานนับหมื่นปีแล้ว แต่หวนย้อนคิดกลับไปครั้งใดข้ายังคงรู้สึกผิดอยู่เสมอ ภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้นช่างน่าเอน็จอนาถใจมนุษย์โง่เขลาเบาปัญญากิเลสหนาตกตายเพราะความโลภโมโทสันกันไปนับหมื่นนับแสนคนเพียงเพื่อจะ่ชิงคัมภีร์เล่มนี้สุดท้ายข้าจึงตัดสินใจซ่อนมันไว้ รอคอยผู้มีวาสนามาพานพบ’
‘โอ้ฟังท่านผู้เฒ่าอธิบายแล้วคัมภีร์ชุดนี้คงต้องยอดเยี่ยมเทียมฟ้าเป็แน่เชียวข้าแทบอดใจรอที่จะศึกษามันไม่ได้แล้วเ้าค่ะ’
‘โอ่โฮะโฮะโฮะเคล็ดวิชาที่ข้าคิดค้นขึ้นย่อมต้องยอดเยี่ยมแน่นอนผู้คนในยุคสมัยนั้นขนานนามข้าว่าจักรพรรดิแห่งค่ายกลทีเดียวเชียวนะ’ผู้เฒ่าโปร่งใสยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะร่าด้วยความพึงใจไม่มีการถ่อมตนแม้แต่น้อยครั้นแล้วจึงยื่นมือออกมา บนฝ่ามือมีแท่งผลึกหกเหลี่ยมใสยาวราวสองชุ่น
‘เอาล่ะเวลาของข้าเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อผู้สืบทอดปรากฏ อีกไม่นานเจตจำนงของข้าก็จะสลายไปเ้าจงหลับตาลงเสีย ตั้งสติให้มั่น อย่าได้ใขณะรับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาจากข้า’ชายชรากล่าวแก่หยางเถาอวี้ นางหลับตาลงอย่างว่าง่ายชายชราผู้เรียกตนว่าซ่างเสินเจิ้นหรงยกปลายด้านแหลมของแท่งผลึกหกเหลี่ยมขึ้นจรดลงบนกึ่งกลางหน้าผากของหยางเถาอวี้อย่างรวดเร็วทันใดนั้นพลันปรากฏเส้นแสงสีเงินครามราวสายฟ้าแล่นวาบเข้าสู่หน้าผากของนางอย่างต่อเนื่องผลึกแก้วใสหกเหลี่ยมราวกับค่อยๆ ละลายหายเข้าไปในจุดอิ้นถางกลางหน้าผาก หยางเถาอวี้รู้สึกเจ็บแปลบเข้าไปในหัวแต่นางยังคงตั้งสติมั่นและพยายามปล่อยตัวตามสบายไม่ต่อต้านแข็งขืน ราวสิบลมหายใจต่อมาทุกอย่างจึงคืนสู่ความสงบ
‘เท่านี้ข้าก็จากไปได้อย่างหมดห่วงเสียทีดูจากที่เ้าสามารถผ่านด่านค่ายกลทั้งสองของข้ามาได้ เชื่อว่าเ้าจะมีโอกาสบรรลุถึงเคล็ดวิชาสูงสุดในคัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุนได้แน่ข้าหวังเพียงว่าเ้าจะไม่นำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิดนะ แม่นางน้อยขอให้เ้าโชคดี’ ครั้นฝากฝังทุกอย่างเสร็จสิ้นเงาร่างโปร่งแสงของซ่างเสินเจิ้นหรงจึงค่อยๆสลายหายไปอย่างมิรั้งรอให้หยางเถาอวี้ได้กล่าวคำขอบคุณหรือร่ำลาใดๆ
----------------
ลูกซัด1: https://www.disthai.com/17040545/ลูกซัด