เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    สงครามชิงแก่นฟ้าดิน 2

    บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง ประมุขนิกายชั้นนำทั้ง 4 หยัดยืนดูเชิงกันและกัน ไม่มีใครกล้าลงมือบุ่มบ่ามเลยสักนิด เพราะถ้าหากลงมือผิดพลาด อาจจะนำมาสู่ความพ่ายแพ้ในเสี้ยวพริบตา ซึ่งไม่น่ามีใครอยากให้มันเกิดขึ้นกับตนเองมากนัก

     

    โดยเฉพาะฝั่งของนิกายพยัคฆ์หมอกที่ถือเป็นขุมกำลังจากต่างแดนเพียงหนึ่งเดียวในบรรดานิกายทั้งสี่ หากพวกมันพลาดท่าเสียที อาณาจักรพยัคฆ์ขาวย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อนำตัวพวกมันกลับไป และสุดท้ายอาจจะจบด้วยการถูกคาดโทษหรือไม่ก็ลิดรอนอำนาจ

     

    ‘เห้อ ไฉนพวกเขาไม่สู้กันเสียทีนะ’

     

    แลเห็นภาพสุดแสนจะน่าอึกอัดนี้ เย่หยุนซีที่นั่งเฝ้ามองอยู่อีกฝั่งอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจอย่างเบื่อหน่าย แต่เมื่อดวงตาของเขาเบนไปเห็นร่างงามประมุขนิกาย ลู่หลิน ใบหน้าอันหล่อเหลาก็ผันเปลี่ยนกลายเป็นนิ่งชะงักค้างในชั่วพริบตานั้น

     

    “ที่แท้เป็นท่าน!!”

     

    “หือ! มีอะไรอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงซึ่งเต็มไปด้วยความฉงนสงสัยของหลิงหยวนดังขึ้นมา

     

    ยกมือขึ้นชี้ไปทางผู้ซึ่งได้รับฉายาพิรุณหยกสวรรค์เบื้องหน้า เย่หยุนซีเอ่ยปากด้วยซุ้มเสียงตะลึงงัน “สตรีท่านนั้นเคยดูแลข้าในวัยเด็ก ทั้งยังมีความรู้สึกพิเศษให้ท่านพ่อของข้า”

     

    “เปรี้ยง!”

     

    ราวกับถูกสายอัสนีบาตรฟาดฝ่า ทุกคนต่างหันหน้ามองเย่หยุนซีและลู่หลินสลับกันไปมาอยู่หลายครั้ง

     

    “หลานชายมั่นใจแล้วหรือว่าไม่ได้พลาดพลั้งจำผิด วังหยาดพิรุณเป็นนิกายที่รับเฉพาะสตรีและพวกนางฝึกฝนทักษะที่ต้องถือครองพรหมจรรย์ การที่ผู้เป็นประมุขอย่างลู่หลินจะออกนอกลู่นอกทางไปเกี่ยวพันกับบิดาเจ้าจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้” ส่ายศีรษะเบาๆ หลิงหยวนพยายามกล่าวอธิบายตามสิ่งที่เขารู้มา

     

     “ไม่ผิดตัวแน่ขอรับ เป็นนางจริงๆ” เย่หยุนซียังคงยืนยัน ในช่วงเวลาที่ได้พบเจอกับลู่หลินเป็นครั้งแรก ตัวเขาอายุประมาณ 7-8 ปี และมีความทรงจำที่ดีเอามากๆ  

     

    ดังนั้น! ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เด็กหนุ่มก็ยังจำได้ดีว่าสตรีนางนี้นี่แหละที่เคยเลี้ยงดูเขาและเคยอยู่เคียงข้างเย่ชิงหยาง แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุเหมือนกันจู่ๆนางก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำเอาเขาร้องไห้ฟูมฟายไปหลายวัน ส่วนบิดาของเขานั้นก็ไม่พูดถึงนางอีกเลยจวบจนถึงปัจจุบัน

     

    “เห้อ ชักจะน่าปวดหัวเสียแล้วสิ ถ้าแบบนี้ลุงควรจะไปช่วยนางหรือเปล่า?” หลิงหยวนถึงขั้นกุมขมับเอ่ยถาม

     

     “ทำตามแผนที่ท่านลุงวางไว้เถอะขอรับ ถึงอย่างไรนางก็เป็นระดับจักรพรรดิย่อมไม่พลาดท่าง่ายๆ” ส่ายศีรษะเล็กน้อย เย่หยุนซีตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

     

     “ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานนับว่าดีมาก แบบนี้สิถึงจะเหมาะทำการใหญ่” พยักหน้าอย่างพึงพอใจ หลิงหยวน เย่หยุนซี รวมถึงคนอื่นๆต่างหันกลับไปมองสถานการณ์ในสนามรบซึ่งบัดนี้กำลังถูกเปิดฉากโดยทางฝั่งของนิกายพยัคฆ์หมอกและบรรพตโลหิต

     

    “หมีสงครามศิลา!”

     

    “พยัคฆ์หมอกทิวา!”

     

    พวกมันเรียกจิตอสูรของตนเองออกมา ส่งผลให้หมียักษ์ที่มีชั้นผิวหนังเป็นหินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพยัคฆ์ตัวสีเทาที่ดูเลื่อนลอยไร้รูปร่าง

     

    “ซาลาเมนเดอร์เพลิงโลกันตร์”

     

    “ราชันฉลามหยกสวรรค์”

     

    ทางฝั่งประมุขนิกายเทพสุริยันและวังหยาดพิรุณเองก็ปลดปล่อยจิตอสูรเช่นกัน ที่บริเวณด้านหลังของพวกเขาปรากฏซาลาแมนเดอร์เกล็ดสีแดงฉานและฉลามขาวที่มีลวดลายสีเขียววิจิตรราวกับหยกชั้นดี

     

    ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบปกคลุมไปด้วยไอปราณลม น้ำ ดิน และฟ้าอย่างครบครัน เหล่าจิตอสูรทั้ง 4 คำรามใส่กันอย่างเกรี้ยวกราด

     

    “น้ำกับไฟเข้ากันไม่ได้ แยกกันสู้เถอะ” เป็นลู่หลินที่เสนอความคิดเห็น ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาจอมพลังแดนเหนือ เจิ้นหนานในทันที

     

    ส่วนฝ่ายต้าหลงเองก็มิได้รอช้า รีบบินเข้าไปหาจื่อหยางแห่งนิกายบรรพโลหิต พร้อมทั้งโจมตีใส่ด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานที่ราวกับจะแผดเผาสรรพสิ่งได้

     

    “เหอะ เจ้ายังอ่อนด้อยก่อนไป” ทั่วทั้งตัวของจื่อหยางถูกหุ้มด้วยชั้นเกาะหินผาหลายต่อหลายชั้น ภาพหนึ่งคนป้องกัน หนึ่งคนระดมโจมตีจึงปรากฏขึ้น ทั้งยังกินเวลายาวนานเอามากๆ

     

    ผิดกับทางด้านลู่หลินกับเจี้นหนาน ที่ทั้งสองฝั่งต่างงัดพลัง กระบวนท่าน และทักษะออกมาโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ไหลรื่น ไม่ติดขัด หนึ่งคนใช้หมัด หนึ่งคนใช้กระบี่ไม่มีใครยอมใคร

     

    “เปรี้ยง!”

     

    ปะทะกันสุดแรง ก่อนที่ทั้งสองจะถอยร่นเว้นระยะห่างออกจากกันคนละเกือบสิบก้าว

     

    ลู่หลินชูกระบี่ในมือขึ้นฟ้า ไอปราณธาตุน้ำเริ่มก่อตัวกลายเป็นเข็มเล็กๆจำนวนมหาศาลราวกับเม็ดฝน

     

    “หยกพิรุณจู่โจม” นางตวัดกระบี่ชี้ไปทางเป้าหมาย ส่งผลให้เข็มน้ำจำนวนมากพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงสุดของมัน

     

    “ไร้ประโยชน์ ก็แค่เม็ดฝนเล็กๆเท่านั้น”

     

    “พยัคฆ์หหมอกทิวาคำราม!”

     

    พูดจบ! จิตอสูรพยัคฆ์หมอกทิวาของเจิ้นหนานก็คำรามเสียงดังจนเกินไปเกลียวพายุพุ่งเข้าปะทะกับห่าฝนหยกของอีกฝ่าย

     

    “หึ! ช้าเกินไป” จิตอสูรราชันฉลามหยกสวรรค์ของลู่หลินสะบัดหาง การโจมตีรูปแบบพระจันทร์เลี้ยวซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังธาตุน้ำพุ่งผ่าอากาศ ฟาดฟันเกลียวพายุเสียงคำรามจนมลายสิ้น

     

    “เกราะวายุห้าชั้น!”

     

    เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี จอมพลังแดนเหนือรีบสร้างเกลี้ยวพายุป้องกันตัวเอง ในใจเริ่มเกิดความตื่นตระหนก เพราะนี่คือการถูกไล่ต้อนในรอบหลายสิบปีของมัน

     

    “การป้องกัน 5 ชั้น?” ประมุขนิกายลู่หลินหรี่ตามองพลางอุทาน จิตอสูรราชันฉลามหยกสวรรค์อ้าปากรวบรวมพลังปราณสีเขียวอมฟ้าก่อนจะบีบอัดจนเหลือขนาดเพียงหนึ่งกำปั้น

     

    “ราชันฉลามหยกสวรรค์คำราม ลำแสงสะบั้นพัชระ!” ลู่หลินกล่าว! ราชันฉลามหยกสวรรค์ปลดปล่อยลำแสงเล็กๆแต่มีความเร็วสูงมากตรงเข้าเจาะทะลวงทักษะป้องกัน 5 ชั้น แถมยังตัดแขนอีกฝ่ายได้หนึ่งข้าง

     

    ภาพนี้ทำเอาเย่หยุนซีถึงเฝ้ามองถึงกับอึ้งงัน ทักษะธาตุน้ำนี่มันอะไรกัน! อำนาจเจาะทะลวงไม่ต่างจากธาตุสายฟ้าเลยสักนิด

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน