ลมเย็นยามพลบค่ำพัดผ่านลานหินด้านในของสำนักเมฆาครามช้า ๆ
ธงครามที่แขวนอยู่ตามมุมระเบียงแกว่งไหวเบา ๆ ตามแรงลม เสียงกระทบของไม้ไผ่แขวนระย้าดังแ่เป็จังหวะ หากเป็เวลาอื่น สถานที่แห่งนี้คงให้ความรู้สึกสงบสำรวมตามแบบสำนักใหญ่ ทว่าในเวลานี้ ความสงบนั้นกลับเหมือนผิวน้ำบาง ๆ ที่ปกคลุมกระแสเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง
ผู้ผ่านการทดสอบจำนวนไม่น้อยหยุดมือจากการลงชื่อและรับป้ายชั่วคราว สายตาทั้งหมดหันมาที่กลางลานโดยพร้อมเพรียง
อี้ซินยืนอยู่ตรงนั้น
เสื้อผ้ายังไม่เรียบร้อยดีนัก กลิ่นเืเก่าจาง ๆ จากาแที่ยังสมานไม่สนิทแทรกอยู่ใต้กลิ่นฝุ่นและลมหนาว แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรง ราวกับยืนอยู่บนผืนฟ้าของตนเอง หาใช่กลางสำนักของผู้อื่นไม่
เบื้องหน้าเขา ชายหนุ่มร่างกำยำสองคนในชุดศิษย์ครามเข้มยืนขวางทางอยู่
คนหนึ่งกอดอก สีหน้าแสยะเยาะ
อีกคนกำไม้ยาวแน่น แววตาเต็มไปด้วยโทสะ
“เ้าหาเื่ตาย!”
คนถือไม้ยาวก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว แรงกดของลมปราณแผ่ออกเบาบางแต่พอให้คนรอบข้างััได้ ผู้ผ่านการทดสอบหลายคนเปลี่ยนสีหน้าในทันที เพราะเพียงแค่ไอพลังที่อีกฝ่ายปล่อยออกมา ก็เหนือกว่าพวกเขาอย่างชัดเจน
ศิษย์ฝ่ายธุรการที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยาวเหลือบมองเหตุการณ์เพียงครู่หนึ่ง ก่อนทำท่าจะก้มหน้าลงกับบัญชีรายชื่อดังเดิม ราวกับเื่เช่นนี้มิใช่สิ่งแปลกตาแต่อย่างใด
อี้ซินเห็นภาพนั้นเต็มตา
มุมปากของเขาจึงยกขึ้นเพียงนิดเดียว
ไม่ใช่รอยยิ้ม
แต่เป็ความเข้าใจเย็นเยียบอย่างหนึ่ง
สำนักใหญ่มีระเบียบก็จริง
แต่ระเบียบนั้นคุ้มครองเพียงผู้ที่แข็งแรงพอจะยืนอยู่ใต้เงาของมันเท่านั้น
กับคนอ่อนแอ ต่อให้ถูกเหยียบกลางลาน ก็หาใครจะยื่นมือช่วยไม่
“หยุดมือ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง
สือเหยียนก้าวออกมาจากกลุ่มผู้ผ่านใหม่ สีหน้าของเขายังสุขุม แต่แววตากลับจริงจังยิ่ง “ที่นี่เป็ลานธุรการ ศิษย์ใหม่เพิ่งผ่านการทดสอบ หากพวกเ้าจะหาเื่ ควรดูสถานที่ให้เหมาะสมบ้าง”
คนกอดอกหันไปมองเขาแล้วหัวเราะหยัน
“โอ้ ข้าก็นึกว่าใคร” เขาพูดเสียงยืด “ที่แท้ก็สือเหยียน ผู้แพ้ประจำลานฝึกนี่เอง”
สีหน้าของสือเหยียนแข็งขึ้นเล็กน้อย
คนถือไม้ยาวจึงเสริมต่อ “เ้าจะเป็หมารับใช้ให้มันั้แ่ยังไม่เข้าศิษย์เต็มตัวเลยหรือ”
ผู้ผ่านใหม่บางคนแอบหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่กล้าดังนัก
สือเหยียนกำหมัดแน่น แต่ยังไม่ทันได้ตอบ อี้ซินก็เอ่ยขึ้นก่อน
“ถอยไป”
สือเหยียนหันมามองเขา
อี้ซินไม่ได้หันไปหา เพียงกล่าวเสียงเรียบเหมือนบอกความจริงธรรมดา “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า”
สือเหยียนขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นแววตาของอี้ซิน เขากลับหยุดอยู่กับที่ในที่สุด
มันเป็สายตาที่นิ่งเกินไป
นิ่งจนคนที่คิดจะช่วยยังรู้ว่าหากยื่นมือเข้าไปในเวลานี้ อาจกลับกลายเป็ดูิ่เ้าของสายตานั้นเสียเอง
คนกอดอกยิ้มเยาะ
“ดี มีสันหลังอยู่บ้าง” เขาคลายแขนออกช้า ๆ แล้วก้าวเข้ามา “จำไว้ ข้าชื่อโจวเหอ นี่หลี่เคอ สองคนที่เ้าเพิ่งหาเื่คือศิษย์ชั้นนอกรุ่นพี่ของสำนักเมฆาคราม”
เขาจงใจเว้นจังหวะก่อนพูดต่อ
“ส่วนเ้า...เพิ่งเป็แค่ศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ได้รับชุดด้วยซ้ำ”
“แล้วอย่างไร” อี้ซินถาม
โจวเหอหรี่ตา รอยยิ้มค่อย ๆ จางลง
“ศิษย์ใหม่อย่างเ้า ควรเรียนรู้กฎ”
“กฎอะไร”
“กฎที่ว่าก่อนจะเดินในสำนักนี้ ต้องรู้จักก้มศีรษะให้คนที่อยู่มาก่อน”
สิ้นเสียง หลี่เคอซึ่งถือไม้ยาวอยู่ก็ใช้ปลายไม้กระทุ้งพื้นดังตึงอีกครั้ง แรงะเืแผ่ไปตามพื้นหินเบา ๆ อย่างตั้งใจข่มขวัญ
อี้ซินมองปลายไม้นั้นครู่หนึ่ง ก่อนยกสายตาขึ้นช้า ๆ
“กฎเช่นนี้” เขาพูด “ข้าไม่เคยเรียน”
“เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสอนให้!”
หลี่เคอตวาดลั่น ร่างทั้งร่างพุ่งเข้ามาในทันที
ปลายไม้ยาวแทงตรงเข้ากลางอกอี้ซินอย่างรวดเร็ว
เสียงลมฉีกดังแหลมจนคนใกล้ ๆ เปลี่ยนสีหน้า เพราะถึงจะเป็เพียงไม้ แต่แรงจากลมปราณที่แฝงอยู่บนปลายกลับหนักหน่วงพอจะทำให้กระดูกซี่โครงแตกได้ไม่ยาก
ผู้ผ่านใหม่บางคนถึงกับผงะถอย
แต่ในสายตาของอี้ซิน ปลายไม้นั้นหาได้เร็วเกินมองไม่
ั้แ่ผ่านโพลงมรณะมา ประสาทััของเขาเฉียบคมขึ้นอย่างผิดธรรมดา ยามนี้เมื่อหลี่เคอขยับไหล่ก่อนแทง เขาก็อ่านจังหวะได้แล้วว่าอีกฝ่ายมิได้หมายเพียงข่มขู่ หากคิดสั่งสอนให้เจ็บจริง
อี้ซินไม่ถอย
เขาเอียงตัวเพียงครึ่งก้าว ปลายไม้จึงพุ่งผ่านชายเสื้อไปเฉียด ๆ ในขณะเดียวกัน มือซ้ายของเขาก็ยกขึ้นจับท่อนไม้ด้านข้างฉับพลัน
ปัก!
เสียงมือกับไม้ปะทะกันหนักแน่นจนน่าประหลาด
หลี่เคอสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เพราะปลายไม้ที่ควรจะทะลวงเข้าต่อ กลับเหมือนถูกเหล็กคีบไว้แน่นจนขยับต่อไม่ได้
“แค่นี้หรือ” อี้ซินเอ่ยเรียบ
สิ้นคำ เขาออกแรงบิดข้อมือ
หลี่เคอรู้สึกได้ในทันทีว่าพลังจากปลายไม้อีกด้านส่งย้อนกลับมาอย่างแรง ราวกับมิได้กำท่อนไม้ไว้ แต่กำลังคว้าอยู่กับรากไม้ใหญ่ที่หยั่งลงดินลึกหลายจั้ง แขนเขาสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุม
โจวเหอเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
สายตาที่เดิมมีแต่ดูแคลน เริ่มแฝงความจริงจังขึ้นเป็ครั้งแรก
“ปล่อย!”
หลี่เคอคำราม ก่อนดึงไม้กลับด้วยแรงทั้งแขนทั้งเอว
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะชิงคืนจังหวะ อี้ซินกลับก้าวพรวดเข้าหาเขาหนึ่งก้าว ใช้ไหล่ซ้ายกระแทกใส่ลำตัวอีกฝ่ายโดยตรง
ปึง!
เสียงกระแทกดังทึบ
หลี่เคอหน้าบิด เบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างเซถอยไปสามก้าวติด ปลายเท้าไถลไปกับพื้นหินจนเกิดเสียงเสียดสี
ลานทั้งลานเงียบลงทันที
ไม่มีใครคาดคิดว่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา จะรับกระบวนแทงของศิษย์ชั้นนอกได้ง่ายถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังอาศัยจังหวะเดียวสวนคืนจนอีกฝ่ายเสียหลักอย่างชัดเจน
หลี่เคอเองก็ไม่อยากเชื่อ
ทรวงอกที่ถูกกระแทกเมื่อครู่ปวดหนึบอย่างยิ่ง เหมือนถูกค้อนเหล็กฟาดใส่โดยตรง มากกว่าจะเป็ไหล่ของคนหนุ่มคนหนึ่ง
“ขยะ!” เขาคำรามกลบความอับอาย “เมื่อครู่ข้าเพียงออมมือ!”
อี้ซินยืนอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะไล่ตาม
“ออมมือหรือ” เขาถาม “แล้วเหตุใดจึงถอย”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง
แต่กลับแทงทะลุศักดิ์ศรีของหลี่เคอตรง ๆ
เสียงหัวเราะแ่เบาจากใครบางคนในกลุ่มผู้ผ่านใหม่ดังขึ้นทันที แม้มันจะถูกกลบอย่างรวดเร็ว แต่หลี่เคอกลับได้ยินชัดแจ้ง ใบหน้าของเขาจึงแดงคล้ำขึ้นเพราะโทสะ
“ดี! ดีมาก!” เขากัดฟัน “ดูเหมือนหากไม่ตีให้กระดูกเ้าหัก เ้าคงไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ!”
สิ้นคำ ลมปราณในกายเขาก็พลันปะทุออกมาแรงกว่าเดิม ฝ่ามือทั้งสองเลื่อนไปตามท่อนไม้ยาว เปลี่ยนจากการแทงตรงเป็วนไม้เป็วงกว้าง เสียงไม้แหวกอากาศดังวู้บวาบชัดเจน
ผู้ผ่านใหม่หลายคนถอยห่างแทบพร้อมกัน
เพราะคราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้เก็บมือแล้วจริง ๆ
โจวเหอซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ มิได้ห้ามแต่อย่างใด เพียงกอดอกมองด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับ้าเห็นว่าอี้ซินจะรับมืออย่างไรเมื่อเผชิญกระบวนไม้เต็มรูปแบบของศิษย์ชั้นนอก
หลี่เคอก้าวพรวดเข้ามาอีกครั้ง
ไม้ยาวในมือมันหมุนวนเป็เงาซ้อนสามชั้น แล้วฟาดลงที่ศีรษะอี้ซินตรง ๆ
วาบ!
อี้ซินยกแขนรับคงเป็การโง่เขลา
เขาจึงถอยเฉียงหนึ่งก้าว ปล่อยให้ไม้หนักฟาดลงกระแทกพื้นหินจนเกิดเสียงดังลั่น ฝุ่นขาวกระเด็นขึ้นมาทันที ยังไม่ทันที่ฝุ่นจะทันตก หลี่เคอก็พลิกไม้กลับ กวาดต่ำใส่หัวเข่าของเขาอย่างรวดเร็ว
ท่านี้ต่อเนื่องฉับไว แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมิใช่เพียงพึ่งลมปราณ หากมีพื้นฐานกระบวนไม้อยู่จริง
ทว่าอี้ซินกลับก้าวข้ามไม้กวาดนั้นได้อย่างแม่นยำราวมองเห็นเส้นทางล่วงหน้า ฝ่าเท้าขวาแตะท่อนไม้เพียงปลายแล้วใช้แรงดีดตัวขึ้นครึ่ง่ตัว ก่อนจะร่วงลงตรงช่องว่างข้างลำตัวของหลี่เคอในเสี้ยวพริบตา
เร็ว!
หลี่เคอใจสะท้าน รีบยกศอกหวังกันพื้นที่ข้างกาย
แต่อี้ซินเร็วกว่าครึ่งจังหวะ
หมัดขวาของเขาพุ่งออกสั้น ๆ ไม่กว้าง ไม่สวยงาม แต่แน่นและหนักราวเหล็กกล้า ซัดเข้าใต้ชายโครงอีกฝ่ายเต็มแรง
ปัก!
หลี่เคออ้าปากโดยไร้เสียง ลมหายใจทั้งหมดเหมือนถูกหมัดนี้ซัดหายออกจากอกในคราเดียว ร่างของเขางอค่อมลงทันที
อี้ซินไม่ไล่ซ้ำ
ไม่ถีบ
ไม่รัวหมัด
เขาเพียงผลักไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
แต่แรงผลักนั้นกลับทำให้หลี่เคอกระเด็นถอยหลังไปอีกสามสี่ก้าว ก่อนทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและเจ็บแค้น
ลานทั้งลานเงียบงันอีกครั้ง
การปะทะเมื่อครู่กินเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
แต่ผลลัพธ์กลับชัดเจนยิ่งกว่าคำใด
ศิษย์ชั้นนอก...แพ้
แพ้ให้ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าลานธุรการด้วยซ้ำ
สือเหยียนมองภาพนี้อย่างไม่กะพริบ
เดิมทีเขาเพียงรู้สึกว่าอี้ซินไม่ธรรมดา
แต่ตอนนี้...ความรู้สึกนั้นกลายเป็สิ่งที่จับต้องได้ชัดเจนแล้ว
คนผู้นี้มิใช่แค่มีลมปราณแน่น
แต่ยังมีสัญชาตญาณการต่อสู้เยี่ยงสัตว์ร้ายที่ผ่านเืจริงมาแล้ว
กับคนเช่นนี้ ต่อให้พื้นฐานกระบวนท่าอาจยังไม่ลึกเท่าศิษย์เก่า แต่พอเข้าระยะตัดสินเป็ตาย เขากลับอันตรายกว่าหลายเท่า
โจวเหอค่อย ๆ คลายแขนที่กอดอกออกช้า ๆ
รอยยิ้มเยาะหายไปจากหน้าเขาแล้ว
“น่าสนใจ” เขาพูดเบา ๆ “ข้าประเมินเ้าต่ำไป”
อี้ซินปรายตามอง
“ตอนนี้รู้แล้วก็ไม่สาย”
โจวเหอหัวเราะออกมา หากเสียงหัวเราะนั้นเย็นจัดไร้ความยินดี
“ปากเ้าคมพอ ๆ กับหมัดจริง ๆ”
เขาก้าวออกมาแทนหลี่เคอทีละก้าว ลมปราณในร่างไม่ปะทุออกมาพรวดพราดเช่นสหายของตน หากค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาเหมือนน้ำเย็นที่ซึมผ่านรอยหิน ยิ่งไม่ส่งเสียง กลับยิ่งทำให้คนรอบด้านรู้สึกอึดอัด
เห็นได้ชัดว่าเขาระดับสูงกว่า
อี้ซินหรี่ตาเล็กน้อย
หลี่เคอเป็เพียงคนอารมณ์ร้อน ใช้กำลังและกระบวนไม้กดข่มคนอ่อนกว่า แต่โจวเหอตรงหน้ากลับนิ่งกว่าเยอะ คนเช่นนี้ เมื่อจะลงมือ ย่อมอันตรายกว่าหลายส่วน
“เ้าคิดว่าเพิ่งชนะคนไม่ได้เื่หนึ่งคน แล้วจะยืนหยัดในสำนักนี้ได้หรือ” โจวเหอกล่าวช้า ๆ “สวะจากที่ต่ำ แม้ได้เข้าประตูสำนัก ก็ยังเป็สวะอยู่วันยังค่ำ”
อี้ซินตอบโดยไม่ต้องคิด
“อย่างน้อยสวะที่เ้าว่า ก็ทำให้คนของเ้าคุกเข่าอยู่ตรงนั้นแล้ว”
โจวเหอเหลือบมองหลี่เคอที่ยังหอบอยู่บนพื้น ใบหน้าจึงเย็นลงอีกส่วน
“ดี” เขาพูด “ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่า เ้าจะรับข้าได้กี่กระบวน”
เขาขยับเท้าเพียงนิด
ร่างกลับพุ่งมาอยู่ต่อหน้าอี้ซินราวกับข้ามระยะหลายก้าวในคราเดียว
เร็วกว่าเมื่อครู่ของหลี่เคออย่างเห็นได้ชัด!
ฝ่ามือขวาของโจวเหอพุ่งออก ตรง เรียบ ไร้ท่วงท่าอวดอ้าง แต่กลับมีแรงกดดันมหาศาลกดอากาศจนหนักขึ้น
อี้ซินมิได้กล้ารับตรง ๆ เขาเบี่ยงตัวหลบครึ่งก้าว ฝ่ามือนั้นเฉียดผ่านอกเสื้อเขาไปเพียงเส้นผม แต่แรงลมจากฝ่ามือกลับกดจนเส้นด้ายตรงหน้าอกฉีกขาดเป็ทางยาว
ฝีมือเช่นนี้ ต่อให้ไม่โดนตรง ๆ ก็ยังทำร้ายได้!
อี้ซินแววตาวาบ แต่ร่างกลับไม่หยุด เขาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายฝ่ามือยังไม่ทันหดสุด ก้าวเข้าระยะประชิดทันที หมัดซ้ายซัดใส่ซี่โครงอย่างดุดัน
ทว่าโจวเหอกลับพลิกศอกลงกันได้ราวกับคาดไว้ก่อนแล้ว
ปัง!
หมัดกับศอกปะทะกันหนักแน่น
อี้ซินรู้สึกเหมือนต่อยใส่เหล็กแข็งชิ้นหนึ่ง แขนทั้งแขนสะท้านชา แต่เขาไม่ถอย กลับใช้แรงนั้นหมุนเอว ชกศอกขวาใส่คางอีกฝ่ายต่อเนื่อง
โจวเหอเอนศีรษะหลบอย่างเฉียดฉิว
จากนั้นหัวเข่าซ้ายของมันก็พุ่งขึ้นเหมือนงูพิษ แทงตรงใส่ท้องน้อยอี้ซินทันที
เร็วและร้ายกาจยิ่ง
อี้ซินบิดสะโพกหลบไม่พ้นทั้งหมด จึงยกต้นขากันแทน
ปัก!
แรงปะทะทำให้เขาถอยหลังสองก้าวในคราเดียว ต้นขาซ้ายชาหนึบไปครึ่งซีก
ผู้ชมรอบลานสูดหายใจพร้อมกัน
เพียงสองกระบวนสั้น ๆ ทั้งสองฝ่ายก็แลกกันอย่างหนักหน่วง ต่างจากศึกของหลี่เคอเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
โจวเหอไม่ปล่อย่ว่าง
เขาพุ่งตามเข้ามาทันที ฝ่ามือซ้ายขวาสลับกันออกต่อเนื่องดุจคลื่นซัด เสียงลมดังปะทะติดกันไม่ขาด อี้ซินถอยหลบอย่างรวดเร็ว บางครั้งปัดออก บางครั้งก้มผ่าน บางครั้งใช้แขนรับเบี่ยงจังหวะ แต่ต่อให้ทำได้เช่นนั้น แรงจากฝ่ามือแต่ละครั้งก็ยังซึมเข้ากระดูกจนแผลเก่าของเขาเริ่มร้าวขึ้นทีละน้อย
นี่คือศิษย์ชั้นนอกที่แท้จริง
ไม่ได้พึ่งแรงอย่างเดียว
แต่มีทั้งกระบวน ฝีมือ และความชำนาญในการกดคู่ต่อสู้ทีละชั้น
โจวเหอเห็นอี้ซินถอยติดกัน จึงคิดว่าเริ่มคุมเกมได้แล้ว ดวงตาจึงฉายเย็นจัดทันที
“คุกเข่าลง!” มันตวาด แล้วปล่อยฝ่ามือหนึ่งลงจาก้าหมายกดบ่าคนตรงหน้าให้ทรุดลงกับพื้นหิน
ผู้ผ่านใหม่หลายคนใจสะท้าน เพราะหากโดนฝ่ามือนี้เต็ม ๆ ต่อให้ไม่กระดูกแตก ก็คงถูกกดคุกเข่าต่อหน้าผู้คนทั้งลานอย่างน่าอับอาย
แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง
อี้ซินซึ่งถอยมาตลอดกลับหยุด
หยุดกะทันหัน
หยุดจนราวกับร่างกลายเป็เสาหิน
ดวงตาของโจวเหอหดเล็กลงโดยไม่รู้ตัว
มันัับางอย่างไม่ถูกต้อง
แต่แรงฝ่ามือได้ปล่อยออกไปแล้ว ไม่อาจเก็บคืนทัน
วินาทีนั้น ลมปราณในกายอี้ซินพลันไหลขึ้นพร้อมกันทั้งร่าง มิใช่พุ่งกระจัดกระจาย หากรวมเป็หนึ่งอย่างแปลกประหลาด ราวกับสายน้ำหลายสายหลอมเป็กระแสเดียว ณ จุดนั้นฝีเท้าของเขาขยับเพียงเสี้ยว ลำตัวเอียงหลบไปด้านข้างอย่างแม่นยำ ทำให้ฝ่ามือของโจวเหอพลาดตำแหน่งลงเพียงครึ่งคืบ
แต่ครึ่งคืบนั้น...มากพอจะเป็ช่องตาย
อี้ซินก้าวแทรกเข้าไปด้านในฝ่ามือของอีกฝ่ายทันที
ศอกซ้ายของเขาพุ่งขึ้นสั้น ๆ ใต้รักแร้โจวเหอ
ปัก!
โจวเหออึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะจุดนั้นคือรอยต่อของกล้ามเนื้อและชีพจรย่อยที่อ่อนไหวที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อถูกกระแทกเข้าเต็ม ๆ แขนขวาของมันจึงชาวาบในพริบตา
อี้ซินไม่หยุดเท่านั้น
เขาใช้ไหล่ดันอกมันออกเล็กน้อย เปิดระยะ แล้วหมัดขวาซึ่งเก็บแรงไว้เต็มที่ก็พุ่งออกจากเอว
หมัดนี้ไม่มีลีลางาม
ไม่มีเสียงะโข่มขวัญ
แต่ทั้งหมัด ทั้งแขน ทั้งเอว ทั้งขา กลับรวมเป็แรงเดียวกันอย่างสมบูรณ์
ปัง!
หมัดเต็มแรงซัดเข้าอกโจวเหอตรง ๆ
เสียงกระแทกดังเหมือนทุบหนังหนาหนักชิ้นหนึ่ง
ร่างของโจวเหอกระเด็นถอยไปเจ็ดแปดก้าวในทีเดียว ก่อนจะฝืนยืนได้ด้วยการกวาดเท้าฉุดพื้นหินจนเกิดรอยยาว ใบหน้าของมันซีดลงเห็นได้ชัด ลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่
รอบลานมีคนเผลอร้องออกมาเสียงหลงโดยไม่รู้ตัว
โจวเหอ...ถูกต่อยถอย
ศิษย์ชั้นนอกที่เพิ่งกดขี่อี้ซินเมื่อครู่ บัดนี้กลับเป็ฝ่ายเสียเปรียบแล้ว!
โจวเหอเองยกมือกุมอกแน่น รสเืคาวลอยขึ้นมาถึงลำคอ แม้มันฝืนกลืนกลับลงไป แต่ดวงตากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความดูแคลนทั้งหมดหายวับไปแล้ว เหลือเพียงความมืดทึบและอำมหิต
“เ้ากล้าดี...” มันพูดเสียงต่ำ “เ้ากล้าทำร้ายศิษย์ชั้นนอกต่อหน้าผู้คนเช่นนี้...”
อี้ซินจ้องกลับอย่างไม่หวั่น
“คนที่ลงมือก่อนคือเ้า”
“แล้วยังไง” โจวเหอกัดฟัน “ข้าอยู่ในสำนักมาก่อนเ้า!”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนขมวดคิ้ว แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยแทรก
อี้ซินกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
เสียงหัวเราะนั้นเย็นกว่าคำดูถูกใด ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว” เขาพูด “ที่แท้ในสำนักเมฆาคราม ต่อให้เป็คนโง่ หากอยู่ก่อนก็มีสิทธิ์เห่าดังกว่าคนอื่น”
สิ้นคำ ผู้คนหลายส่วนถึงกับสูดหายใจแรง
โจวเหอหน้าเขียวคล้ำทันที
“เ้ารนหาที่ตาย!”
มันแผดเสียงลั่น ลมปราณทั้งกายะเิออกเต็มที่จนชายเสื้อสะบัดดังพั่บ หลี่เคอที่ยังเจ็บอยู่ด้านข้างเห็นสหายเอาจริงก็รีบฝืนลุกขึ้น หวังร่วมวงล้อมเข้ามาอีกด้าน
อี้ซินเห็นทุกอย่างชัดเจน
หนึ่งคนรับมือยังหนัก
สองคนพร้อมกัน ยิ่งไม่อาจออมมือได้อีก
ลมปราณในร่างเขาเริ่มหมุนเร็วขึ้น าแเก่าหลายแห่งปวดร้าวอีกครั้ง แต่แววตากลับเย็นลงเรื่อย ๆ จนเหมือนหลุดออกจากความวุ่นวายรอบลานทั้งปวง
หากศึกนี้ต้องสู้ต่อ
เขาก็พร้อมจะตัดให้ขาดในไม่กี่กระบวน
แต่ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะพุ่งเข้าหากันอีกครั้ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจาก้าอย่างฉับพลัน
“พอได้แล้ว!”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ะโ
แต่เมื่อดังออกมา กลับเหมือนค้อนเหล็กตกลงกลางลาน ทุกคนสะดุ้งพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แรงกดอันเย็นหนักแผ่ลงมาจากระเบียง้าในทันที
คนทั้งหมดเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
บนระเบียงชั้นสองของหอธุรการ หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ในชุดครามปักเงิน ชายแขนเสื้อพลิ้วเบาตามลม ใบหน้างดงามเย็นสงบจนผู้เห็นแทบลืมหายใจ ดวงตาคู่นั้นคมกระจ่างเหมือนน้ำแข็งใต้จันทร์ฤดูหนาว มองลงมาเบื้องล่างด้วยความนิ่งที่ทำให้ทั้งลานเงียบลงโดยสมบูรณ์
อี้ซินชะงักเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะนางงามะเืใจเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะเขาจำสายตานี้ได้
ลั่วฉิงอวี้
หญิงสาวผู้เคยปรากฏในลานทดสอบด้านหน้า ผู้ซึ่งมองเขาเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าสายตาเย็นนั้นกลับชัดเจนจนยากจะลืม
โจวเหอกับหลี่เคอเปลี่ยนสีหน้าในทันที
“ศิษย์พี่ลั่ว...”
โจวเหอรีบประสานมือคารวะ สีหน้าแข็งกระด้างเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็สำรวมกว่าเดิมหลายส่วน “พวกข้าเพียง...”
“เพียงอะไร”
น้ำเสียงของลั่วฉิงอวี้ราบเรียบ มิได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย แต่ยิ่งนางพูดน้อย บรรยากาศกลับยิ่งหนัก
โจวเหอชะงัก
หลี่เคอที่เดิมโกรธจนควันขึ้นหัว บัดนี้กลับก้มลงทันทีราวถูกน้ำเย็นสาด
ลั่วฉิงอวี้ก้าวลงมาจากระเบียงทีละขั้นอย่างเชื่องช้า ทุกฝีก้าวสงบนิ่งไร้เสียง แต่ยิ่งนางลงมาใกล้ ผู้คนรอบลานกลับยิ่งถอยเปิดทางกว้างด้วยตนเอง
พลังเช่นนี้มิใช่สิ่งที่จะสร้างได้ด้วยความงามเพียงอย่างเดียว
หากมาจากฐานะ ฝีมือ และการเป็ผู้ที่ทุกคนรู้ว่าห้ามล่วงเกิน
เมื่อเดินมาถึงกลางลาน นางจึงหยุดลง สายตากวาดผ่านโจวเหอ หลี่เคอ แล้วจบที่อี้ซิน
เพียงเสี้ยววินาที
แต่เสี้ยววินาทีนั้นกลับทำให้คนรอบข้างเริ่มคาดเดาแตกต่างกันไปทันที
เหตุใดศิษย์พี่ลั่วจึงลงมาด้วยตนเอง
เหตุใดจึงมองศิษย์ใหม่ผู้นี้นานกว่าคนอื่น
ลั่วฉิงอวี้มิได้ใส่ใจเสียงลมหายใจรอบด้าน
นางมองโจวเหอแล้วกล่าวขึ้น
“ลานธุรการมิใช่ลานฝึก หากพวกเ้าชอบลงมือกับศิษย์ใหม่เช่นนี้ เหตุใดไม่ไปยืนรอที่ประตูสำนักทุกวันให้สมใจเสียเลย”
โจวเหอหน้าแข็ง รีบกล่าว “ศิษย์พี่ลั่วเข้าใจผิด พวกข้าเพียง้าทดสอบเขาเล็กน้อย ว่าคู่ควรอยู่ในสำนักหรือไม่”
ลั่วฉิงอวี้ยกสายตาขึ้นเล็กน้อย
“การตัดสินว่าใครคู่ควรอยู่สำนักเมฆาคราม ั้แ่เมื่อใดจึงเป็หน้าที่ของพวกเ้า”
คำถามนั้นเย็นเฉียบจนโจวเหอไร้คำตอบ
หลี่เคอเองยิ่งไม่กล้าพูด
ลั่วฉิงอวี้จึงหันมาทางอี้ซิน
“เ้าล่ะ” นางถาม “เหตุใดจึงลงมือ”
คำถามนี้ทำให้ผู้คนรอบด้านตึงเครียดขึ้นทันที หลายคนคิดว่านางคงตำหนิอี้ซินเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เพิ่งเข้าเป็ศิษย์ใหม่ หากขัดรุ่นพี่ั้แ่วันแรกย่อมไม่ใช่เื่ดี
แต่อี้ซินกลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่น เขาประสานมือเล็กน้อยแล้วตอบตามจริง
“พวกมันลงมือก่อน ข้าจึงลงมือคืน”
ลั่วฉิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง
“แล้วหากเมื่อครู่ข้าไม่มา เ้าจะหยุดเมื่อใด”
อี้ซินเงยหน้าสบตานางตรง ๆ
“เมื่ออีกฝ่ายล้ม”
เงียบ
เงียบอย่างหนักหน่วง
คำตอบนี้ไม่ได้แสดงความถ่อมตนแม้แต่น้อย
แต่กลับตรงจนไม่เหลือช่องให้ตีความ
โจวเหอกัดฟันแน่น สีหน้ามืดสนิท
ส่วนคนรอบข้าง บ้างตะลึง บ้างกลั้นหายใจ บ้างลอบมองอี้ซินเหมือนกำลังมองคนบ้า
แต่ลั่วฉิงอวี้กลับไม่เปลี่ยนสีหน้า นางเพียงมองเขาอยู่อีกชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปทางศิษย์ฝ่ายธุรการ
“บันทึกชื่ออี้ซินเป็ศิษย์ใหม่สายศึก”
ศิษย์ฝ่ายธุรการสะดุ้ง รีบรับคำทันที
คนทั้งลานพลันไหววูบอีกครั้ง
สายศึก!
ศิษย์ใหม่จำนวนมากแม้ผ่านการทดสอบ แต่ไม่ได้ถูกจัดเข้าสายศึกโดยตรง เพราะสายนี้ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดและอันตรายที่สุด คนที่จะถูกบันทึกเข้าสายนี้ั้แ่แรก มักเป็ผู้ที่มีรากฐานโดดเด่นหรือมีผู้ใหญ่เห็นแววชัดเจน
โจวเหอกับหลี่เคอยิ่งหน้าถอดสี
นี่เท่ากับลั่วฉิงอวี้กำลังประกาศกลาย ๆ ว่านางรับรู้ถึงคุณค่าของอี้ซินเอง
ส่วนอี้ซิน แม้ไม่ได้แสดงออกมากนัก แต่ในดวงตากลับลึกขึ้นเสี้ยวหนึ่ง เขารู้ดีว่าการได้เข้าสายศึกย่อมหมายถึงทรัพยากรมากขึ้น ความเสี่ยงมากขึ้น และเป้าสายตามากขึ้นเช่นกัน
ลั่วฉิงอวี้เอ่ยต่อโดยไม่หันมามองสองศิษย์ชั้นนอกที่ยืนนิ่งอยู่
“โจวเหอ หลี่เคอ ไปรายงานตัวที่ลานวินัย พรุ่งนี้เช้า”
สองคนนั้นชะงักทันที
“ศิษย์พี่ลั่ว...” โจวเหอรีบเอ่ย “เื่เล็กน้อยเพียงนี้ ถึงขั้น—”
“หากพวกเ้าเห็นว่าเป็เื่เล็ก” ลั่วฉิงอวี้กล่าวตัดขึ้น “เช่นนั้นก็ยิ่งควรไปเรียนรู้ที่ลานวินัยให้มากขึ้น ว่าคนในสำนักควรลงมือเวลาใด และไม่ควรลงมือเวลาใด”
น้ำเสียงของนางไม่เคยสูงขึ้นเลยสักนิด
แต่โจวเหอกลับไม่กล้าพูดต่อแม้เพียงคำเดียว
ในที่สุดทั้งสองจึงได้แต่ก้มศีรษะรับคำ สีหน้ามืดดำราวกลืนถ่านลงไปทั้งก้อน ก่อนถอยออกจากลานอย่างแข็งกระด้าง
ระหว่างถอยไป โจวเหอหันกลับมามองอี้ซินวูบหนึ่ง
ในแววตานั้นยังมีความอาฆาตชัดเจน
แต่อี้ซินกลับไม่มองตอบ
คนประเภทนี้ เขาเห็นมามากแล้ว
หากอีกฝ่ายไม่ตายใจ ย่อมมาหาเขาอีกแน่
และหากมาจริง ครั้งหน้าเขาก็ไม่คิดหยุดแค่ผลักถอยเช่นวันนี้
เมื่อเื่สงบลง ผู้คนจึงค่อยหายใจโล่งอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศในลานกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ชื่อ “อี้ซิน” มิได้เป็เพียงศิษย์ใหม่ที่ทำศิลาทดสอบสว่างอีกต่อไป
แต่กลายเป็คนที่ตบหน้าศิษย์ชั้นนอกั้แ่ยังไม่ได้รับชุดสำนักด้วยซ้ำ
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกระลอก
“เขาเข้าไปสายศึกจริงหรือ”
“คนผู้นี้...แรงเกินคนใหม่ทั่วไปมาก”
“เ้าว่าเขามาจากตระกูลใดกันแน่”
สือเหยียนเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ ครั้งนี้สายตาที่มองอี้ซินไม่ใช่เพียงสนใจอีกแล้ว แต่มีความนับถือบางส่วนเพิ่มเข้ามาจริง ๆ
“สหายอี้” เขาเอ่ยเบา ๆ “วันนี้เ้าทำให้คนทั้งลานจำชื่อได้แล้ว”
อี้ซินหันไปมอง “การถูกคนจำ ไม่ใช่เื่ดีเสมอไป”
สือเหยียนหัวเราะในลำคอ “จริง แต่บางครั้งก็จำเป็”
อี้ซินไม่ได้ตอบ
ลั่วฉิงอวี้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหันมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวขึ้นโดยตรง
“ตามข้ามา”
สั้น
เรียบ
ไม่มีคำอธิบาย
ศิษย์ฝ่ายธุรการหลายคนถึงกับชะงัก
ผู้ผ่านใหม่ส่วนใหญ่ยิ่งมองอี้ซินด้วยความอิจฉาปนสงสัยทันที เพราะคนอย่างลั่วฉิงอวี้ไม่เคยลงมายุ่งกับศิษย์ใหม่ด้วยตนเองง่าย ๆ การที่นางเรียกเขาไปเช่นนี้ ย่อมมิใช่เื่ธรรมดา
อี้ซินมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวตามไปโดยไม่ถาม
เขาไม่ใช่คนชอบพูดมากอยู่แล้ว
อีกฝ่ายคิดจะพาไปที่ใด เดินไปก็รู้เอง
สือเหยียนมองตามทั้งสองคนไปเงียบ ๆ ดวงตาฉายความครุ่นคิดลึกขึ้น
ลั่วฉิงอวี้พาอี้ซินเดินผ่านระเบียงหินทอดยาวไปยังด้านในของเขตสายศึก ระหว่างทางผู้คนที่พบเห็นต่างหยุดคารวะนาง บางคนลอบปรายตามองอี้ซินด้วยความประหลาดใจ เพราะการที่ชายหนุ่มหน้าตาไม่คุ้นเคยคนหนึ่งเดินเคียงหลังลั่วฉิงอวี้เช่นนี้ เป็ภาพที่ไม่ค่อยพบเห็นนัก
อี้ซินรับรู้ทุกสายตา แต่ยังคงเงียบ
จนกระทั่งทั้งสองมาถึงลานเล็กด้านหลังหอหินแห่งหนึ่ง ลั่วฉิงอวี้จึงหยุดลง
ที่นี่เงียบกว่าด้านหน้าอย่างมาก มีเพียงต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่งยืนเอนกายอยู่มุมลาน น้ำในบ่อหินข้างระเบียงนิ่งสนิทสะท้อนแสงเย็นของยามค่ำ
ลั่วฉิงอวี้หันกลับมา
“เ้าาเ็อยู่แล้ว เหตุใดยังลงมือรุนแรงเช่นนั้น”
คำถามนี้ทำให้อี้ซินชะงักไปนิด
นาง...ดูออก
แต่คิดอีกทีก็ไม่แปลก คนระดับลั่วฉิงอวี้ย่อมมีสายตาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปมาก
“หากข้าออมมือ” เขาตอบ “คนที่ล้มคงเป็ข้า”
ลั่วฉิงอวี้มองเขานิ่ง
“พูดได้ตรงดี”
นางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นหนึ่งก้าว สายตาไล่ผ่านาแที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้ออย่างเงียบ ๆ แล้วกล่าวต่อ
“คนทั่วไปเมื่อเพิ่งผ่านการทดสอบ ได้เข้าสำนักวันแรก ย่อมเลือกก้มศีรษะ ไม่ใช่ชนกับศิษย์ชั้นนอกตรง ๆ”
อี้ซินถามกลับ
“เช่นนั้นคนที่ไม่ยอมก้มศีรษะ ผิดหรือ”
ลั่วฉิงอวี้ไม่ตอบทันที
ลมเย็นพัดชายผมดำของนางไหวบาง ๆ ใต้เงาสน ทำให้ใบหน้าซึ่งเดิมก็นิ่งเย็นอยู่แล้ว ยิ่งดูห่างไกลคล้ายภาพวาดบนผืนไหม
“ไม่ผิด” นางกล่าวในที่สุด “แต่หากแข็งไม่พอ การไม่ก้มย่อมนำแต่ความตาย”
“ข้ารู้”
“แล้วเ้าคิดว่าตนแข็งพอหรือ”
อี้ซินสบตานางตรง ๆ
“วันนี้ยังไม่พอ” เขาพูด “แต่วันหน้าจะพอ”
เงียบอีกครู่หนึ่ง
ลั่วฉิงอวี้จึงยกมือขึ้นโยนของสิ่งหนึ่งให้
อี้ซินรับไว้โดยสัญชาตญาณ เป็ขวดหยกเล็กสีเขียวอ่อน กลิ่นยาแ่เบาลอยออกมา
“ยาสมานกระดูกและชีพจร” นางบอก “รักษาแผลภายนอกและบรรเทาอาการช้ำในได้”
อี้ซินก้มมองขวดในมือ ก่อนเงยขึ้น
“เหตุใดจึงให้ข้า”
“เพราะเ้ายังต้องเข้าเรือนศิษย์ใหม่คืนนี้” นางกล่าวเรียบ “หากเ้าเดินเข้าไปในสภาพนี้ พวกหมาบางตัวจะยิ่งรุมกัด”
อี้ซินได้ยินดังนั้น มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นหญิงสาวผู้เ็าตรงหน้านี้ใช้คำเช่น “หมา” กับผู้อื่น
ลั่วฉิงอวี้เห็นรอยยิ้มบางนั้น แววตาไหววูบอยู่ชั่วขณะ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเหมือนเดิม
“หัวเราะอะไร”
“ไม่มีอะไร” อี้ซินตอบ “เพียงคิดว่า คำพูดของเ้าไม่เหมือนสีหน้า”
ลั่วฉิงอวี้เงียบไปทันที
จากนั้นหันหน้าไปอีกทางเล็กน้อย ราวไม่คิดจะสนทนาต่อในประเด็นนั้น
“สายศึกไม่ได้ง่ายเหมือนลานหน้าเมือง” นางกล่าว “พรุ่งนี้เช้า เ้าจะถูกจัดเข้าสู่เรือนใหม่ มีทั้งคนที่อยากคบหา และคนที่อยากเหยียบเ้าลงกับพื้น”
“ข้าจะจำไว้”
“ไม่จำเป็ต้องจำ” นางเอ่ย “เพียงอย่าตายก็พอ”
พูดจบ นางก็หมุนตัวจากไปทันที
อี้ซินมองแผ่นหลังนั้นครู่หนึ่ง มือกำขวดยาเล็กไว้แน่นอย่างเงียบ ๆ
ลมค่ำคืนพัดผ่านลานหินอีกครั้ง
กลิ่นสน
กลิ่นน้ำ
กลิ่นยาในมือ
แปลกประหลาดนัก ที่ในสำนักซึ่งเพิ่งเหยียบย่ำเขาั้แ่ยังไม่ทันเข้าอยู่ กลับมีหญิงสาวผู้หนึ่งยื่นขวดยาให้โดยไม่คิดอ้อมค้อม
อี้ซินเก็บขวดยาเข้าที่อกเสื้อ แล้วเงยหน้ามองความมืดเหนือยอดสน
เขาเพิ่งเข้ามาวันแรก
แต่สำนักเมฆาครามแห่งนี้...ช่างซับซ้อนกว่าที่คิดนัก
คืนวันนั้น เขาถูกพาไปยังเรือนศิษย์ใหม่สายศึกพร้อมป้ายไม้ชั่วคราวและชุดสำนักสองชุด
แต่อี้ซินยังไม่เปลี่ยนเสื้อทันที
เมื่อเข้าไปในห้องพักเล็กของตน เขาปิดประตูลง เงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหยิบขวดหยกของลั่วฉิงอวี้ออกมาเปิด กลิ่นยาสดสะอาดลอยขึ้นเบา ๆ ต่างจากยาหยาบที่เขาเคยใช้ระหว่างทางอย่างสิ้นเชิง
เขาเทยาลงบนฝ่ามือแตะลองเพียงนิด ความเย็นละเอียดก็ซึมเข้าสู่ผิวทันที
ของดี
อี้ซินถอดเสื้อออกช้า ๆ เผยให้เห็นาแหลายแห่งทั่วร่าง ทั้งรอยคมดาบ รอยอสูรกัด รอยฟกช้ำจากฝ่ามือโจวเหอและหลี่เคอ รวมถึงรอยเก่าอีกมากมายซึ่งยังไม่จางดี
หากคนภายนอกมาเห็นร่างนี้ คงยากจะเชื่อว่ามันเป็ของชายหนุ่มวัยไม่ถึงยี่สิบ
อี้ซินทายาลงบนาแทีละแห่ง ความเย็นซึมลึกเข้าเนื้ออย่างน่าประหลาด อาการปวดที่เดิมสะสมจนหนัก กลับเบาลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อทายาเสร็จ เขาจึงนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้แข็ง หลับตาลงช้า ๆ
ลมปราณในกายเริ่มหมุนเวียน
ทันทีที่เข้าสมาธิ ภาพทุกอย่างของวันนี้ก็ฉายขึ้นชัดในความคิด
ศิลาดำ
ลั่วฉิงอวี้
หวังหลิน
โจวเหอ
หลี่เคอ
สายตาของผู้คน
และแรงกระแทกจากศิษย์ชั้นนอก
เขาไม่คิดถึงคำดูถูก
แต่คิดถึงกระบวนท่า
ทุกฝ่ามือ
ทุกการขยับเท้า
ทุกระยะประชิด
ในโลกกำลังภายใน คนที่สู้แล้วลืม ย่อมก้าวหน้าได้เพียงช้า
แต่คนที่สู้แล้วเก็บทุกอย่างกลับมาหลอม ย่อมรุดหน้าเร็วกว่าคนอื่นหลายเท่า
อี้ซินคือคนประเภทหลัง
เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น กระแสลมปราณหมุนวนครั้งแล้วครั้งเล่า หลอมรวมพลังที่ได้จากการต่อสู้เข้ากับร่างกายทีละส่วน ขณะเดียวกัน เสียงเต้นลึกในอกก็แว่วขึ้นเบา ๆ อีกครั้ง
ตึก...
ตึก...
คราวนี้ มันมิได้เพียงส่งเสียง
แต่แผ่ความอุ่นออกมาบางส่วน ราวกับตอบสนองต่อการโคจรลมปราณของเขา
อี้ซินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่หยุดฝึก
คืนนี้ยังอีกยาว
และในสำนักแห่งนี้...
หากหยุดแม้เพียงครึ่งก้าว ก็มีคนมากพอจะเหยียบซ้ำให้จมดิน
ดังนั้น สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือฝึก
ฝึกให้เร็วกว่า
ฝึกให้ลึกกว่า
ฝึกให้รุดหน้ากว่าคนทั้งปวง
จนวันหนึ่ง...
ไม่ว่าจะเป็ศิษย์ชั้นนอก ศิษย์ชั้นใน หรือแม้แต่คนจากสำนักเมฆทมิฬ
ทุกคนล้วนต้องเงยหน้ามองเขา
ห้องเล็กเงียบสนิท
มีเพียงเสียงลมหายใจของเขา
กับแสงจันทร์บาง ๆ ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
ในความเงียบนั้น
ลมปราณของอี้ซินค่อย ๆ หนาแน่นขึ้นทีละส่วน
ไม่เร็วเกินให้ผู้คนเห็น
แต่เร็วพอให้ผู้ที่รู้จักพลังยุทธ์ดี ถ้าได้เห็น ย่อมต้องตกตะลึงว่า...
นี่คือการรุดหน้าของคนที่เหนืออัจฉริยะอย่างแท้จริง