ผั๊วะ~!
“ไอ้เด็กหน้าหนา!” เสียงร้องตะโกนเต็มไปด้วยความโมโหดังมาจากทางฝั่งอาจารย์เฟยหงผู้ที่ฝึกสอนการต่อสู้ให้ตงฟางตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทุกๆวันเขาจะต้องใช้ทักษะมากมายไม่ว่าจะเชี่ยวชาญหรือไม่ ตงฟางจะบังคับให้แสดงออกมาตลอด สร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้อาจารย์เฟยไม่น้อย เพราะไม่ได้ใช้ทักษะของตนเองสักที มาวันนี้เขากลับถูกชกเข้าบริเวณดวงตาจนเขียวช้ำจึงอดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนด่าตงฟาง
“ฮ่าๆ ท่านอาจารย์เฟยหง ข้าอัดท่านได้แล้ว”
“หนอย….ได้ยินข่าวว่าแกดูดวิชาจากอาจารย์อี้กับอาจารย์ซิ่วจนเข้าใจหมดแล้ว แต่ข้าไม่ยอมให้แกจบง่ายๆหรอกนะ”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างตลอด 2 เดือนตั้งแต่ออกมาจากประตูเทพธิดา เขาฝึกตัวอยู่ตลอด แม้จะออกไปล่าไม่ได้เขากลับใช้เงินในการเพิ่มพลังของเขาแทน การเรียนทักษะจากอาจารย์อี้ไม่ว่าจะเป็นสลักยันต์ลงไปในเม็ดยาหรือจะเป็นการหลอมยาในครั้งเดียวเขาเข้าใจพวกมันทั้งหมดแล้ว หนำซ้ำยังคะยั้นคะยอให้อาจารย์อี้สอนความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆให้เขาอีกด้วย
อาจารย์ซิ่วถูกเขาคะยั้นคะยอให้สอนทุกๆอย่างให้เช่นเดียวกัน เดิมทีเขาเรียนการสลักยันต์ลงไปกลางอาวุธพอเป็นการสลักวิญญาณลงไปเขาก็ฝึกฝนมันทุกๆวัน จนอาวุธทุกชิ้นที่เขาสร้างขึ้นมานั้น มีองค์ประกอบของนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 7 จะทำได้ คือการใส่อัญมณีธาตุและใส่ยันต์ลงไปในอาวุธแล้วยังมีวิญญาณที่ทำให้อาวุธแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้เรียนรู้กลไกอาวุธลับทั้งหมดจากอาจารย์ซิ่วจนไม่มีอะไรให้เขาเรียนอีกต่อไป
“ใครบอกท่าน”
“ข้าเก่ง”
“ข้าจะบอกว่าคนที่บอกท่านรู้ไม่หมด ข้าเข้าใจค่ายกลระดับ 7 ของนิกายเฟยเทียนได้แล้วด้วย ตอนนี้ข้ากำลังจะมาดูดวิชาจากท่านในขั้นตอนสุดท้าย”
อาจารย์เฟยหงฉีกยิ้มกว้างไปกับคำพูดของตงฟาง หลายเดือนมานี้เขาสนุกมากเพราะทุกๆวันจะมีเด็กหน้าหนา หน้าทนมาให้เขาซ้อมจนหน้าบวมกลับบ้านทุกๆวัน
“งั้นไปกัน ถ้าเจ้าทำให้ข้าพอใจได้ เจ้าไม่ต้องมาหาข้าอีก ข้าไม่มีอะไรจะแสดงให้เจ้าดูอีกแล้ว”
ตงฟางมองไปยังอาจารย์เฟยหงที่กำลังบินขึ้นไปบนท้องฟ้าพาเขาเดินทางไปยังเกาะแห่งหนึ่งไร้ผู้คน ไร้สิ่งก่อสร้าง กระทั่งพวกเขาทั้งสองเหยียบลงไปบนพื้นเกาะตงฟางก็เริ่มทำสมาธิเพราะบรรยากาศรอบๆในตอนนี้กำลังเปลี่ยนไปเป็นจริงจัง
“ตงฟาง เจ้ามีอะไรก็ใช้มันให้หมด ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่มีการออมมือ”
“ท่านขอเองนะ”
บรึ้ม~!
เปลวไฟลุกไหม้ทั่วร่างของตงฟางหลังจากเขาเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเปลวไฟตามด้วยใช้พลังจิตผสมธาตุลมเข้าไปด้วยจนเปลวไฟของเขามีการเผาไหม้ที่มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นมันยังทำให้เขามีความเร็วเพิ่มขึ้นมากอีกด้วย ทันทีที่ตงฟางปลดปล่อยพลังจิตเข้าใส่ร่างตัวเองแล้วระเบิดพลังวิญญาณระดับจารึกวิญญาณขึ้น 1 ทางฝั่งอาจารย์เฟยหงก็เตรียมรับการโจมตี เขารู้ว่าการโจมตีที่กำลังจะเริ่มตงฟางกำลังจะเอาจริงแล้ว
บู้ม~!
สองเท้าทิ้งรอยแตกเอาไว้บนพื้นดินก่อนจะส่งร่างที่ลุกท่วมด้วยเปลวไฟพุ่งเข้าไปหาอาจารย์เฟยหง พริบตาที่ร่างของตงฟางมาถึงเป้าหมายเขาได้เอียงตัวหลบฝ่ามือที่พุ่งแทงเขาไม่ต่างจากมีด ทางฝั่งอาจารย์เฟยหงที่รู้ว่าแทงพลาดจากการหลบของตงฟางที่เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหมอกสีดำวิ่งตลบไปด้านหลัง เท้าทั้งสองข้างของเขาก็หมุนเพื่อพลิกกลับตามไปโจมตี ตงฟางจึงใช้ทักษะเท้าทั้งสองไม่ว่าจะเป็นสายธารโลหิตและหมอกเมฆาทมิฬหลบออกไปด้านข้างด้วยความรวดเร็วแล้วเริ่มสวนการโจมตีด้วยกรงเล็บจากทักษะโลหิตสลายกระดูกระดับ 7 เกิดเป็นพลังงานสีดำพุ่งเป็นรูปกรงเล็บฟันร่างของอาจารย์เฟยหง
“น่ากลัว แกจะน่ากลัวเกินไปแล้วไอ้เด็กหน้าหนา”
“อาจารย์ ข้ายังไปได้มากกว่านี้อีก”
“งั้นก็งัดมันออกมา เราจะรีบและจบเร็วๆ ไม่งั้นมันจะกระเด็นลงไปในภูเขา”
เปรี๊ยง~!
ธาตุอีกหนึ่งอย่างที่มาขั้นกลางพลังจิตควบคุมน้ำและดินที่ยังไม่มา เปิดใช้งานจนร่างของตงฟางมีสายฟ้าวิ่งไปทั่ว ทันทีที่เขาเปิดใช้พลังจิตเลเวล 6 ร่างของเขาก็หายไปในทันทีทิ้งไว้เพียงแค่หมอกสีดำเท่านั้น
บรึ้ม เปรี้ยง ตู้ม~!
“ไอ้พวกบ้านั่นกำลังจะทำลายเกาะของข้า”
ผู้นำนิกายเฟยเทียนมองไปยังเกาะลอยฟ้าด้วยดวงตาเสียใจ การทำให้เกาะลอยได้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งเงิน ทั้งนักยันต์ ตอนนี้อาจารย์เฟยหงกับตงฟางกลับกำลังใช้มันเป็นสนามต่อสู้ กระทั่งผ่านมา 1 ชั่วโมงที่เกิดการระเบิดบนเกาะ ผู้นำนิกายก็ได้ก้าวเท้าหลบมาด้านข้าง 3 ก้าวพร้อมกับมีบางอย่างร่วงตกลงมาจากเกาะที่เกิดการต่อสู้อันหนักหน่วงขึ้น
ตู้ม~
“อูย~~~!”
เสียงร้องเจ็บปวดดังออกมาจากหลุมลึก มองลงไปเห็นร่างชายคนหนึ่งเสื้อผ้าฉีกขาดกำลังนั่งอยู่ในหลุมด้วยสภาพยับเยิน บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยช้ำ ตามแขนเต็มไปด้วยรอยเลือดเหมือนจะมีบาดแผลมาก่อน ไม่เพียงเท่านั้นแขนทั้งสองที่เหมือนจะหักก็ค่อยๆถูกต่อกลับมาให้เป็นเช่นเดิม จนบาดแผลทั้งหมดที่เกิดค่อยๆจางลงไป
“แพ้เหรอ”
“อาจารย์ ข้าจะชนะได้อย่างไรเล่า นั่นเจ้าของตึกทักษะเลยนะ ระดับพลังของข้าก็แค่ระดับจารึกวิญญาณขั้น 1 ข้าจะเอาอะไรไปชนะเล่า”
ตงฟางปัดเสื้อผ้าแล้วลุกยืนขึ้นมาด้วยท่าทางทุลักทุเล เข้าใช้พลังจิตไปทั้งหมดผสมรวมกับพลังวิญญาณกลับถูกอีกฝ่ายโจมตีจนร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นแสงสีเขียวพุ่งขึ้นจากยอดตึกยาและสมุนไพร มันบอกว่ามีใครบางคนผ่านการทดสอบระดับ 5 เขาจึงฉีกยิ้มกว้างพลางหาทางกลับบ้านเร็วๆ
“แล้วผลล่ะ”
“อาจารย์เฟยหงให้ข้าผ่าน ยะฮู้ว ต่อไปนี้ข้าก็เป็นอิสระแล้ว จะได้เต๊าะสาวได้สักที”
โป๊ก~!
กำปั้นของผู้นำนิกายกระแทกลงกลางศรีษะของตงฟางที่กำลังวิ่งหนีไปด้วยท่าทางดีใจ หลังจากเขาไปอาจารย์เฟยหงก็บินลงมาจากเกาะลอยฟ้าด้วยท่าทางเงียบขรึม
“ท่าทางแบบนั้น รวมกับเสื้อผ้าตัวใหม่ที่ทำให้เปื้อนโคลนเพื่อหลอกว่าเป็นเสื้อตัวเก่า เจ้าถูกไอ้เด็กสารเลวนั่นเล่นงานสินะ”
“เหอะ ข้าเนี๊ยนะถูกไอ้เด็กนั่นยำ มันทำอะไรข้าไม่ได้หรอกพลังของเรายังห่างไกลกัน”
“ให้มันจริง” อาจารย์เฟยหงลงมานอนใกล้ๆจุดที่ผู้อำนวยการยืนพร้อมกับนำเหล้าออกมาดื่มแก้เขิน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นแม้เขาจะไม่ได้บาดเจ็บแต่ถูกตงฟางเผาทำลายชุดไปมากมาย จนมาดอาจารย์ไม่เหลือเลยสักนิด
“สรุปแล้วหากมันออกไปจะตายไหม”
“อืม ตอบยาก ถ้าเป็นระดับจารึกไม่น่าจะเอามันอยู่ ระดับผันแปรก็คิดว่ากล้วยๆสำหรับมัน การที่ทำให้ข้าคนนี้เอาจริงได้ ถือว่าผ่านล่ะนะ”
“หา ทำให้เจ้าของตึกทักษะเอาจริง ฮ่าๆๆ เจ้านี่ขาดซ้อมเพราะมัวแต่ดื่มเหล้า”
“ อย่าได้โทษเหล้าของข้าสิ ท่านโทษไอ้เด็กหน้าหนานั่นเลย ปีศาจชัดๆ พลังวิญญาณแม้จะเป็นระดับจารึกขั้น 1 ร่างกายของมันกลับแข็งแกร่งเกินไป แล้วไฟ ลม สายฟ้าพวกนั้นอีกไม่รู้มาจากไหน ไปแอบเรียนทักษะอะไรมา พวกมันยังเปรียบเทียบกับระดับจารึกไม่ได้อีก ให้ข้าสู้กับคนบ้าที่วัดพลังแน่นอนไม่ได้ ดีแค่ไหนที่ข้าไม่ตาย”
“ฮ่าๆ ก็ยังดีที่มันไม่ใช้พิษและค่ายกลสู้กับเจ้าล่ะนะ”
สองตาแก่มองจ้องไปยังตงฟางที่วิ่งกลับไปยังบ้าน ปล่อยให้คืนนี้ค่อยๆผ่านไปช้า ๆ
—--------------------------------
“พึ่งทุ่มกว่า ยังพอมีเวลา”
ตงฟางจัดเตรียมอาหารมากมายเอาไว้บนโต๊ะรอให้ใครบางคนกลับมา เขาดีใจมากกับการทดสอบของตึกยาและสมุนไพรที่เห็นเมื่อครู่ จนต้องกลับมารอที่บ้านพัก ทันใดนั้นเขาก็เห็นใครบางคนเดินผ่านค่ายกลเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางยิ้มแย้ม
“ศิษย์พี่เยว่สือ ท่านกำลังคิดถึงข้าอยู่ใช่ไหม”
“ใช่แล้ว และข้าก็มีข่าวดีมาบอกเจ้าเช่นกัน”
“เกี่ยวกับแสงที่ข้าเห็นหรือเปล่า”
เยว่สือพยักหน้าพลางนำป้ายนักหลอมยาระดับ 5 ออกมาชูให้ตงฟางเห็น เขาจึงแสดงท่าทางดีใจกับเธอที่กลายเป็นนักหลอมยาระดับ 5 ได้แล้ว การที่ศิษย์ของสถาบันกลายเป็นนักหลอมยาระดับ 5 ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยกเว้นเขาที่เป็นตัวประหลาดถูกสร้างมาจากตาแก่หลี่หยุนที่ให้เขาอ่านหนังสือหลอมยาตั้งแต่เด็กๆ
“ศิษย์พี่ ท่านทำไมทำหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ เมื่อครู่ยังยิ้มอยู่เลย”
“ข้ากำลังจะเดินทางไกลไปบ่มเพาะพลังกับอาจารย์จื่อรั่ว”
“มันเป็นเรื่องดีหนิ หรือว่าอยู่กับข้านานไปหน่อยจึงรู้สึกว่าข้าเป็นสิ่งที่ท่านขาดไม่ได้” ตงฟางก้าวเข้าไปใกล้ๆเยว่สือจนเธอก้าวถอยหลัง ตลอด 2 เดือนที่อยู่ด้วยกัน เขามักจะแกล้งศิษย์พี่บ่อยๆ เมื่อเขาเห็นศิษย์พี่หน้าแดงพยายามถอยห่างตงฟางได้ยื่นมือเข้าไปจับแขนก่อนจะพาไปฉลองการสอบที่โต๊ะม้าหินอ่อนเช่นเดิม
“ศิษย์พี่ งั้นวันนี้เราก็กินให้เต็มที่ ข้าทำกับข้าวไว้เยอะเลย”
ตงฟางจูงเยว่สือมานั่งจากนั้นก็เริ่มแนะนำสิ่งต่างๆที่เขาทำ แม้เขาจะเห็นท่าทางเศร้านิดหน่อยจากศิษย์พี่เยว่สือ ตงฟางกลับพยายามทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเฮฮาเพราะเขาก็ไม่อยากจะแยกจากใคร
“นี่ศิษย์พี่ แล้วท่านจะเดินทางไปกับอาจารย์จื่อรั่ววันไหนเหรอ ข้าไปด้วยได้ไหม”
“เจ้าไปด้วยไม่ได้เจ้าเป็นผู้ชาย พวกเราล้วนมีแต่ศิษย์ผู้หญิง อาจารย์บอกข้าว่าพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว”
“ฮะ พรุ่งนี้เลยเหรอ แล้วจะเดินทางนานไหมอะ” ตงฟางคีบเนื้อวางบนจานให้ศิษย์พี่เยว่สือพลางฟังสิ่งที่กำลังเล่า
“ปกติที่เราเดินทางออกจากสถาบันไปบ่มเพาะจะใช้เวลา 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ มากสุดคือหนึ่งปี เคยมีสูงสุดถึง 3 ปี”
“หา หากไป 3 ปีจริงท่านไม่ลืมข้าเลยเหรอ” เยว่สือฉีกยิ้มน้อยๆไปกับท่าทางของตงฟาง จากเดิมรู้สึกว่าการลาจากครั้งนี้เศร้าตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเศร้าเลยสักนิดเดียว
“งั้นศิษย์พี่เยว่ ก่อนจะไปข้าก็มีของอยากให้ท่านเช่นกัน” เยว่สือมองตงฟางด้วยแววตาสงสัย ตลอด 2 เดือนที่เธอใช้บ้านของตงฟางศึกษาสมุนไพรเธอได้สัมผัสกับสมุนไพรระดับ 5 และระดับ 6 มากมาย แล้วยังนำพวกมันมาทดลองหลอมยาได้เรื่อยๆแล้วยังได้เห็นการหลอมยาระดับ 7 จากตงฟางเพื่อเป็นแนวทางให้เธออีก จึงเป็นช่วงเวลาที่เธอคิดว่าน่าจดจำมากเพราะเธอได้ทั้งความรู้และความอบอุ่น
“ตอนนี้ท่านเปิดจุดพลังวิญญาณได้เพียง 65 จุดใช่ไหม ข้าจะเปิดให้ท่านจนครบ 108 จุด” ตงฟางส่งยิ้มไปให้เยว่สือ หลังจากเห็นเธอย่นคิ้วเพราะการเปิดจุดทั้ง 108 มีเพียงแค่เรื่องเล่าไม่มีใครสามารถเปิดมันได้ทั้งหมด เขาจึงนำมือทั้งสองข้างของเยว่สือเข้ามาจับพลางใช้พลังจิตบังคับเข็มเงินลอยไปยังจุดต่างๆรอบๆร่างกายเย่วสือ จนเธอรู้สึกกลัว
“เชื่อใจข้าไหม ข้าเปิดให้ซูฮวามาแล้ว พี่ซิงเยียนข้าก็เปิดแล้ว ตอนนี้ได้เรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์อี้ทำให้ข้ามีวิธีทำให้มันไม่เจ็บ แค่พี่เยว่สือหลับตา ข้าจะทำให้เสร็จใน 5 นาที”
เยว่สือพยักหน้าทำตามที่ตงฟางบอกด้วยการปล่อยใจให้ว่าง ทันใดนั้นเธอก็พบเข้ากับเข็มมากมายแทงเข้ามาในร่างพร้อมพลังวิญญาณอันอบอุ่นค่อยๆแทรกซึมตามเข็มเข้ามาในร่างกาย
เธอไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนรู้เพียงแค่ว่าตงฟางบอกให้เธอลืมตาตื่นพร้อมกับเธอมีความรู้สึกรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณมากกว่าเดิมจากจุดทั้ง 108 ที่เปิดขึ้นมา
“ยัง ยังไม่หมดนะ ข้ายังมีของอีกหลายอย่างจะมอบให้ ”
พลังจิตของตงฟางส่งไปยังห้องหลอมอาวุธ ก่อนที่เขาจะดึงอาวุธระดับ 7 ที่เขาหลอมรวมทักษะของ 2 หมู่ตึกเข้าด้วยกันมามอบให้พี่เยว่สือ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังใช้พลังจิตตัดไปยังสมุนไพรทุกๆต้นที่อยู่รอบๆบ้าน ส่งพวกมันเข้ามาอยู่ในแหวนที่เขาสร้างมาเพื่อเก็บสมุนไพรโดยเฉพาะเพื่อให้มันสดใหม่ตลอดเวลา
“ตงฟาง มัน...”
“ไม่ มันยังน้อยไป สิ่งนี้เป็นอาวุธชิ้นเอกของข้าเลยนะ มันเรียกว่ายันต์อมตะระดับ 7 ข้างในผสมผสานความรู้ค่ายกลและยันต์ของข้าเข้าไป เพียงแค่ท่านใส่พลังวิญญาณ ดาบขนาดใหญ่จะพุ่งออกมาโจมตี มันใช้ได้เรื่อยๆจนกว่าท่านพลังวิญญาณจะหมด ข้าให้ท่าน 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นธาตุไม้ไว้สู้กับปีศาจ ส่วนอีกแผ่นเป็นธาตุสายฟ้า ส่วนแหวนวงนี้เป็นยา ที่ข้าหลอมตลอด 2 เดือน มากพอจะช่วยคนที่ท่านอยากช่วยเลยล่ะ”
ตงฟางนำของที่สร้างเก็บไว้ให้เยว่สือ เพื่อให้เธอปลอดภัยกับการเดินทาง ของเหล่านี้สำหรับเขาถือว่าน้อยมากเพราะยังเก็บไว้เยอะจนพยายามทยอยนำไปขายที่หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับมือเรียวยาวพุ่งเข้ามาจับใบหน้าของเขาแล้วดึงแก้มเข้าไปหอม ก่อนที่หญิงสาวเจ้าของมือจะวิ่งจากไปด้วยความรวดเร็วพร้อมทิ้งคำพูดเอาไว้
“พรุ่งนี้เช้าพวกข้าจะรวมตัวกันที่ตึกยาและสมุนไพรก่อนจะออกเดินทาง”
“ได้เลยศิษย์พี่ ข้าจะไปส่งท่านแน่นอน” ตงฟางร้องตามหลังพลางนำชุดสีดำออกมาสวมใส่ ได้เวลาแล้วที่เขาจะเข้าไปยังเมืองเพื่อดูงานประมูลยาระดับ 7 ที่ประกาศไว้เมื่อต้นเดือน
“วูว การได้เปย์หญิงมันดีอย่างงี้นี่เอง”