สองสามีภรรยาสกุลจางลากลับไปก่อน อู๋จือก็ถูกคุณชายใหญ่ฮัวจับไปอาบน้ำด้วยกันในอ่าง หลังจากทำน้ำกระฉอกอยู่พักใหญ่จนเลอะเต็มพื้น นางก็ถูกเขาอุ้มขึ้นจากน้ำ นำผ้ามาพันกายแล้วพาไปที่เตียง
ร่างของมือปราบหญิงถูกกระแทกกระทั้นจนตัวโยน ร้องเสียงหลงอยู่หลายคราว นางนึกโทษตนเองที่คีบอาหารประชดให้กับฮัวหยางจนต้องถูกทำโทษ ท่านหมอหนุ่มยืนยันว่าจะต้องใช้แรงให้คุ้มกับอาหารที่รับประทานเข้าไป ตั้งแต่เข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ เจ้าของเตียงก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว
“จือจือ ข้ากินอาหารเข้าไปตั้งเยอะ จึงต้องใช้แรงให้มาก”
หญิงสาวร่างบางที่ถูกกุมเอวเอาไว้แน่นเมื่อครู่ ไถลใบหน้าไปบนหมอนแล้วทรุดลงคว่ำหน้าอย่างเหน็ดเหนื่อย ปล่อยให้คนที่ผละออกจากร่างขยับลุกไปหยิบเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้อย่างเอาใจ
“อาหารที่ท่านกินเข้าไป คราวนี้หมดหรือยังเล่า ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้วนะ” อู๋จือเอียงหน้ามาพูดอย่างฉุนๆ
เสียงหัวเราะหึๆ ดังขึ้นที่ข้างหลัง มือใหญ่ลูบบั้นท้ายคนที่นอนคว่ำแล้วบีบเบาๆ อย่างหยอกเย้า “แค่นี้ก็พอแล้ว ได้เวลากลับคฤหาสน์กันเสียที”
“ท่านมันหมอชั่ว ทำจนข้าหมดแรงแล้ว”
ฮัวหยางยิ้มย่อง แนบร่างเปลือยลงกอดอู๋จือจากด้านหลัง มือใหญ่ลูบไล้บ่าและไหล่ก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากไล่ไปตามผิวของคนรัก
“ที่ทำไปก็เพื่อทดแทนคืนพรุ่งนี้ที่เจ้าต้องไปนอนกับท่านแม่ ส่วนข้าจะต้องนอนเพียงลำพัง”
“คนอย่างท่าน ไฟในกายเยอะเกินไปควรจะนอนคนเดียวเสียบ้าง”
ชายหนุ่มลูบหลังไหล่หญิงสาวด้วยความรักใคร่ “จือจือ เจ้าต้องเห็นใจข้าด้วย ข้าเป็นคุณชายใหญ่ที่ยังไม่มีภรรยาและยังไม่มีสาวใช้ข้างห้อง ข้ามีเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น”
นางพลิกกายไปกอดเขาไว้ “ดีแล้ว ถ้าท่านมีคนอื่น ท่านก็จะไม่มีข้า”
“วันนี้ตอนไปโรงยาข้าเอายาลูกกลอนบำรุงร่างกายมาให้เจ้าด้วย เดี๋ยวก่อนจะกลับคฤหาสน์เจ้าต้องกินสองเม็ดนะ”
“ไม่ ข้าไม่ชอบยา”
“เจ้ากับข้า หลับนอนกันแล้ว เจ้าไม่กลัวจะตั้งครรภ์หรือ ”
อู๋จือตะลึง “ไหนท่านบอกว่าข้าร่างกายไม่แข็งแรงคงไม่ตั้งครรภ์ ”
“แต่กินยาป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า”
“ถ้าอย่างนั้น รีบเอามาให้ข้ากินตอนนี้เลยเจ้าค่ะ”
ฮัวหยางรีบไปเอายามาให้นางกิน นางนอนพักไปได้ครู่ใหญ่ ก็ถูกเขาเล้าโลมจนทนไม่ไหว ตอนนี้ฮัวหยางจับจุดอ่อนของมือปราบสาวได้แล้ว หากเขาจะปลุกเร้าอารมณ์อีกฝ่ายก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“ถ้าเจ้าเหนื่อยมาก ข้ายอมให้เจ้าพักก่อนก็ได้” ฮัวหยางดึงเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างตนเองและอู๋จือ ยื่นหน้าไปจูบใบหูด้านหลังของคนที่หลับตาพริ้มเบาๆ “ข้ากำลังคิดจะเล่าเรื่องแผนของข้าให้เจ้าฟัง แต่ดูแล้ว เจ้าน่าจะง่วงนอน ถ้าอย่างนั้นเจ้านอนก่อนเถิด”
มือปราบหญิงรีบพลิกตัวหันกลับมาเผชิญหน้า “ข้าอยากรู้ ท่านเล่ามาสิ”
“ถ้าอยากฟัง ขอค่าเปิดปากสักหน่อยนะ”
ฮัวหยางยื่นหน้ามาจูบอู๋จืออย่างดูดดื่ม จนมือปราบสาวเผลอยกมือขึ้นลูบต้นคอของคนร่างหนา ครู่หนึ่งเขาจึงพยายามรวบรวมสติแล้วเลื่อนมือมาที่กรามของฮัวหยางแล้วผลักออก
“พอได้แล้ว หากจูบนานกว่านี้ ท่านก็จะไม่ได้เล่าอีก”
ท่านหมอหนุ่มหัวเราะหึๆ เพิ่งได้เชยชมเพียงไม่กี่ครั้งเขายังไม่พอ รอให้เล่าเสร็จเสียก่อนค่อยตะล่อมให้คนในอ้อมกอดยินยอม
“ได้ เจ้าตั้งใจฟังให้ดีก็แล้วกัน”
อู๋จือตื่นขึ้นในตอนสาย เมื่อคืนเพราะเผลอฟังแผนของฮัวหยาง ทำให้นางถูกคนผู้นั้นตะล่อมจนพลาดท่าเสียทีไปอีกสองครา
ร่างกายผอมบางของมือปราบหญิงที่รองรับความอึดถึกและคับคั่งของฮัวหยางเข้าไปจึงต้องอ่อนเพลียและระบมน้อยๆ
“มือปราบอู๋ คุณชายใหญ่ให้ท่านดื่มยานี้จะช่วยให้ฟื้นกำลังได้ขอรับ” บ่าวรับใช้ประจำเรือนของฮัวหยางพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดกำลัง ดูจากความยับเยินของเตียงนอนแล้ว เมื่อคืนคุณชายใหญ่กับมือปราบอู๋คงจะต่อสู้กันอย่างดุเดือด
“แล้วคุณชายใหญ่ของเจ้าไปไหน ”
“คุณชายอยู่ห้องปรุงยาขอรับ น้ำอาบของท่าน ข้าก็เตรียมไว้ให้แล้ว ส่วนอาหารเช้า เอาไว้ท่านอาบน้ำเสร็จข้าจะยกมาขอรับ”
พอเห็นสายตาของบ่าวรับใช้แล้ว อู๋จือก็พลันหน้าร้อนวาบ พอบ่าวรับใช้ออกไปจากห้อง นางรีบลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินไปห้องอาบน้ำ สัมพันธ์ระหว่างนางกับฮัวหยางในตอนนี้ไม่รู้จะปิดคนภายนอกไปได้นานเพียงใด
กลิ่นน้ำยาในอ่างแช่ฉุนน้อยกว่าที่นางเคยแช่ในเรือนปรุงยา หญิงสาวเดาว่าน่าจะเป็นยาเพิ่มกำลังอย่างแท้จริงโดยไม่มียากระตุ้นอารมณ์มาเจือปนอย่างเช่นคราวก่อน
พอนางรับประทานอาหารเสร็จ ฮัวหยางก็พานางขึ้นรถม้ากลับคฤหาสน์สกุลฮัว ระหว่างที่กำลังเดินกลับเรือนของฮัวฮูหยิน เด็กชายสองคนก็วิ่งตามกันเข้ามาหน้าประตูเรือน
“เสี่ยวปินปิน เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะเปิดโปงเจ้า”
เด็กชายที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวปินปินถึงกับชะงักอยู่ตรงหน้าประตูห้องของที่เปิดอ้าเอาไว้แล้วหันกลับไปมองพี่ชาย “ท่านก็ร่วมมือกับข้า พวกเราก็ผิดเท่ากัน”
“ไม่มีทาง คนคิดต้องผิดกว่า” เด็กชายตัวโตกว่าวิ่งเข้ามาจนชิด
“ไม่จริง ผิดเท่ากัน”
เด็กทั้งสองยืนทะเลาะกันได้ครู่หนึ่ง สาวใช้สองคนก็วิ่งตามมา
“คุณชายน้อยทั้งสอง รอพวกเราด้วยเจ้าค่ะ”
เด็กสองคนวิ่งหนีกันไปคนละทิศ อู๋จือที่ยืนมองอยู่รู้สึกสงสัยในคำพูดของคุณชายทั้งสอง
สาวใช้สองนางทำหน้าปริวิตก พวกนางวิ่งวุ่นพร้อมทั้งเรียกบ่าวรับใช้ให้มาช่วยตามหาคุณชายน้อย
“เร็วเข้า! มาช่วยพวกข้าตามคุณชายน้อยที”
อู๋จือยืนมองคนบ่าวรับใช้ที่วิ่งกันให้ควั่กเพื่อตามหาเด็กทั้งสอง นางจึงอาสาช่วยพวกเขา สังเกตจากการวิ่งไปหลังพุ่มไม้ มือปราบหญิงก็พอจะจับทิศทางของเด็กชายทั้งสองได้
“คุณชายน้อย พวกเจ้าซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้นี้ใช่หรือไม่”
เด็กวัยประมาณเก้าขวบมุดออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้สะพานทางเดิน ลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัว “ข้าคือเสี่ยวปินปิน”
ส่วนเด็กที่โตกว่าก็มุดตามออกมา ลุกขึ้นไปยืนข้างๆ น้องชาย “ข้าคือเสี่ยวจิ้น”
“อ้อ! ข้าเคยได้ยินชื่อของเจ้าสองคน แต่เพิ่งจะเคยเห็นหน้า” ครั้นนึกถึงประโยคโต้ตอบกันเมื่อครู่ของเด็กทั้งสองสัญชาตญาณของมือปราบของอู๋จือก็ทำงาน
คุณชายน้อยสองคนมองดูอู๋จือตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เจ้าเป็นสาวใช้ของเรือนนี้หรือ เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นหน้า ” ฮัวปินปินยืนกอดอกด้วยมาดคุณชาย
“นี่คุณชายน้อย ข้าไม่ใช่สาวใช้ธรรมดาหรอก ข้าน่ะมีความลับ”
“เอ๋ ความลับ จริงหรือ ข้าอยากรู้” เสี่ยวปินปินพยักหน้า
“ถ้าท่านอยากรู้ตามข้าเข้าไปในห้องนั้นเสียก่อนเจ้าค่ะ”
เด็กทั้งสองทำตาโต หันไปสบตากัน สองพี่น้องที่เติบโตอยู่ในคฤหาสน์ชอบเรื่องลับๆ ยิ่งนัก แต่วันก็แอบอ่านนิทานที่ขโมยมาจากห้องหนังสือของฮัวหยาง
“ได้สิ ไปกันเถอะพี่ใหญ่ ข้าอยากฟังความลับของนาง” ฮัวปินปินเดินตามอย่างไม่ลังเล
“เจ้าไปคนเดียวไม่ดีนะ เสี่ยวปินปิน ท่านแม่สั่งให้ข้าต้องติดตามเจ้าเพื่อความปลอดภัย” ฮัวจิ้นที่เป็นห่วงน้องชายรีบตามไป
พอปิดประตูเรียบร้อย อู๋จือก็หันมาทำท่าเคร่งขรึมข่มขู่ ยกมือกอดอก ล้วงเอากระบี่ที่ซ่อนไว้ใต้ที่ออกนอนออกมาชัก
“ความจริงแล้ว ข้าเป็นมือปราบปลอมตัวมา”
เด็กชายทั้งสองได้ยินคำว่ามือปราบก็ชะงัก อู๋ปินปินทำหน้าไม่เชื่อถือ
“ท่านโกหก มือปราบจะมาอยู่ในเรือนท่านป้าได้อย่างไร ”
***********
ไรเตอร์แนะนำ...ติดตามไรเตอร์ได้ทาง แฟนเพจเฟสบุ๊ก "เอสเต้และซีฟางกั๋วเจีย"
