ตอนที่ 167 บทละครได้ถูกเตรียมเอาไว้แล้ว จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในใต้หล้า
กู้ฉางเกอมิได้ใส่ใจในสายตาอันเดือดดาลที่ราวกับอยากจะเสียบเขาให้ตายของกู้เซียนเอ๋อร์แม้แต่น้อย
เขาเพียงส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
ในฐานะพี่ชายแล้วนั้น การเพิ่มพูนบททดสอบให้แก่นาง ก็เป็นเพียงเพื่อช่วยให้นางบรรลุขั้นพลังและชำระแค้นได้ในเร็ววัน
เช่นนี้เขานับว่าผิดด้วยหรือ
นางจะต้องเข้าใจในเจตนาอันลึกซึ้งนี้ในสักวันหนึ่ง และจะต้องรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจนี้อย่างสุดซึ้ง
เขามิได้สนใจกู้เซียนเอ๋อร์อีกต่อไป และปล่อยให้นางต่อสู้ฟาดฟันอยู่เช่นนั้น
ณ ที่แห่งนั้น แสงสว่างแห่งอักขระพลันพุ่งทะลุฟ้า ประดุจดวงดาราที่ระเบิดตัว ส่องประกายเจิดจ้าจนผู้คนมากมายมิอาจลืมตาขึ้นได้
“ตระกูลมนุษย์ปักษามีเจตนาจะจุดชนวนสงครามกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงของข้าอย่างนั้นหรือ”
เสียงของกู้ฉางเกอดังก้องกังวานอย่างเยียบเย็น ขณะทอดสายตามองไปยังอวี่จิ้งที่ยืนอยู่มิไกล
ทว่ายังมิทันกล่าวจบ สีหน้าของเขาก็ซีดขาว พลางส่งเสียงไอออกมาหลายครา ราวกับบาดแผลที่ซุกซ่อนอยู่เริ่มกำเริบขึ้นอีกครั้ง
เหล่าผู้ติดตามด้านหลังรีบก้าวขึ้นมาส่งผ้าเช็ดหน้าให้กับเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกังวล
นายท่านที่แสนอ่อนล้าผู้นี้ ยังจะทนฝืนยืนหยัดในยามนี้ได้หรือไม่
เหล่าผู้ติดตามต่างเผยความกังวล เมื่อเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบาดแผลของกู้ฉางเกอในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น มิมีทีท่าที่จะฟื้นตัวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ความเคียดแค้นต่อตระกูลมนุษย์ปักษาของพวกเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ตระกูลมนุษย์ปักษาฉวยโอกาสในยามที่กู้ฉางเกอบาดเจ็บ ถึงขั้นนำศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ต่อกร
เช่นนี้มิใช่ว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายจนเกินคำบรรยายหรอกหรือ
ด้วยคุณธรรมอันสูงส่งของกู้ฉางเกอ ผู้คำนึงถึงทุกชีวิตในใต้หล้า
จนกลับต้องบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับผู้สืบทอดวิชามารแล้วนั้น
ทว่าบรรดาชนเผ่าเซียนโบราณกลับฉวยโอกาสนี้กระทำการอันน่าละอายเพื่อสังหารเขา
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป จะมิหวั่นเกรงต่อความเดือดดาลของหมู่ผู้บำเพ็ญหรอกหรือ
เหล่าผู้คนต่างจับจ้องมองสิ่งมีชีวิตของตระกูลมนุษย์ปักษาด้วยสายตาแค้นเคือง
ทว่าอวี่จิ้งกลับดูมิสะทกสะท้านต่อสายตาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง จับจ้องมองไปยังกู้ฉางเกอด้วยสายตาแน่วแน่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “กู้ฉางเกอ ตอนที่เจ้าลงมือสังหารคนในเผ่าข้า เจ้าคิดหรือไม่ว่าจะมีวันนี้ ตอนที่เจ้าสังหารท่านหลงเถิง เจ้าควรจะตระหนักถึงผลลัพธ์นี้เสียตั้งแต่แรก นี่เป็นสิ่งที่เจ้าก่อขึ้นมาเอง นี่เป็นผลกรรมที่เจ้าควรจะได้รับ!”
“หากรู้เช่นนี้แล้ว ไยเจ้าจึงกระทำเช่นนั้นในคราแรกเล่า คนชั่วช้าอย่างเจ้า ในท้ายที่สุดนั้นจะหลีกหนีผลกรรมที่คู่ควรจะได้รับไปได้อย่างไร”
ถ้อยคำของนางนั้นเต็มไปด้วยอำนาจแห่งความชอบธรรม ราวกับนางยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความยุติธรรม
กู้ฉางเกอคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้ที่สังหารเหล่าผู้กล้าจากเผ่าต่างๆ ในดินแดนเซียนโบราณอย่างโหดเหี้ยม
ทว่าในเวลานี้ กู้ฉางเกอกลับกล่าววาจาเช่นนี้ ราวกับต้องการใช้อิทธิพลของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงมาข่มขู่
สิ่งนี้ทำให้อวี่จิ้งลอบยินดีอยู่ในใจยิ่งนัก
เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
หมายความว่ากู้ฉางเกอได้เดินทางมาถึงทางตันแล้วนั่นเอง
หากเขายังมีพลังและกลอุบายหลงเหลืออยู่ เขาจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้หรือ
การเป็นศัตรูกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงที่หนุนหลังเขาน่ะหรือ
ในเวลานี้ ทั่วทั้งชนเผ่าแห่งดินแดนเซียนโบราณต่างพากันเดือดดาลเพราะการกระทำของกู้ฉางเกอ ต่อให้ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด พวกเขานั้นจะกล้าละเมิดกฎและยกทัพมาบุกโจมตีหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือกฎที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดดินแดนเซียนโบราณ
จะเป็นหรือจะตายก็มิอาจเรียกร้องสิ่งใดได้!
“หลงเถิงนั้นสมควรที่จะสิ้นชีพแล้ว หากเจ้าคิดจะแก้แค้นแทนเขา ข้าก็หาได้ขัดขวางอันใดไม่”
“เพียงแต่ว่า ข้าคาดมิถึงว่าพวกเจ้าจะถึงขั้นใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ในการต่อกร… เช่นนี้มิกลัวว่าจะล้ำเส้นเกินไปหรือ”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ทว่าในสายตาของผู้คนกลับมองเห็นร่องรอยแห่งการตกต่ำดุจพยัคฆ์ที่ต้องมาสยบต่อหน้าฝูงสุนัข
“นายท่าน…”
เหล่าผู้ติดตามด้านหลังล้วนรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวด ราวกับมีบางสิ่งในใจถูกบีบคั้นจนแทบจะขาดใจ มีคนผู้หนึ่งกำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงลั่น พร้อมกับคำรามต่ำออกมาด้วยความคับแค้น
ความเศร้าสลดแผ่ซ่านไปทั่ว
ภาพเบื้องหน้านี้ ราวกับวีรบุรุษผู้ตกต่ำ หรือเปรียบได้กับโฉมสะคราญที่โรยรา!
นายท่านผู้ที่เคยยิ่งใหญ่และเด็ดเดี่ยว ยามอดีตนั้น ผู้ใดในหมู่รุ่นเยาว์ที่กล้าสบตาโดยที่มิก้มศีรษะให้บ้างเล่า
แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็ยังต้องยอมรับคำตำหนิจากเขา ความเชื่อมั่นและความไร้เทียมทานเช่นนั้นหาได้ยากนัก
ทว่าบัดนี้ เขากลับถูกตระกูลมนุษย์ปักษาอันเล็กจ้อยบีบคั้นเพียงเพราะบาดแผลอันสาหัสที่แบกรับไว้
แม้ว่าตระกูลมนุษย์ปักษาจะมิใช่ชนเผ่าที่อ่อนแอในหมู่เผ่าดินแดนเซียนโบราณ ทว่าอำนาจของพวกเขาก็ยังติดอยู่ในอันดับสิบห้า
ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ หรือว่านายท่านของพวกเขาจะมิมีหนทางใดหลงเหลืออยู่แล้วจริงๆ หรือ
ขณะนั้นเอง กู้เซียนเอ๋อร์ซึ่งกำลังประลองกับเหล่าผู้กล้าแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาก็ชะงักงันไปเพราะวาจาของกู้ฉางเกอ
หรือว่าบาดแผลของกู้ฉางเกอจะหนักหนาถึงเพียงนั้น
จนถึงขั้นต้องพึ่งพาอำนาจของตระกูลเบื้องหลังเพื่อข่มขู่ศัตรู
ทว่าในใจของนางยังคงรู้สึกว่า คำพูดของกู้ฉางเกอนั้นแฝงเร้นไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหารที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง
ฟิ้ว!
ท่ามกลางฟากฟ้า เส้นสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์หลายสายพลันพุ่งทะยานมาจากทิศต่างๆ พวกเขาเหล่านั้นเป็นเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ได้ยินข่าว
ที่พำนักแห่งการฟื้นฟูของกู้ฉางเกอถูกตระกูลมนุษย์ปักษาบุกรุก
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนสร้างความตกตะลึงและความโกรธเกรี้ยว ผู้คนต่างรีบรุดมายังที่แห่งนี้ในทันที
ท้ายที่สุดแล้ว.. กู้ฉางเกอนั้นคือหน้าตาของคนรุ่นเยาว์ในดินแดนภายนอก เป็นผู้แบกรับบาดแผลเพราะการต่อกรกับผู้สืบทอดวิชามาร
หากในยามนี้มิมีผู้ใดเลือกที่จะลุกขึ้นมาช่วยเหลือ คนผู้นั้นก็คงจะมิมีความละอายแก่ใจเลยแม้แต่น้อย
“อย่าได้หวังจะทำร้ายประมุขน้อยกู้ฉางเกอ!”
เสียงตะโกนก้องดังขึ้นจากอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ร่างกายของคนผู้นั้นเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า เขานำเหล่าผู้แข็งแกร่งจำนวนมากซึ่งเปี่ยมด้วยพลังอันแข็งแกร่งมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้
“หากมีพวกเราอยู่ ตระกูลมนุษย์ปักษาก็อย่าได้ทำตัวโอหังไป! แม้ประมุขน้อยฉางเกอจะบาดเจ็บหนัก ทว่าพวกเราก็จะคุ้มครองเขาเอง!”
อีกด้านหนึ่ง แสงสีรุ้งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายสายพุ่งมาถึง เสียงตะโกนอันกราดเกรี้ยวดังก้องฟ้าดิน
เสียงเหล่านี้ทำให้กู้ฉางเกออดหัวเราะขึ้นมาในใจมิได้ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปดั่งที่เขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ทว่าบนใบหน้ากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับมิได้ยินสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
“ด้วยการสนับสนุนจากเหล่าพี่น้อง เกรงว่าตระกูลมนุษย์ปักษาของพวกเจ้าก็คงยากจะสมหวังในวันนี้แล้ว...” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
“กู้ฉางเกอ ต่อให้วันนี้เจ้าจะมีผู้คนมาอีกมากมายก็เปล่าประโยชน์”
อวี่จิ้งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน ราวกับมิใส่ใจผู้กล้าจากหลากสำนักที่เพิ่งมาถึงแม้แต่น้อย
ในชั่วอึดใจ ท้องฟ้าจากทุกทิศทางเต็มไปด้วยผู้กล้ารุ่นเยาว์จากสำนักต่างๆ เมื่อพวกเขาได้ยินถ้อยคำนั้น ก็ล้วนมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว
มิมีผู้ใดคาดคิดว่า ในยามนี้ ตระกูลมนุษย์ปักษาจะยังคงหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้ ราวกับมิเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
“ดูเหมือนว่าชนเผ่าแห่งดินแดนเซียนโบราณตั้งใจจะท้าทายพวกเราอย่างชัดเจน พวกเขาหาญกล้าถึงขั้นนำศาสตราวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ออกมา...” เสียงของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งดังขึ้นด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังศาสตราวุธในมือของอวี่จิ้ง
เพราะเมื่อใดที่พลังของศาสตราวุธแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมา คนรุ่นเยาว์ทั้งหลายก็ย่อมมิอาจต้านทานได้
ความตื่นตระหนกนี้แปรเปลี่ยนเป็นโทสะอันรุนแรง.. หลายคนยังมีความหวาดหวั่นซ่อนเร้นอยู่
ตระกูลมนุษย์ปักษานี้มิเพียงแต่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ ทว่ายังคิดจะกวาดล้างทุกคนให้สิ้นซาก!
“ช่างไร้ยางอายนัก! เรื่องในวันนี้ พวกเราจะต้องรายงานแก่สำนักมรรคาเบื้องหลัง ให้เหล่าผู้อาวุโสทราบว่าตระกูลมนุษย์ปักษานี้ล้ำเส้นเกินไปแล้ว!” มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความขุ่นเคือง
ดินแดนเซียนโบราณคือถิ่นของชนเผ่าเซียนโบราณ
พวกเขามาเพื่อฝึกฝนโดยมีข้อตกลงว่าเหล่าผู้อาวุโสจะต้องมิเข้ามาแทรกแซง
นั่นเพราะพลังของผู้อาวุโสนั้นเหนือกว่าพวกเขาอย่างมหาศาล หากแทรกแซงเข้า การฝึกฝนนี้ก็จะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง
ทว่าบัดนี้ ตระกูลมนุษย์ปักษากลับนำศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาใช้ ทำลายสัญญาที่เคยตกลงไว้อย่างโจ่งแจ้ง
แล้วจะมิให้พวกเขาตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวไปได้อย่างไร
“หยุดพูดจาไร้สาระเสีย หากสังหารพวกเจ้าแล้วจะอย่างไรเล่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ชนเผ่าในดินแดนเซียนโบราณของพวกเราที่ล้มตายไปเพราะพวกเจ้านั้นก็ยังนับว่ามีน้อยนักหรือ”
อวี่จิ้งแค่นหัวเราะเย็นเยียบ ก่อนจะตวาดสั่ง “ลงมือ!”
ฟึ่บ!
ทันทีที่คำสั่งนั้นสิ้นสุดเสียง ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังอวี่จิ้งพลันพุ่งออกมาโดยมิลังเล พวกเขาต่างเผยร่างที่แท้จริง แปลงกายเป็นรูปลักษณ์ประหนึ่งเทพอสูร พลังล้นฟ้ากระจายไปทั่วทิศ
ในชั่วพริบตา เสียงลึกลับอันแปลกประหลาดดังสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน คล้ายกับเสียงคำรามของมังกรและพยัคฆ์ประสานกัน
พลันนั้น ศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์นานัปการประดุจคลื่นยักษ์ถาโถม สาดซัดปกคลุมฟ้าดิน
ความปั่นป่วนอันน่าพรั่นพรึงกระจายตัวอย่างรวดเร็ว พื้นปฐพีสั่นสะท้าน
หน้าผารอบด้านพังทลาย ก้อนหินอันมหึมาถล่มลงสู่ผืนดินเบื้องล่างอย่างมิอาจหยุดยั้ง
“ช่างหยาบช้านัก! คิดว่าพวกเราจะหวาดกลัวหรือ ฆ่ามัน!”
“ถือโอกาสในวันนี้ กำจัดสิ่งมีชีวิตจากดินแดนเซียนโบราณเหล่านี้เสียให้สิ้น…”
“ประมุขน้อยกู้ฉางเกอเป็นผู้มีจิตใจอันยิ่งใหญ่ แบกรับบาดแผลเพื่อปกป้องชีวิตของผู้คนจากตระกูลต่างๆ ในยามนี้ เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะคอยยืนหยัดเพื่อเขา!”
“ในอดีตที่ประมุขน้อยฉางเกอมิได้รับบาดเจ็บ ไฉนพวกเจ้าจึงมิกล้าปรากฏตัวออกมาเล่า ทว่ายามนี้กลับลุกขึ้นมาเสแสร้งแสดงตน ช่างเป็นผู้อ่อนแอที่ขลาดเขลาเสียจริง”
เสียงโต้เถียงและความโกรธแค้นปะทุขึ้นในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากหลายสำนัก พวกเขาต่างพุ่งเข้าสู่สมรภูมิ ฟาดฟันกับร่างอันทรงพลังที่ปรากฏอยู่ทุกมุมทั่วท้องนภา
“ต้องขอขอบคุณเหล่าพี่น้องทั้งหลายที่ออกหน้าช่วยเหลือ”
กู้ฉางเกอยิ้มบาง สีหน้าดูซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ทว่าในสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ผู้ที่กำลังประมือกับศัตรูอยู่ นางกลับมองเห็นเจตนาอันชั่วร้ายอย่างลึกซึ้งในรอยยิ้มนั้น
นางรู้ดีว่า แม้กู้ฉางเกอจะอ่อนล้าถึงเพียงใด ทว่าตระกูลมนุษย์ปักษาก็มิอาจทำให้เขาตกต่ำถึงเพียงนี้ได้
เพราะกลิ่นอายพลังที่เขาเผยให้เห็นเพียงน้อยนิดในมหาวิหารก่อนหน้านี้ ช่างทรงพลังเสียจนทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ
เขากำลังวางแผนอันใดอยู่กันแน่
ความสงสัยใคร่รู้พลันพลุ่งพล่านขึ้นในใจของนาง เพราะในสายตาของนางนั้น ความน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่พลังอำนาจ
ตูม!
ในเวลานั้นเอง เหล่าผู้กล้าแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาต่างเริ่มลงมือ แต่ละคนล้วนมีพลังอยู่ในขอบเขตเทวะมายา
ทันใดนั้น ที่แห่งนี้ก็พลันปรากฏเสียงระเบิดดังกึกก้อง
ภาพเบื้องหน้าราวกับทางช้างเผือกที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า หรือดวงดาราแห่งยุคบรรพกาลซึ่งระเบิดตนเอง
พลังอันน่าหวาดหวั่นนี้แผ่ซ่านไปทั่วทิศ รุนแรงถึงขั้นพัดพาทุกสิ่งให้พังพินาศ ลมปราณกระหน่ำซัดราวกับจะทำลายฟ้าดิน
อานุภาพของพวกเขาแต่ละคนล้วนมิยิ่งหย่อนไปกว่าขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์
ยามนั้นเอง หนึ่งในมหายุทธ์รุ่นเยาว์ผู้มาช่วยเหลือก็ก้าวเข้าสู่การต่อสู้ เขาแปลงร่างเป็นวิหคเพลิงที่พ่นเปลวเพลิงอันลุกโชนออกจากปาก เพลิงนั้นปกคลุมฟ้าดิน กลายร่างเป็นวิหคเพลิงที่ดุร้ายและน่าหวาดกลัว
วิหคเพลิงนั้นย่างกรายไปบนความว่างเปล่า ดวงตาดั่งลูกไฟกลมโต จู่โจมด้วยพลังอันมหาศาลราวกับธารศิลาร้อนระเบิด
ความร้อนแรงแผดเผาจนความว่างเปล่าปรากฏรอยดำไหม้เกรียมขึ้นรอบทิศ
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี พวกเจ้าช่างอ่อนแอนัก!”
“นอกจากกู้ฉางเกอแล้ว พวกเจ้าแทบมิอาจต้านรับได้แม้แต่เพียงกระบวนท่าเดียว”
อวี่จิ้งกล่าวเสียงเย็นเยียบ ขณะยกมือขึ้นวาดร่ายมหาศาสตร์วิชาอันทรงพลัง อักขระโบราณจำนวนมหาศาลเรียงร้อยกลางอากาศราวกับบทเพลงแห่งความพินาศ
มหายุทธ์รุ่นเยาว์ซึ่งแปลงกายเป็นวิหคเพลิงนั้น พลันพ่นโลหิตออกมาก่อนจะปลิวกระเด็นไปกลางอากาศ ดวงตาเต็มไปด้วยความมิยินยอม
ความแตกต่างระหว่างขอบเขตพลังนั้นมากเกินกว่าจะทัดเทียมได้ เขามิใช่คู่ต่อสู้ของอวี่จิ้งเลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ซึ่งส่องประกายดุจดวงตะวันสีทองเล็กๆ ในมือของอวี่จิ้งเริ่มเปล่งประกายพลังอันรุนแรงออกมา
พลังนั้นแผ่ขยายดั่งมหาสมุทร กดทับไปทั่วทุกทิศ ส่งผลให้ผู้คนต่างหวาดหวั่นจนวิญญาณสั่นสะท้าน แข้งขานั้นอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกราบกรานโดยมิอาจควบคุมได้
สิ่งนี้คือพลังอำนาจแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
อวี่จิ้งยังคงเฝ้าระวังกู้ฉางเกอ โดยเฉพาะเม็ดโอสถที่เก็บซ่อนกลิ่นอายกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวนั้น
ทว่านางนั้นคาดเดาเอาไว้ว่า ไพ่ตายเช่นนั้น คงจะเหลืออยู่ในมือของเขามิมากอีกต่อไป
“กู้ฉางเกอ วันนี้จะเป็นวาระสุดท้ายของเจ้า”
อวี่จิ้งแค่นเสียงเย้ยหยัน สายตาเย็นเยียบจับจ้องไปยังเขา กู้ฉางเกอในยามนี้มิได้มีอำนาจอันน่าเกรงขามเช่นในอดีตอีกต่อไป
“เผ่าดินแดนเซียนโบราณนั้นมิเกรงกลัวการตอบโต้จากเหล่าสำนักมรรคาแห่งโลกภายนอกจริงๆ หรือ” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าขาวซีดราวกับคนใกล้สิ้นใจ ทว่าดวงตากลับสงบนิ่ง
เขายืนหยัดอยู่บนยอดเขา ร่างผอมบางราวกับจะปลิวหายไปหากต้องลมพัดเพียงสายเดียว
ยามนี้ แววตาของเขาสะท้อนเงาแห่งอักขระศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับกำลังครุ่นคิดหาหนทางทำลายสถานการณ์
ทว่าในความเป็นจริง เขาเพียงแต่เสแสร้งแสดงละครอยู่เท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว การจะแสดงให้เห็นถึงอาการบาดเจ็บสาหัสและบรรยากาศอันแสนเศร้าสลด เพื่อจะจุดไฟแห่งความเกลียดชังต่อชนเผ่าเซียนโบราณให้ลุกโชนขึ้นในหัวใจของทุกคนนั้น
ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ทักษะอันละเอียดอ่อน
หากแสดงออกมากเกินไป ก็อาจทำให้ผู้คนสงสัยในเจตนาอันแท้จริงของเขาได้
ทว่ากู้ฉางเกอในยามนี้ยังคงรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสม
ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนพลังต้นกำเนิดถูกทำลาย ทว่ายังกล้าหาญที่จะก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับพลังของศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องผู้กล้ารุ่นเยาว์ทั้งหลาย
บทละครแห่งความเสียสละนี้ หากแสดงได้สมจริงเพียงพอ
เหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ก็ย่อมจะเดือดพล่าน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังต่อชนเผ่าเซียนโบราณอย่างถึงขีดสุด
นอกจากนั้น เขายังสามารถใช้โอกาสนี้เพิ่มพูนชื่อเสียงให้กับตนเอง ในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็อาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกครั้ง
“นายท่าน…”
“อาการบาดเจ็บของท่านสาหัสนัก โปรดอย่าได้ลงมืออีกเลย!”
เหล่าผู้ติดตามของกู้ฉางเกอต่างเข้าร่วมในสมรภูมิ พร้อมเปล่งคำวิงวอนด้วยความกังวล
“หากให้พวกเจ้าคอยต่อสู้อยู่เบื้องหน้า ส่วนข้าซึ่งเป็นนายกลับคอยหลบอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้กัน”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่มิอาจโต้แย้งได้ เขาส่ายศีรษะช้าๆ แสดงท่าทางที่แน่วแน่เกินกว่าที่ผู้ใดจะเปลี่ยนใจได้
บทละครนี้ได้ถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในวินาทีนี้ เขาจะหลีกหนีไปได้อย่างไร
ตูม!
เมื่อถ้อยคำนั้นจบลง กลิ่นอายพลังรอบกายของกู้ฉางเกอก็แปรเปลี่ยนไป ร่างกายที่ดูอ่อนแอราวกับจะแตกดับ พลันลุกโชติช่วงราวกับถูกจุดประกายชีวิตใหม่
พลังอันแข็งแกร่งซึ่งไร้ขอบเขตพลันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่ว
ในเวลาเดียวกัน สีหน้าของกู้ฉางเกอก็กลับซีดขาวเสียยิ่งกว่าเดิม ราวกับโลหิตทั้งหมดถูกรีดเค้นออกจากร่างไปจนหมดสิ้น
“ประมุขน้อยฉางเกอ อย่าเลย!”
“เฮ้อ…”
“ผลลัพธ์ของการกระทำเช่นนี้ ท่านต้องไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน!”
เสียงคร่ำครวญของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์พลันดังก้อง บ่งบอกถึงความตกตะลึงและกังวลอย่างลึกซึ้ง
พวกเขารู้ดีว่ากู้ฉางเกอนั้นได้ใช้เคล็ดวิชาอันลี้ลับ ที่สามารถกระตุ้นพลังให้ถึงขีดสุดได้ในระยะเวลาอันสั้น
ทว่าเคล็ดวิชาเช่นนี้ มักทิ้งผลสะท้อนกลับอันน่าสะพรึงกลัวไว้ในภายหลัง
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กู้ฉางเกอบาดเจ็บสาหัสและพลังต้นกำเนิดได้รับความเสียหายถึงเพียงนี้ การกระทำเช่นนี้อาจทำให้บาดแผลนั้นมิอาจฟื้นคืนได้อีก
หรืออาจถึงขั้นส่งผลต่อเส้นทางแห่งมรรคาในอนาคตของเขาได้
“วิชาเช่นนี้ จะรักษาสภาพไว้ได้นานเพียงใดกัน”
อวี่จิ้งแค่นเสียงเย้ยหยัน ดวงตาของนางเปล่งแสงอักขระศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
นางมองเห็นว่าโลหิตแห่งชีวิตของกู้ฉางเกอกำลังถูกเร่งเผาผลาญอย่างรวดเร็ว เหลือไว้แต่เพียงภาพลวงตาที่ดูแข็งแกร่งทว่าไร้ซึ่งแก่นสาร
“ก็เพียงพอที่จะสังหารเจ้าได้” กู้ฉางเกอกล่าวอย่างแผ่วเบา ทว่าแฝงด้วยอำนาจดุจประกาศิตแห่งสวรรค์
ทันใดนั้น ร่างของเขาพลันเปล่งแสงเจิดจ้าราวกับกลับคืนสู่จุดสูงสุด
พร้อมกันนั้น
ที่เบื้องหลังของเขาปรากฏเงาแห่งศาสตราศักดิ์สิทธิ์อันลี้ลับ
แสงศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงกล้าจนเกินกว่าจะหยั่งถึง ราวกับมหาสมบัติแห่งสวรรค์เพิ่งถูกปลดปล่อยพลัง!
“ช่างแข็งแกร่งเสียจริง…” อวี่จิ้งกล่าวขึ้น สีหน้าฉายแววแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อสายตาจับจ้องไปยังศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือ ความสงบเยียบเย็นก็พลันคืนกลับมา
“ตระกูลมนุษย์ปักษารวมถึงชนเผ่าดินแดนเซียนโบราณทั้งหมด จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำในวันนี้” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าในดวงตากลับมีประกายแห่งความเย้ยหยันซ่อนเร้น
สิ้นคำ เขาก้าวออกจากยอดเขา ที่แห่งนั้นกลายเป็นความว่างเปล่า ร่างของเขาเลือนหายไปในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน เสียงกังวานจากศาสตราศักดิ์สิทธิ์ในคลังอาวุธของเขาส่งเสียงดังกึกก้อง
เคร้ง!
ศาสตราอันหลากหลาย ทั้งดาบ ทวน กระบี่ ขวาน ตะขอ และหอก ต่างแปรเปลี่ยนเป็นแสงอันเจิดจ้าพุ่งทะยานออกมา พลังสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทิศ
“สังหาร!”
เสียงอวี่จิ้งตวาดก้อง พลางโผทะยานไปข้างหน้า ปีกทองคำเบื้องหลังเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิง!
เหล่าผู้กล้าแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาที่รุมล้อมอยู่ต่างก็เริ่มปลดปล่อยวิชาเทพของตนออกมาอย่างเต็มกำลัง
บางคนแปลงกายเป็นหลุมเพลิงขนาดมหึมา บางคนปลดปล่อยแสงสังหารทะลุวิญญาณ บางคนเรียกใช้ศาสตร์โบราณเพื่อสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง…
กระบวนท่าที่แต่ละคนใช้ล้วนทรงพลังและน่าหวาดหวั่น ในดินแดนภายนอกถือว่าเป็นสุดยอดมรรคาเทพ ที่สามารถปราบปรามต้นตระกูลใดๆ ได้อย่างง่ายดาย
แต่ทว่าทั้งหมดนี้ กลับถาโถมลงบนร่างของกู้ฉางเกออย่างมิหยุดยั้ง ราวกับหอบกระแสแห่งความตายมาสู่เขา
ภาพเบื้องหน้าทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสิ่งมีชีวิตที่กำลังเร่งรุดมายังที่แห่งนี้ต่างตกตะลึงจนกล่าวคำใดมิออก
การกระทำเช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงความหวาดหวั่นที่ทุกคนมีต่อกู้ฉางเกอ
แม้ในยามที่เขาบาดเจ็บสาหัส ทว่ากลิ่นอายอันน่าเกรงขามของเขาก็ยังคงมิเสื่อมคลาย มิมีผู้ใดกล้าประมาทชายผู้นี้แม้แต่เพียงชั่วขณะเดียว
“อวี่จิ้งถึงกับนำศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาด้วย สมแล้วที่นางมั่นใจถึงเพียงนี้ ทว่าเรื่องนี้กลับดูมิชอบมาพากลนัก...”
บนยอดเขาอันห่างไกล เฮยเหยียนอวี้นำพาเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จากเผ่าพันธุ์อื่นในดินแดนเซียนโบราณมายืนมองภาพเหตุการณ์จากที่อันไกลโพ้น
นางตกตะลึงจนพูดมิออก
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แม้แต่นางเองก็มิคาดคิดว่า อวี่จิ้งจะกล้านำศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ การกระทำเช่นนี้ย่อมล้ำเส้นกฎที่ขีดไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน
หากสามารถสังหารกู้ฉางเกอได้ เรื่องราวก็อาจจะจบสิ้นลง ทว่าหากล้มเหลวแล้ว นี่อาจจะกลายเป็นภัยร้ายอันใหญ่หลวงอย่างแน่นอน
ในขณะนั้น
ท่ามกลางสมรภูมิ พลันปรากฏเสียงกรีดร้องอันแสนเจ็บปวด
โลหิตสาดกระเซ็นในอากาศ ราวกับภาพฝันร้ายที่มิอาจลืมเลือน
เหล่าผู้กล้าแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาจำนวนมากต่างระเบิดร่างออกเป็นเสี่ยงๆ วิญญาณดับสูญไปเสียสิ้น!
ศาสตราศักดิ์สิทธิ์ในคลังอาวุธของกู้ฉางเกอส่องประกายเจิดจ้า อาวุธศักดิ์สิทธิ์หลากหลายพุ่งทะยานออกมากวาดล้างทุกทิศทาง
กู้ฉางเกอยืนหยัดอยู่ตรงนั้น แม้ใบหน้าจะซีดขาว ทว่าเขากลับสงบนิ่ง หมัดของเขากระแทกลง ทุกสิ่งเบื้องหน้าพลันดับสูญไปในพริบตา!
ร่างของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ก่อนจะกวาดมือเพียงคราหนึ่ง แสงกระบี่นับหมื่นสายพลันพุ่งวาบลงมา พื้นที่รอบร้อยลี้ถูกปกคลุมไปด้วยพลังกระบี่อันลี้ลับอย่างน่าสะพรึงกลัว
ฉึก…
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่าผู้กล้าแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาที่กล้าบุกล้อมกู้ฉางเกอล้วนแล้วแต่ร่างกายแตกสลายไปในทันที
ภาพนี้ทำให้อวี่จิ้งดวงตาหดเล็กลง หัวใจของนางสั่นสะท้าน
“กู้ฉางเกอนั้นแข็งแกร่งจนกว่าจะจินตนาการได้ แม้จะบาดเจ็บหนัก หากต้องต่อสู้กับเขาตัวต่อตัว ในยามนี้ ข้าก็อาจจะมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
นางมิรีรอ ยอมเสียสละโลหิตเพื่อกระตุ้นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือให้ตื่นขึ้นจากนิทรา
ศาสตราวุธเล่มนี้มีสายสัมพันธ์กับดวงจิตของนาง
หากมิใช่เช่นนั้น ด้วยขอบเขตพลังในปัจจุบันของนางแล้ว ย่อมมิอาจปลุกมันให้ฟื้นคืนได้
ในวินาทีนั้น สีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยน
แม้แต่กู้ฉางเกอที่กำลังล้างผลาญศัตรูอยู่ข้างหน้าก็ยังต้องขมวดคิ้วเข้ม ราวกับได้พบเจอกับปัญหาที่ยากจะจัดการ
ตูม!
พลังอำนาจอันน่าหวาดหวั่นปะทุขึ้นในบริเวณนั้น
ทันใดนั้น ร่างสีทองอันเจิดจ้าประหนึ่งดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สิ่งมีชีวิตผู้มีปีกสองข้างปกคลุมฟ้าดิน เปลวเพลิงสีทองลุกโชนรอบตัว ราวกับจะเผาไหม้สวรรค์และปฐพีให้มอดไหม้!
สิ่งนี้คือจิตวิญญาณแห่งศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์!
ดวงอาทิตย์สีทองเปล่งประกายเจิดจ้าจนแสบตา อักขระศักดิ์สิทธิ์หมุนวนรอบกาย
อวี่จิ้งซึ่งมีสีหน้าซีดเผือดไร้ซึ่งสีโลหิต สั่งให้อาวุธนั้นฟื้นคืนชีพอย่างเต็มกำลัง พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ปกคลุมทั้งฟ้าดิน
ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ลอยขึ้นเหนือขอบนภา ราวกับจะเจาะทะลุทั้งนภาและผืนปฐพีในพริบตาเดียว!
“คลื่นพลังเช่นนี้…”
“ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์! และดูเหมือนจะมิใช่ศาสตราวุธธรรมดาเสียด้วย!”
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ทรงพลังทั้งหลายซึ่งกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้ดังเช่นหวังอู๋ซวงและเย่หลางเทียน ต่างก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลนี้จนสีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนไปในทันที
“คลื่นพลังนี้มาจากสถานที่ที่ศิษย์มรรคากู้พักฟื้นอยู่ หรือว่าชนเผ่าดินแดนเซียนโบราณถึงกับใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาสังหารเขา”
ชื่อหลิงที่ยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกันสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน ดวงตาฉายแววโกรธขึ้งและเยียบเย็น
“พวกชนเผ่าเซียนโบราณช่างรนหาที่ตายนัก! คิดหรือว่าพวกเราจะยอมให้ถูกข่มเหงได้โดยง่าย…”
“ถึงขั้นใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างเปิดเผย ช่างไร้ความยำเกรงยิ่ง!”
ชื่อหลิงตัดสินใจในทันที โดยมิสนใจการฝึกฝนอีกต่อไป นางหยิบอักขระสื่อสารออกมา เตรียมแจ้งข่าวนี้ให้ขุมอำนาจเบื้องหลังของนางได้รับรู้
“ท่านพี่ พวกชนเผ่าเซียนโบราณนี่ช่างไร้ยางอายเกินไปแล้ว”
“พวกเขาถึงกับใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างโจ่งแจ้ง นี่มิเท่ากับเหยียบย่ำพวกเราทุกสำนักมรรคาหรอกหรือ มิแม้แต่จะสนใจในกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้เลยสักนิด!”
หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงข้างกายเย่หลางเทียนเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เรื่องนี้ชนเผ่าเซียนโบราณช่างล้ำเส้นนัก ข้าจะส่งข่าวกลับไปยังตระกูลในทันที…” เย่หลางเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
ในชั่วขณะเดียวกัน เหตุการณ์คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ
การที่ชนเผ่าเซียนโบราณใช้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ได้ทำลายขอบเขตของกฎเกณฑ์นี้อย่างชัดเจน และได้จุดประกายแห่งความเดือดดาลไปทั่ว
กู้ฉางเกอซึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะการต่อสู้กับผู้สืบทอดวิชามารนั้นยังมิทันได้ฟื้นตัวดี
ก็กลับถูกชนเผ่าเซียนโบราณนำศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาหวังสังหารอย่างไร้ปรานี
เรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ ก่อนจะก่อให้เกิดคลื่นพายุที่มิอาจหวนกลับ เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในใต้หล้า!