เล่มที่2 บทที่37 รางวัลของไป๋เฮ่อ
จ้าวจื่อซานเผยสีหน้าซับซ้อนและเจ็บปวดออกมา พอนึกถึงเรื่องที่พนันกันก่อนหน้านี้แล้ว ก็อยากจะตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่อยู่ดีไม่ว่าดี ดันหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้
แม้ในใจจะไม่ยินยอม ทว่าภายใต้สายตามากมายที่กำลังจ้องมองมาจ้าวจื่อซานก็ไม่มีทางทำเรื่องขายหน้าเช่นนั้นได้ ตนเองลั่นวาจาออกไปแล้ว ไม่อาจกลับคำต่อหน้าธารกำนัลอีกอย่าง ด้วยความสามารถของจั่วเฉิน หากเขาปฏิเสธที่จะมอบค่าผลงานให้เกรงว่าจุดจบคงไม่ใช่แค่นี้แน่
สุดท้ายจ้าวจื่อซานก็ได้แต่ยื่นแผ่นป้ายผลึกใสให้จั่วเฉินอย่างจนปัญญา
“ดี สมกับเป็นศิษย์สายใน ช่างร่ำรวยดีแท้”
หลังจากรับแผ่นป้ายนั้นมา จั่วเฉินก็พินิจมองมันอยู่ครู่หนึ่งรับรู้ได้ว่าภายในมีค่าผลงานห้าพันแต้มจริงตามที่จ้าวจื่อซานพูดไว้
คนรอบข้างต่างก็รู้สึกมึนงง พากันจับจ้องมาที่จั่วเฉินอย่างประหลาดใจ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? คนผู้นี้มาจากไหนกัน? ไม่เพียงสายตาหลักแหลมทายพนันได้แม่นยำ ยังมีความสามารถน่ากลัวเช่นนี้อีก
“เจ้าชื่ออะไร” จ้าวจื่อซานมองแผ่นหลังของจั่วเฉิน ก่อนจะเอ่ยถามอย่างปวดใจถึงจะแพ้ก็ต้องแพ้ให้กระจ่างแจ้งไม่ใช่หรือ เขายังไม่รู้กระทั่งชื่อของอีกฝ่ายเลย
“จั่วเฉิน” จั่วเฉินหมุนตัวกลับมาตอบสองพยางค์
จั่วเฉินหรือ?
ศิษย์คนอื่นที่ได้ยินต่างก็ขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดดูแล้วก็เหมือนจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนทว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหูนัก
“เจ้าก็คือผู้ติดตามที่หมายปองหลงซินเย่อย่างนั้นหรือ!?” จู่ๆ ศิษย์ผู้หนึ่งโพล่งเสียงหลงออกมา
“หืม?” จั่วเฉินขมวดคิ้ว
เพียงเหลือบมองคนผู้นั้น แรงกดดันที่มองไม่เห็นระลอกหนึ่งก็แผ่ออกไปทำเอาศิษย์ผู้นั้นต้องรีบหุบปากและถอยห่างออกไปทันทีโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก
ทันใดนั้น สถานะของจั่วเฉินก็แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วไม่เพียงแค่ความสัมพันธ์กับหลงซินเย่ยังรวมถึงเรื่องที่ซัดไป๋เฮ่อตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในการทดสอบศิษย์ใหม่ตลอดจนเรื่องของน่าหลันเสวี่ยอู๋... ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจั่วเฉินล้วนถูกขุดคุ้ยออกมาหมด
“เจ้านี่ท่าจะไม่ได้อ่อนแออย่างที่ร่ำลือกันกระมัง”ศิษย์เก่าที่ไม่คุ้นเคยกับจั่วเฉินเท่าไรนักเกิดความคิดนี้ขึ้น
ตอนที่ได้ยินคำว่าจั่วเฉิน ทุกคนก็จะมีอคติขึ้นมา เป็นเพราะสถานะผู้ติดตามของเขาคนส่วนมากจึงมองเขาเป็นผู้มีสถานะต่ำต้อย ความสามารถจึงน่าจะแย่มากด้วยเช่นกันทว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาเคยคิดนั้นนับว่าผิดมหันต์
จั่วเฉินรู้สึกไม่ชินกับการเป็นจุดสนใจของผู้คน จึงรีบเดินออกจากหอประลองไปในทันทีทว่าก้าวเท้าออกไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องชะงัก ความเย็นเยียบเข้าปกคลุมไปทั่วใบหน้าจั่วเฉินจ้องออกไป
ช่างบังเอิญนัก เขาได้พบกับคนที่ไม่ได้เห็นกันมานาน... ไป๋เฮ่อนั่นเอง
ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มคนเบื้องหน้าก็ใช้สายตาเช่นเดียวกันมองมาที่จั่วเฉิน ดูจากสีหน้าก็พอจะเดาได้ว่าพวกเขาโกรธเกรี้ยวสุดขีด ราวกับต้องการจะบดขยี้จั่วเฉินให้ตาย
“เจ้าช่างดวงแข็งยิ่งนัก” ไป๋เฮ่อมองจั่วเฉินด้วยสายคาคั่งแค้น
“ก็ดี ก็ดี...” จู่ๆ จั่วเฉินก็แย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยต่อ “คราหน้าช่วยหาคนที่มีความสามารถมาหน่อยเถอะ อย่าเอาพวกเศษสวะมารบกวนข้าคุณชายเลย”
“หลิวหยวนเล่า เขาไปไหนแล้ว”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” จั่วเฉินมองไป๋เฮ่อที่อยู่เบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“หากไม่กล้าลงมือเองก็อย่ามาหาเรื่องข้าเอาแต่ส่งพวกกุ้งหอยปูปลามารบกวนข้าอยู่ได้ ไม่เพียงเป็นการทำร้ายคนอื่นแต่ยังขายขี้หน้าตัวเองเสียอีก”
ศิษย์คนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เบนสายตาออกไปพร้อมกับถอยหลังไปอีกหลายก้าวพวกเขาไม่ต้องการพัวพันกับเรื่องนี้
แม้ไป๋เฮ่อจะเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งในตำหนักนภาปราณยุทธ ทว่าเขามีลุงที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักคอยหนุนหลังอยู่คนเช่นนี้จึงไม่ควรมีเรื่องด้วย หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ยากที่จะเอาตัวรอดได้
ก่อนหน้านี้มีคนที่มีเรื่องกับไป๋เฮ่ออยู่ไม่น้อย แถมบางคนยังเป็นศิษย์สายตรงของสำนักอีกด้วยทว่าสุดท้ายคนเหล่านั้นต่างก็มีจุดจบที่น่าอนาถเหมือนๆ กัน
“ดี! เจ้ายังคงกำแหงไม่เปลี่ยนเลย”ใบหน้าไป๋เฮ่อกลายเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ เขากวาดตาไปรอบๆ ก่อนจะพูดต่อ
“หากใครสามารถเอาชนะจั่วเฉินได้ ข้าจะให้ค่าผลงานห้าพันแต้ม หากตัดแขนมาได้ข้าจะให้หมื่นแต้ม”
พูดจบ ไป๋เฮ่อก็มองมาทางจั่วเฉินด้วยความสะใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ต่อให้เจ้ามีความสามารถไม่ธรรมดาแล้วอย่างไร หากกล้ามีเรื่องกับข้าไป๋เฮ่อ เจ้าก็ซวยอยู่ดี ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ก็จริง ทว่าย่อมมีคนจัดการเจ้าได้อยู่แล้ว
หลังจากที่ไป๋เฮ่อเสนอค่าตอบแทน ศิษย์ที่อยู่ตรงนั้นก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาออกมาบางคนยังอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ ค่าผลงานหนึ่งหมื่นแต้มนับว่าเป็นผลตอบแทนที่มากมายทีเดียวจึงยากที่จะปฏิเสธได้
ทว่าบางคนก็เหลือบมองไป๋เฮ่ออย่างดูแคลน ไป๋เฮ่อผู้นี้ไม่มีความสามารถที่จะดวลกับจั่วเฉินตัวต่อตัวได้แต่อาศัยค่าผลงานที่มีมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นหลานผู้อาวุโสเท่านั้น แต่เจ้าตัวกลับคิดว่านั่นเป็นความสามารถของตัวเองไปเสียได้
ค่าตอบแทนสูงย่อมต้องมีผู้กล้า แม้คนไม่น้อยจะหวั่นเกรงความสามารถของจั่วเฉินก็ตามทว่าทั่วทั้งหอประลองที่กว้างใหญ่นี้ก็มียอดฝีมืออยู่มากมาย ไม่เพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นยังมีศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดถึงแปดอยู่อีกไม่น้อย
คนเหล่านี้ต่างก็ขยับเข้าใกล้มาด้วยความสนใจ
“จั่วเฉิน เจ้าขึ้นมาประลองกับข้าสักยกสิ” ศิษย์สายในผู้หนึ่งเอ่ยพร้อมกับมองจั่วเฉินด้วยสายตายั่วยุ
จั่วเฉินขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ก่อนหน้านี้ไป๋เฮ่อส่งคนมาลอบสังหารเขาถึงสองครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ตอนนี้ถึงกลับกล้านำค่าผลงานมาล่อคนให้เข้ามาจัดการเขาตรงๆ
จั่วเฉินไม่พูดมากอีกหลังจากก้าวขึ้นสู่แท่นประลองที่ใกล้ที่สุดแล้วก็หันไปเอ่ยกับศิษย์ผู้นั้น
“ลงมือได้”
เมื่อเห็นเงาที่โจมตีเข้ามา จั่วเฉินก็ลงมืออย่างไม่ออมแรง ฉับพลันพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกจากในร่าง ทำให้ตอนนี้เขาคล้ายกับเป็นสัตว์อสูรในร่างมนุษย์ไป
“เคล็ดวิชาบงการอัสนี ตายเสียเถอะ!” จั่วเฉินตวาดลั่น จากนั้นก็โคจรพลังปราณในตัวก่อนจะชี้นิ้วส่งพลังออกไปโจมตีเบื้องหน้า
ทันใดนั้น พลังชี้อันดุดันและน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งออกไปพร้อมกับเสียงฟ้าคำรามพลังนี้เต็มไปด้วยพลังทะลุทะลวงแรงกล้า พุ่งเข้าใส่ศิษย์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้
แทบจะในเวลาเดียวศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดผู้นั้นก็ตัวสั่นสะท้าน ทว่านั่นไม่ใช่เพราะอาการชาจากพลังเคล็ดวิชาบงการอัสนีแต่เป็นเพราะรู้สึกตกใจที่พลังปราณของจั่วเฉินแทรกผ่านร่างของเขาเข้ามาต่างหาก พลังนี้เป็นพลังกัดกร่อนที่ดุดันมันไหลทวนเส้นปราณของเขาอยู่ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวเช่นปกติได้
“แย่ล่ะ!” ศิษย์ผู้นั้นถอยออกไป ก่อนจะโคจรพลังปราณในตัวเต็มพิกัดและพุ่งเข้ามาโจมตีจั่วเฉินในระยะประชิด
“ข้าคุณชายรอที่จะโจมตีระยะประชิดอยู่พอดี”จั่วเฉินเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวท่วงท่าที่สองของหินหยก
หากวัดกันที่ร่างกายแล้ว จั่วเฉินคงกล้าพูดว่าตนเองไร้เทียมทานกระทั่งหลิวหยวนที่มีร่างศึกปราณเขียวก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ จึงไม่ต้องพูดถึงร่างกายธรรมดาของศิษย์เหล่านี้เลย
ขุมพลังอันน่าสะพรึงสาดออกมาจากตัวจั่วเฉิน เขามีพลังต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์ทั้งๆ ที่มีเพียงพลังระดับหลอมรวมขั้นห้า ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้วกลับไม่เป็นรองเลยสักนิดความดุดันนี้ทำให้ผู้คนที่มองอยู่รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย
ทั้งสองต่อสู้กันชุลมุนโดยมีจั่วเฉินเป็นฝ่ายได้เปรียบ
การต่อสู้ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นพ่ายแพ้ติดๆ กันทว่ายังนั่นไม่จบ เขาถูกจั่วเฉินชกหมัดใส่หน้าอกในเวลาต่อมาจนกระเด็นออกไปสิบเมตร
จั่วเฉินก้าวมาข้างหน้า ก่อนจะคว้าร่างศิษย์ผู้นั้นขึ้นมาหมุนแล้วเหวี่ยงลงไปจากแท่นประลอง
ตู้ม!
ทุกคนเห็นเพียงร่างที่ถูกเหวี่ยงลอยอยู่กลางอากาศก่อนที่ร่างนั้นจะกระแทกลงพื้นอย่างหมดแรงต้านทาน ซึ่งนั่นเกือบจะกระแทกโดนไป๋เฮ่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากแท่นประลอง
ศิษย์ผู้นั้นล้มลงอย่างหมดแรง เขาพบว่าซี่โครงของตนถูกจั่วเฉินซัดหักไปถึงสามท่อนความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดไปทั่วร่าง แม้แต่หายใจก็ยังยากลำบาก เขาได้แต่เบิกตามองจั่วเฉินอย่างไม่ยินยอมไม่เข้าใจเลยสักนิด ทั้งที่ตัวเขามีพลังสูงกว่าอยู่สองขั้นย่อยแท้ๆ ทำไมจึงมีจุดจบเช่นนี้ได้
เสียงรอบข้างเงียบลงอีกครั้งหอประลองที่ครึกครื้นคล้ายจะแข็งค้างไปชั่วขณะ คนบางส่วนอดที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้
ชักจะดุดันไปกันใหญ่แล้ว ต้องมีพลังน่ากลัวขนาดไหนถึงสามารถเอาชนะคนที่มีพลังสูงกว่าตนสองขั้นย่อยเช่นนี้ได้ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ในตำหนักนภาปราณยุทธล้วนเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศหรือไม่ก็ผู้ที่มีปณิธานการต่อสู้ที่กล้าแกร่งกว่าคนทั่วไปเท่านั้น
หรือจั่วเฉินจะเป็นคนเช่นนั้นกัน? มิน่าเล่าถึงกล้ามีเรื่องกับไป๋เฮ่อ ที่แท้จั่วเฉินผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา
แม้จะมีคนไม่น้อยตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนลอบส่ายหน้าอยู่พวกเขาเห็นคนอย่างจั่วเฉินมาเยอะแล้ว คนไม่น้อยเมื่อมาถึงตำหนักนภาปราณยุทธแล้วก็ทำตัวโอหังบางคนโอหังยิ่งกว่าจั่วเฉินเสียอีก ทว่าท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวไป
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ตำหนักนภาปราณยุทธเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะจากทั่วทั้งราชวงศ์เซิ่งเทียนไม่ว่าจะเป็นขุมอำนาจหรือสำนักเล็กๆ ต่างก็ส่งเหล่าอัจฉริยะของพวกเขามาฝึกฝนที่นี่ไม่เพียงเท่านั้น บางครั้งยังมีอัจฉริยะจากราชวงศ์อื่นที่เลื่อมใสในตำหนักนภาปราณยุทธเข้าร่วมด้วย จึงทำให้ที่นี่ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ
มีเพียงหลงซินเย่ น่าหลันเสวี่ยอู๋ และเย่เชียนตี้ที่เป็นยอดอัจฉริยะเท่านั้น จึงจะสามารถผงาดขึ้นมาในสำนักแห่งนี้ได้ทว่าแม้จะเป็นบุคคลเหล่านี้ก็ตาม หากยังไม่พัฒนาจนกล้าแกร่งก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้
หลายปีก่อน สำนักแห่งนี้เคยมีอัจฉริยะที่มีหกตราปราณโบราณและมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนล้ำเลิศผู้หนึ่ง ในตอนที่คนผู้นี้ได้เข้ามาเป็นศิษย์ก็นับว่าโดดเด่นท่ามกลางบรรดาศิษย์ใหม่ พลังก็แข็งแกร่งมาก ทว่าเขาผู้นี้กลับทระนงตนไม่รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวสุดท้ายก็ไปมีเรื่องกับศิษย์สายตรงที่เป็นรุ่นใหญ่เข้า จึงมีจุดจบที่น่าอนาถ ถูกทำร้ายจนกลายเป็นคนพิการไป
ส่วนจั่วเฉินผู้นี้ แม้จะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็แค่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้นการมีเรื่องกับไป๋เฮ่อก็เหมือนกับถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องตายสถานเดียว
สีหน้าไป๋เฮ่อย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะต้องจัดการจั่วเฉินให้ได้แถมยังยกเอาค่าผลงานมาเป็นรางวัลอีก คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดก็ยังไม่สามารถทำอะไรจั่วเฉินได้กลับยังถูกจั่วเฉินซัดจนหมดสภาพเสียเอง ไป๋เฮ่อรู้สึกอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว