ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ตอนที่ 38 ราชาเม็ดยาโอสถ

            “นายน้อยเฉิน ท่านต้องทบทวนข้อเสนอของข้าก่อนหน้านี้นี่นับเป็นโอกาสดียิ่ง ท่านควรพิจารณามันอย่างถี่ถ้วน!” เศษเสี้ยวแห่งการอ้อนวอนปรากฏขึ้นภายในดวงตาคู่งามของฮวาหยุ่ยถิง

             

            ขณะที่ฮวาหยุ่ยถิงจากไปแล้ว เฉินหลู่ซ่งมองเฉินเซี่ยงแปลกๆพร้อมกับถามด้วยเสียงต่ำ “เจ้าหนูนางเป็นถึงจ้าวคฤหาสน์สมุนไพรดันเซี่ยง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า นางไม่มีความเย่อหยิ่งแม้แต่น้อยที่นางถามเจ้าเรื่องพิจารณาอีกครั้ง...มันคือเรื่องอันใด?”

             

            “นางชวนข้าเข้าร่วมนิกายดันเซี่ยงเถาหยวน แต่ข้าสนใจเข้าร่วมนิกายยอดนักสู้มากกว่าข้าจึงปฏิเสธนางไป”

             

            “อะไรนะ!?” เฉินหลู่ซ่งสติหลุดไปพักหนึ่งจึงเขกหัวเฉินเซี่ยงไปหนึ่งที“นิกายดันเซี่ยงเถาหยวนคือแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักปรุงยาทุกคนแต่ถึงอย่างนั้นเด็กบ้าเช่นเจ้ายังปฏิเสธอีก!!”

             

            เฉินเซี่ยงลูบหัวพลางขดริมฝีปากแล้วกล่าว“ท่านปู่นางเป็นเพียงผู้รับใช้ นางทำให้ผู้คนมากมายหลงกลแล้วเข้าร่วมกับนิกายดันเซี่ยงเถาหยวนข้าย่อมไม่อาจทำอะไรโง่เง่าเช่นนั้น! การเข้าร่วมกับนิกายใดนิกายหนึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากข้าต้องการเข้าร่วมเพียงนิกายที่ข้าพึงพอใจเท่านั้น”

             

            เมื่อคนผู้หนึ่งได้เข้าร่วมนิกายไปแล้วย่อมเป็นการยากที่จะออกจากนิกาย มีเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่จะสามารถออกจากนิกายได้คือ‘ถูกเนรเทศ’ เมื่อถูกเนรเทศออกมาแล้วย่อมไม่มีนิกายใดรับคนผู้นั้นเข้าไปอีกดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงต้องการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพราะนี่คือ ‘ตัวเลือกเพียงครั้งเดียวในชีวิตของเขา’

             

            เฉินเซี่ยงมีซูเหม่ยเหยาเป็นผู้สอนการปรุงยาและเขายังมีทักษะน้ำลายมังกรที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรวิญญาณเช่นนั้น เขาจึงไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะเข้าร่วมกับนิกายดันเซี่ยงเถาหยวน ในอีกมุมหนึ่งเขาย่อมต้องการเข้าร่วมกับนิกายยอดนักสู้แน่นอนเนื่องเพราะเป็นนิกายที่แข็งแกร่งที่สุด

             

            ไม่นานหลังจากนั้น ปรากฏนักปรุงยาสองคนหน้าประตูร้านเฉินหลู่ซ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกนักปรุงยา นักปรุงยาทั้งสองต้องการเห็นผลวิญญาณโลหะเป็นอันดับแรกดังนั้น เฉินหลู่ซ่งจึงค่อนข้างภูมิใจที่จะนำพวกมันออกมาอวดอ้าง สายตาที่นักปรุงยาทั้งสองมองมายังผลวิญญาณโลหะเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างถึงที่สุดนั่นทำให้เฉินหลู่ซ่งเบิกบานใจยิ่งนัก

             

            เฉินหลู่ซ่งให้พวกเขาสกัดกลั่นเม็ดยาตามความต้องการของพวกเขาเองเป็นขั้นตอนแรกจากนั้นจึงให้พวกเขาสกัดกลั่นเม็ดยาเม็ดยาระดับมนุษย์ขั้นกลาง ด้วยการพิจารณาผลลัพธ์จากคุณภาพของเม็ดยาเป็นวิธีที่ดีกว่าพิจารณาด้วยขั้นตอนที่ใช้นั่นเป็นวิธีที่เฉินหลู่ซ่งสามารถประเมินระดับของนักปรุงยาเหล่านี้ได้

             

            สิ่งที่ทำให้เฉินหลู่ซ่งหดหู่มากที่สุดคือแม้ว่าจะมีนักปรุงยาถึงสิบคนแวะเวียนมาภายในหนึ่งวันแต่มีเพียงสองถึงสามคนเท่านั้นที่น่ายกย่อง ส่วนคนอื่นๆ ต่างไม่มีคุณสมบัติเพียงพอนอกจากนี้ยังมีพวกที่ฉวยโอกาสแสวงหากำไรอีกด้วย

             

            เฉินเซี่ยงไม่ได้กระวนกระวายนักเรื่องที่ว่านักปรุงยามากมายมักจะสกัดกลั่นเม็ดยาด้วยตัวของพวกเขาเองอย่างสันโดษนั่นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับข่าวสารใดๆ เกี่ยวนับปรุงยาเหล่านั้นเพิ่มเติม เขาคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีนักปรุงยามากมายจากขุมกำลังหรือขุมอำนาจต่างๆสนใจเข้าร่วมกับตำแหน่งนี้

             

            เฉินเซี่ยงวางแผนที่จะรับนักปรุงยาฝีมือดีเพียงสี่คนเท่านั้นผลวิญญาณโลหะสองผลเพียงพอสำหรับว่าจ้างนักปรุงยาสี่คนให้มาปรุงยาให้เขาในช่วงระยะเวลาหนึ่งจากที่กล่าว ด้วยวิธีการนั้นจะทำให้ตึกราชาเม็ดยามีความมั่นคงและรุ่งเรืองมากพอที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องว่าจ้างนักปรุงยาอีก

             

            เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงได้กลับข้าสู่วังวนการฝึกฝนและการปรุงยาอีกครั้งเขาต้องการออกไปฝึกฝนนอกเมืองเมื่อตะวันลับขอบฟ้าและสกัดกลั่นเม็ดยาเมื่อตะวันโผล่พ้นสามวันผ่านไปตั้งแต่เฉินเซี่ยงได้ประกาศรับสมัครนักปรุงยา เช้านี้เฉินเซี่ยงเสร็จจากฝึกฝนในหุบเขาและกลับมายังเมืองโหวหวางเขาสังเกตเห็นชายชราผมเทาผมและขาวมากมายยืนอยู่ใกล้ๆ ทางเข้าตึกราชาเม็ดยา

             

            ในตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าตึกราชาเม็ดยายังไม่เปิดทำการ ดังนั้นผู้ที่มาสมัครเข้าร่วมตำแหน่งนักปรุงยาจึงทำได้เพียงอดทนรอต่อไปโดยปกติแล้วนักปรุงยาเหล่านี้จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเสมอ แต่ดวงตาของพวกเขาก็มิได้มืดบอดเมื่อมีเหรียญวิญญาณมากมายวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขาแต่นี่...คือผลวิญญาณโลหะ พวกเขาต่างยกย่องให้มันเป็นสมบัติแห่งสมุนไพรวิญญาณอย่างแท้จริงไม่ว่าจะมีเหรียญวิญญาณมากมายสักเท่าใดก็มิอาจซื้อหาสมุนไพรวิญญาณล้ำค่าเช่นนี้ได้

             

            นามเฉินเซี่ยงมาพร้อมกับนามตึกราชาเม็ดยาตราบที่พวกเขามีปริมาณเม็ดยาเพียงพอย่อมสามารถเปิดทำการได้ และอีกหนึ่งเหตุผลคือเฉินหลู่ซ่งผู้มีศักยภาพเพียงพอที่จะได้รับการเรียกขานว่านักปรุงยามากประสบการณ์ทำให้นักปรุงยาคนอื่นๆ มีความยินดีมากขึ้นที่จะเข้าร่วมกับตึกราชาเม็ดยา

             

            ขณะที่ประตูร้านเปิดออก นักปรุงยากว่าสิบคนก้าวเข้ามาพวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างเร่งรีบจากเฉินหลู่ซ่ง ด้วยรัศมีความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายพวกเขาทำให้เฉินเซี่ยงสามารถกะประมาณระดับความสามารถของพวกเขาได้เว้นแต่เพียงอีกสองคนที่เหลือสำหรับผู้ที่เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสถึงระดับได้อย่างชัดเจนนั้นกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่มีปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์เพียงพอที่จะสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาระดับมนุษย์ขั้นต่ำได้

             

            มีนักปรุงยาหลายคนในกลุ่มที่มาเพื่อเสี่ยงโชคเพราะพวกเขาทราบแก่ใจดีว่าคุณสมบัติที่ตึกราชาเม็ดยาต้องการนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง และเมื่อพวกเขาได้เข้าร่วมกับตึกราชาเม็ดยาแล้วเฉินเซี่ยงยังต้องร่วมงานกับพวกเขาด้วย

             

            ในเวลานั้น ชายชราผมหยิกได้เดินเข้ามาข้างในมันตะโกนลั่นทันทีหลังจากเข้ามา “เฮ้ยไอ้คนดูแลไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!!”

             

            ขณะที่มันตะโกนพลันปรากฏปราณเพลิงบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างมันทำให้เหล่านักปรุงยาทั้งสิบต่างพากันตกใจเนื่องจากพวกเขาแต่ละคนปรารถนาจะบรรลุปราณเพลิงระดับนี้ พวกเขามั่นใจว่ามั่นใจว่าชายชราผมหยิกนี้ก็เป็นนักปรุงยาคนหนึ่งและพวกเขายังคาดเดาได้ว่าชายชราผู้นี้ต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเช่นกัน!แต่ถึงอย่างนั้นนักปรุงยาแต่ละคนยังยากยิ่งที่จะปรากฏตัว ดังนั้นจึงมีเพียงชื่อเสียงพวกเขาเหล่านั้นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

             

            เฉินเซี่ยงยืนขึ้นพร้อมกล่าวตอบ “ข้านี่แหละผู้ดูแลเจ้าต้องการอะไร?”

             

            ทุกคนรู้ว่าตึกราชาเม็ดยาเป็นทรัพย์สินของตระกูลเฉินและผู้ที่เป็นคนดูแลคือเฉินเซี่ยง

             

            ชายชรามองมาที่เฉินเซี่ยง ท่าทางดูถูกเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมันมันกล่าวอย่างจองหอง “ข้าต้องการให้เจ้าเปลี่ยนชื่อร้านเดี๋ยวนี้เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อ ‘ตึกราชาเม็ดยา’ เพราะเจ้าไม่คู่ควร!”

             

            เฉินเซี่ยงหลี่ตาลงเล็กน้อย “ทำไม? ข้าเป็นคนเลือกชื่อนี้แล้วมันก็ไม่ได้เกะกะขวางทางเจ้า แต่ถ้าเจ้ามาที่นี่เพื่อหาเรื่อง งั้นอย่างตำหนิว่าข้าไม่สุภาพ!!”

             

            ชายชรามองเฉินเซี่ยงอย่างเหยียดหยัน “ตัวข้า..ชายชราผู้นี้คือ‘ราชาเม็ดยา’ และข้าไม่อนุญาตให้เจ้าใช้ชื่อนี้”

             

            ราชาเม็ดยาโอสถ?

             

            หลังจากได้ยินสี่คำนั้น ทุกคนล้วนตกตะลึงภายในเมืองโหวหวางทั้งหมดมีประชากรประมาณสิบล้านคนไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ แต่มีนักปรุงยาอยู่เพียงหนึ่งที่มีทักษะการปรุงยาที่ลึกล้ำคนผู้นั้นมีนามว่า ‘ราชาเม็ดยา’ และเขายังเป็นคู่ค้ากับตระกูลเหยา

             

            ณ เวลานั้นทุกคนต่างมั่นใจว่าชายชราถือดีผู้นี้คือราชาเม็ดยาแห่งเมืองโหวหวาง‘เหมิ่งโบ๋’ !

             

            แม้แต่เฉินเซี่ยงเองก็ยังคุ้นเคยกับชื่อนี้ตั้งแต่ที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองโหวหวางเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาแล้ว แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอชายคนนี้เขารีบข่มความแตกตื่นของตนลง เขามั่นใจว่าตระกูลเหยาเป็นผู้ส่งราชาเม็ดยาผู้นี้มาก่อเรื่อง

             

            เมื่อทราบเช่นนั้น เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว นี่นับเป็นเรื่องน่ารำคาญอย่างแท้จริงสาเหตุที่เฉินเซี่ยงตั้งชื่อร้านว่า ‘ตึกราชาเม็ดยา’ เนื่องจากเขาต้องการใช้ร้านขายเม็ดยาของเขาอยู่เหนือกว่าร้านอื่นๆแต่กลับกลายเป็นว่าราชาเม็ดยาตัวจริงเดินเข้ามาพร้อมกับทำลายป้ายชื่อร้านของเขาไป

             

            “ฮึ่ม กลับกลายเป็นว่าบุรุษผู้นี้กล้าอวดอ้างชื่อราชาเม็ดยา? ข้าปรุงยามาเป็นพันปีและสามารถบรรลุเข้าสู่ระดับ‘ผู้สร้างเม็ดยา’ มาได้เป็นเพียงแค่ราชาเม็ดยาแล้วกลับมาทำโอ้อวด!” น้ำเสียงดูถูกของซูเหม่ยเหยาดังขึ้นมาในความคิดของเฉินเซี่ยง

             

            เฉินเซี่ยงตกใจเล็กน้อย กลับกลายเป็นว่าสถานะราชาเม็ดยาคือสถานะที่บ่งบอกระดับของนักปรุงยาคิ้วของเฉินเซี่ยงเลิกขึ้นพลางเยาะเย้ยเหมิ่งโบ๋ “ฮึ่ม เจ้ากล้าอวดอ้างว่าเจ้าคือราชาเม็ดยา? เจ้ากล้าพอที่เจ้าเดินทางไปยังนิกายใหญ่เหล่านั้นและแสดงความสามารถของเจ้าหรือไม่? เจ้าคิดว่าไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิเจ้าแต่เจ้าคิดผิด เจ้าเป็นเพียงคนโง่เขลาที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไอ้เฒ่า!!”

             

            เมื่อกล่าวถึงนิกายใหญ่เหล่านั้น นักปรุงยาภายนอกนิกายต่างรู้ถึงความน่าเกรงขามของปรุงยาที่สังกัดนิกายใหญ่เหล่านั้นมานานแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาเหล่านั้น เหมิ่งโบ๋จะไม่กล้าแม้แต่จะใช้สถานะราชาเม็ดยา เขาทำได้เพียงอวดโอ่ได้ในโลกภายนอกนี้เท่านั้น

             

            ใบหน้าเหมิ่งโบ๋กลายเป็นสีแดงเนื่องจากความโกรธมันไม่คิดว่าปีศาจน้อยเช่นเฉินเซี่ยงจะฉีกหน้ามันต่อหน้าทุกคน สิ่งที่เฉินเซี่ยงกล่าวออกไปนั้นเหมิ่งโบ๋ไม่สามารถตอบโต้ได้มันรู้ว่าตัวมันไม่อาจเทียบชั้นได้กับนักปรุงยาที่อยู่ภายในนิกายใหญ่เหล่านั้นได้ ถ้าตัวมันได้ไปอยู่ภายในนิกายเหล่านั้นตัวมันย่อมไม่ต่างอะไรคนรับใช้ตัวน้อย

             

            เฉินเซี่ยงจ้องมองใบหน้าชราที่เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธของเหมิ่งโบ๋แล้วกล่าวต่อ“แต่เมื่อเจ้าคิดว่าทักษะการปรุงยาของเจ้าดีเยี่ยมเช่นนั้นทำไมเจ้าไม่ประลองกับเด็กน้อยเช่นข้าสักเล็กน้อยเล่า? พร้อมให้นักปรุงยาเหล่านี้เป็นผู้ตัดสิน”

             

            “แน่นอน...เมื่อมันเป็นการแข่งขัน มันก็ควรจะมีของรางวัลถ้าข้าแพ้ข้าจะให้ผลวิญญาณโลหะแก่เจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้…?”

             

            ...........................................

    คล้ายกับเรื่องท้าทายดินแดนพระเจ้า ที่คุณอ่าน