“ฮือๆ แม่จ๋า หนูหิว”
“เฮือก..” หวังเหยินหยวนเทรนเนอร์สาววัย 21 ปี ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะความฝันประหลาดๆ ทั้งที่ไม่เคยไปยังสถานที่ที่มีเด็ก หรือสภาพแวดล้อมให้ชวนฝันเลยสักนิด ทำไมถึงเอาแต่ฝันเื่เดิมๆ สถานที่เดิมๆ ซ้ำๆ อีกทั้งยังเห็นตัวเองฉบับอ้วนเผละ หน้าตามันเยิ้มเต็มไปด้วยสิว ฟันดำ น่าเกลียดน่ากลัวมาก
ตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำเลยก็คือรีบวิ่งไปส่องกระจก พบว่าตัวเองยังคงหน้าใส หุ่นดี เอวบางอยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัว วันนี้เธอนัดกับเพื่อนๆ ที่ทำงานเอาไว้ว่าจะไปซื้อของเพื่อนำไปบริจาค เพราะรายได้ของการเป็เทรนเนอร์ค่อนข้างสูง สิ่งที่ตามมาคือเื่ภาษี แทนที่จ่ายภาษีเยอะๆ สู้เอาเงินพวกนี้ไปบริจาค ซื้อของเข้ามูลนิธิต่างๆ ยังจะดีเสียกว่า ถึงอย่างไรประเทศชาติก็มีผู้นำที่คอยพัฒนาอยู่แล้ว
09.00 น. หวังเหยินหยวนไปตามนัดหมายของเพื่อนๆ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย เธอและเพื่อนสาวอีกสองคนได้รับหน้าที่ให้เป็คนซื้อของสำหรับไปบริจาค รวมไปถึงอาหารสดสำหรับให้กับทางมูลนิธิทำอาหารแจกน้องๆ อีกด้วย
“ฉันเพิ่งรู้ว่ารายได้ของตัวเองมีมากขนาดนี้ ทำไมมันถึงไม่สอดคล้องกับยอดเงินในบัญชีของฉันเลยล่ะ” เพื่อนสาวเทรนเนอร์ด้วยกันโอดครวญ ใกล้จะสิ้นปีทุกคนจะต้องยื่นภาษีประจำปี ตอนมีเงินก็ใช้กระจุยกระจาย เพราะหามาได้ง่าย สมัยนี้ผู้คนนิยมออกกำลังกาย ทำให้ธุรกิจฟิตเนสบูมเป็อย่างมาก
“นั่นน่ะสิ รอบนี้ฉันบริจาคไปตั้ง 50,000 หยวนแหนะ คิดแล้วก็ปวดใจ” เพื่อนสาวอีกคนพูดสมทบ
“ไม่รู้จักวางแผนค่าใช้จ่ายก็จะเศร้าๆ หน่อยล่ะนะ ฉันบริจาคไปตั้ง 100,000 หยวน ยังไม่บ่นสักคำเลย” หวังเหยินหยวนกัดฟันพูด ทำไมเธอจะไม่ปวดใจล่ะ เงินตั้งเป็แสนเชียวนะ แต่เมื่อเห็นยอดเงินที่คงค้างอยู่ในบัญชีก็ยิ้มออก เธอเป็คนไม่ฟุ่มเฟือย ไม่บ้าของแบรนด์เนม มีซื้อบ้างเพราะถ้าไม่ซื้อเลยก็จะดูไม่ดี เป็ถึงเทรนเนอร์ดารา ไฮโซ เซเลบริตี้ต่างๆ ก็ต้องสร้างโปร์ไฟล์ของตัวเองขึ้นมา
นอกจากรายได้ทางด้านนี้แล้ว เธอยังมีช่องเป็ของตัวเอง เอาไว้สำหรับลงคลิปออกกำลังกาย รวมไปถึงเคล็ดลับความสวยความงามต่างๆ อีกด้วย
“เอาล่ะๆ เสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว รีบไปซื้อของกันเถอะ มันเยอะเสียจนไม่รู้ว่ารถเราจะใส่ของไปหมดหรือเปล่า” เพื่อนคนแรกห้ามทัพ เพราะหากขืนมัวแต่เถียงกันอยู่แบบนี้ งานที่ได้รับมอบหมายคงจะไม่สำเร็จเป็แน่
“น่าจะครบหมดแล้วนะ” หวังเหยินหยวนสำรวจข้าวของที่ซื้อ โชคดีที่มีอยู่ไม่กี่อย่าง แค่ซื้อมาในปริมาณที่มากเท่านั้น
“ของสดคิดว่านะพอนะสำหรับเด็ก 300 ชีวิต”
“พอแหละ ทำแค่มื้อกลางวัน อาจจะเหลือเสียด้วยซ้ำ ถ้าเหลือก็เอาไว้สำหรับมื้อต่อๆ ไป ใช่ว่าพวกเขาจะได้กินดีทุกมื้อ” หวังเหยินหยวนสรุปในตอนท้าย จะมีสักกี่มื้อที่เด็กกำพร้าพวกนั้นจะได้กินอิ่มนอนหลับ เพราะเธอเองก็ผ่าน่เวลที่แสนยากลำบากพวกนั้นมาหมดแล้ว
เธอก็เคยเป็หนึ่งในเด็กพวกนั้นมาก่อน ถึงได้เข้าใจหัวอกของเด็กๆ ที่อยู่ที่นั่น ในแต่ละวันใช่ว่าจะกินอิ่ม รอคอยผู้มีจิตเมตตามาทำอะไรแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่านานๆ ทีถึงจะมีมาสักครั้ง เพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กว่าที่เธอจะถีบตัวเองออกมายังสถานที่นั้นได้ไม่ง่ายเลยสักนิด
ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งคือพลังโซเซียล หากเป็เมื่อก่อนคนที่จะลืมตาอ้าปากได้ ก็คงหนีไม่พ้นคนที่เรียนจบสูงๆ แล้วหางานดีๆ ทำ แต่โลกยุคนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ขอแค่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ ไม่นานชื่อเสียงเงินทองก็จะตามมาเหมือนเช่นที่เธอเป็ในตอนนี้
ดาราดังๆ ไฮโซอันดับต้นๆ ของประเทศ ล้วนแล้วแต่อยากจะให้เธอเป็เทรนเนอร์ให้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะคนพวกนี้ก็จำเป็ที่จะต้องอยู่ในกระแสตลอดเวลาด้วยเช่นกัน หากเพียงแต่ว่าพวกเขาไม่จำเป็ต้องคิดคอนเทนส์อะไรให้วุ่นวายปวดหัว เพราะถือว่าตัวของพวกเขาเองก็มีฐานแฟนคลับอยู่มากเช่นกัน
หวังเหยินหยวนก็พลอยได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย เพราะเวลาที่ลูกค้าของเธอมาออกกำลังกาย พวกเขาก็มักจะอัดคลิปสั้นๆ ลงในพื้นที่โซเซียลมีเดียของตัวเอง ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักและสนใจในตัวเธอเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
“ยังพอมีเวลา เราไปเดินดูของร้านแถวๆ นี้กันดีไหม แปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“อือ เอาสิ" หวังเหยินหยวนก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ จากนั้นก็พยักหน้ารับ ใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงในการเดินเลือกซื้อของ นัดกับเพื่อนคนอื่นอีกทีคือ่บ่ายโมงถึงจะไปยังที่พักที่เช่าเอาไว้
สามสาวเอาของเข้าไปเก็บไว้ในรถ จากนั้นก็เดินสำรวจร้านค้าเก่าแก่ ที่ตั้งกันอยู่เรียงรายตามท้องถนน หากเป็ที่ปักกิ่งคงไม่มีตึกราบ้านช่องแบบนี้แล้ว มีแต่ตึกสมัยใหม่ที่ทันสมัย มันทำให้คนในเมืองตื่นตาตื่นใจกับอะไรพวกนี้เป็อย่างมาก
“ร้านนี้ของเก่าดูเยอะดีนะ เข้าไปดูกันเถอะ”
หวังเหยินหยวนได้แต่ยิ้มและส่ายหน้ากับความตื่นเต้นเกินเหตุของเพื่อน แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร เพียงแค่เดินตามเข้าไปในร้านอย่างเงียบๆ เท่านั้น ของเก่าที่นี่เยอะจริงด้วย แต่สิ่งที่เธอสะดุดตามากที่สุดคือกระจกทองเหลืองแปดเหลี่ยมโบราณ ทั้งๆ ที่เคยเห็นอะไรพวกนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับรู้สึกคุ้นตากับกระจกบานนี้เป็อย่างมาก เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างให้เธอต้องเอื้อมมือไปจับ
“หนูนี่ตาถึงมากเลยนะจ๊ะ” คนขายอายุราวๆ 80 ปีเอ่ยขึ้นเสียงสั่น อาจจะเพราะวัยที่ชราหรือท่านควบคุมอาการตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ คล้ายว่าท่านรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนานแสนนาน
“อย่างนั้นหรือคะ เท่าไหร่คะ” หวังเหยินหยวนไม่ค่อยเชื่อคำพูดของคนขายสักเท่าไหร่ เพราะใครๆ ต่างก็อยากจะระบายของเก่าแก่ออกด้วยกันทั้งนัั้น
“4 หยวนก็พอจ้ะ” หญิงชราบอกกับลูกค้าสาวสวยตรงหน้า
“นี่ค่ะ” หวังเหยินหยวนขมวดคิ้ว นึกสงสัยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะของต่างๆ ที่ตั้งโชว์ภายในร้านล้วนแล้วแต่ราคาแพงด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็สามารถเข้าใจได้เพราะเป็ของเก่า เหมาะสำหรับคนที่้าจะอนุรักษ์มันเอาไว้ให้กับรุ่นลูกหลานได้ชื่นชม แต่ทำไมกระจกบานนี้ถึงมีราคาแค่ 4 หยวน
ของถูกใครบ้างจะไม่ชอบ หวังเหยินหยวนรีบจ่ายเงินแล้วออกมายืนรอเพื่อนที่หน้าร้าน ด้วยเกรงว่าหากอยู่นานเ้าของร้านจะเปลี่ยนใจ อาจจะคิดเงินผิด คนแก่มักจะหลงๆ ลืมๆ แต่ใครจะไปคิดว่าเพราะความงกของเธอ ทำให้ชีวิตหลังจากนี้ของเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
หวังเหยินหยวนเดินเข้ามารอเพื่อนสาวบนรถ เดินซื้อของก็เหนื่อยมากพอแล้ว เดินดูของเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่นานทำให้รู้สึกเมื่อยขา จึงมานั่งตากแอร์เย็นๆ รอบนรถ อีกอย่างคือกลัวว่าของสดที่ซื้อมาจะเน่าด้วย โชคดีที่ใช้รถเอสยูวีขนาดใหญ่ เพราะมีบ้างที่จะต้องขนอุปกรณ์ออกกำลังไปสอนนอกสถานที่ อีกทั้งยังสามารถเรียกราคาแพงกว่าคอสทั่วไปได้หลายเท่าตัว
หญิงสาวหยิบกระจกขึ้นมาสำรวจใบหน้าของตนเอง เป็ถึงเทรนเนอร์ชื่อดังจะปล่อยตัวเองโทรมไม่ได้เป็อันขาด แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่ใบหน้าของตนเอง ผู้หญิงอ้วนคนนั้นอีกแล้ว หวังเหยินหยวนขยี้ตาเพราะคิดว่าตัวเองน่าจะตาฝาด แต่แล้วภาพต่างๆ กลับชัดเจนมากขึ้น คล้ายคนกำลังดูหนังสักเื่หนึ่ง
“คุณไม่ไปไม่ได้หรือคะ” หญิงสาวหน้าตาซูบผอมคล้ายตัวเอง ดวงตาของหล่อนแดงก่ำเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เพราะบริเวณรอบๆ ดวงตาบวมเป่ง
“ผมต้องไปทำเื่จบ จากนั้นจะเข้ามาสมัครเป็ครูสอนที่โรงเรียนแถวนี้ ผมไปไม่นานคุณรอผมนะ” ชายหนุ่มแต่งตัวดูมีภูมิฐาน หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ผิวพรรณดีคล้ายคนเมืองมากกว่าพื้นที่ชนบท
“แต่ว่าฉัน” ผู้หญิงเหมือนมีเื่กำลังจะบอกอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้ว เพราะใครหลายคนกำลังเร่งเข้าอยู่
“ต้องไปแล้วนะ” ชายหนุ่มกุมมือที่ซูบผอม สายตาไม่ได้สื่อความหมายใดๆ เพียงแต่มืออีกข้างล้วงเอาถุงผ้าเล็กๆ ออกมา แล้วยัดใส่มือของอีกฝ่าย
“ฮึก..ฉัน”
พรึ่บ เสียงเปิดประตูรถ ตามด้วยเพื่อนสาวอีกสองคนที่เดินเข้ามาในรถ หวังเหยินหยวนออกจากภวังค์ที่กำลังเป็อยู่ กระพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติให้กับตัวเอง ตกลงว่าเป็ความฝันหรือเื่จริง ทำไมพอเพื่อนเธอเข้ามากระจกบานนี้ถึงเป็เพียงแค่กระจกทองเหลืองธรรมดาๆ เท่านั้น
“ร้อนมาก รีบไปกันเถอะพวกนั้นเสร็จกันแล้ว” เพื่อนสาวเร่ง
“อะ อือ” หวังเหยินหยวนรับคำ จากนั้นก็ขับรถไปยังจุดหมายที่นัดแนะกันเอาไว้
สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงจากนี้คือ มีรถบรรทุกที่ขับผ่าไฟแดง ทำให้พุ่งชนกับรถของหวังเหยินหยวนเข้าเต็มๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน ร่างของทั้งสามกระเด็นออกมาด้านนอกตัวรถ ทราบภายหลังว่าคนขับรถบรรทุกนั้นหลับใน เพื่อนทั้งสองของเทรนเนอร์สาวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด แต่น่าเสียดายที่เธอนั้นเสียชีวิตยังที่เกิดเหตุ เพราะถูกรถบรรทุกบีบอัดเข้าเต็มๆ
แต่ระหว่างที่รถกำลังพุ่งชนเข้าหากันนั้น กระจกทองเหลืองกลับเกิดแสงประหลาดๆ ขึ้น หากเพื่อนของหวังเหยินหยวนลืมตาดูสัดนิดก็จะรู้ว่า ร่างของเพื่อนสาวพวกเธอนั้นถูกกระจกบานนั้นดูดหายเข้าไปข้างใน จากนั้นกระจกบานนั้นก็แตกละเอียด ชนิดที่ว่าไม่สามารถประกอบขึ้นมาใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ฉันขอฝากลูกชายฉันด้วยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างๆ หู แต่เพราะดวงตาหนักอึ้งเกินกว่าที่เปิดเปลือกตาขึ้นมาดูได้ ว่าเสียงที่กระซิบนั้นเป็ใคร
“อือ ใคร” แต่สุดท้ายเธอก็พยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ เพื่อสื่อสารกับคนข้างๆ
“แกเป็เด็กดี ว่านอนสอนง่าย อาจจะมีงอแงบ้างตามประสาเด็ก ขอได้อย่าถือสาแกเลยนะ หมดเวลาของฉันแล้ว ขอให้คุณโชคดี” เสียงสั่นเครือค่อยๆ เบาลง พร้อมกับร่างที่ค่อยๆ แตกสลายตามไปด้วย
“แม่จ๋า หนูหิว ฮือๆ”
“อือ” อีกแล้วหรือนี่ ฝันถึงเด็กคนนี้อีกแล้ว หวังเหยินหยวนได้แต่คิดเองคนเดียวในใจ
“แม่จ๋าตื่นเถอะนะ แม่จ๋านอนนานเกินไปแล้ว ฮือ” เทรานเนอร์สาวขมวดคิ้ว เพราะที่ผ่านมาจะมีเพียงแค่ภาพแล้วเสียง แต่ครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่มีแรงมาเขย่าที่แขนซ้าย พร้อมกับอาการปวดตามเนื้อตัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ใช่แล้ว ฉันต้องกำลังขับรถอยู่สิถึงจะถูก” เมื่อนึกย้อนดูพบว่าตัวเองขับรถอยู่กับเพื่อนสาว กำลังจะไปตามจุดนัดหมายกับเพื่อนๆ เอาไว้นี่นา
“แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไปนะ ฮือๆ” เสียงและแรงเขย่ายังคงดังอยู่ต่อเนื่อง
“แม่จ๋าอย่าตายนะ”
“แกน่ะสิตาย เด็กคนนี้นี่” หวังเหยินหยวนสวนขึ้นทันควัน แม้ในใจจะกลัวว่าตัวเองตายไปแล้วก็ตาม เหตุการณ์ที่ประสานงากับรถบรรทุกยังอยู่ในโสดประสาท พร้อมทั้งภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังเริ่มฉายชัดเข้ามาในหัว มันเหมือนเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ หวังเหยินหยวนรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่ามันช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน
“แม่ฟื้นแล้ว หนูดีใจที่สุดในโลกเลย” เด็กน้อยรีบลุกขึ้นะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ต่างจากอีกฝ่ายที่กำลังลูบคลำร่างกายของตัวเอง ใบหน้าบวมปูด แขนขาบวมคล้ายคนบวมน้ำมากกว่าคนอ้วนเสียอีก นี่มันอาการตัวบวมชัดๆ แต่แล้วทำไมตัวเองถึงได้บวมขนาดนี้
หวังเหยินหยวนสำรวจรอบๆ พบเพียงบ้านชั้นเดียวที่แสนจะทรุดโทรม หน้าต่างมีเพียงเศษผ้าบางๆ ปิดเอาไว้ ประตูที่กระชากแรงๆ เพียงครั้งเดียวก็น่าจะหลุดลงมา หลังคาที่เต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม ไม่มีพื้นที่ตรงไหนที่รู้สึกว่าหายใจได้สะดวกเลยสักนิด ยิ่งหายใจยิ่งรู้สึกว่าสูดดมเอาฝุ่นเข้าสู่ปอด
“์ ให้ฉันมาทำอะไรที่นี่ กรี๊ดๆ” หวังเหยินหยวนกรีดร้องออกมาเสียงดัง ทำเอาเด็กน้อยที่เรียกตนเองว่าแม่ถึงกับสะดุ้ง รีบนั่งลงอย่างว่าง่าย ก้มหน้าไม่กล้าสบตากับแม่ของตนเอง เพราะกลัวว่าจะถูกทำโทษ