การจัดงานเลี้ยงในเวลาเย็น ได้เชิญ าาทั้ง อีกทั้ง 3 าา ได้แก่ าาแสงฟ้า อาณาจักรนภา าากุลนันท์ อาณาจักรทิพย์ศิลา ชยุตราอาณาจักรราชันย์ปฐี มาร่วมฉลองกันอย่างสนุกสนาน โดยมี าาอิสสระ อาณาจักรมหานาวา เป็เ้าภาพของงาน
อาหารชั้นเลิศและสุราหลากหลายชนิดจัดเรียงพร้อม การแสดงจากสาวงามมากมาย ข้าดื่มกินอย่างหิวโหย สนุกสนาน ด้วยความหิวและรักการดื่มกินอยู่แล้ว ข้าจึงเกิดอาการมึนเมาอย่าวรวดเร็ว โดยไม่ทันตั้งตัว เวลาผ่านไปเนิ่นนามเท่าไหร่ไม่ทราบ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง มือทั้ง 2 ข้างของข้าก็ถูกกุญแจมือลามโว่ตรึงตึดทั้ง 2 มือส่วนขายังอิสสระ โดยสัญชาตญาณ ขว้าหาดาบประจำตัว แต่ดาบได้ไปปักกลางหลัง าาแสงฟ้า แห่งอาณาจักรนภา เสียบทะลุ ติดกับ โต๊ะอาหาร สิ้นชีพ ส่วนาาพระองค์อื่นนอกจาก าาอิสสระนั้นก็สิ้นชีพหมด ด้วยดาบแผลจากดาบน่าสยดสยอง ข้าถามถึงสาเหตุ ได้คำตอบจาก
"สุรีย์" ว่าข้าเมาเสียสติอาละวาด ไปลวนลาม นางระบำนักเต้น าากุลนันท์ แห่งอาณาจักรทิพย์ศิลา เอ่ยปากตักเตือน ข้าก็ไม่พอใจ จะทำร้าย าากุลนันท์ เมื่อองครักษ์เข้ามาห้ามก็ถูกทำร้าย ไปจนถึง ใช้ดาบสังหารองครักษ์ ทั้งหมดที่เข้ามามาห้ามนับสิบคน หลักฐานคือ ศพขององครักษ์ที่สมใส่ชุดอาณาจักรทิพย์ศิลา นับสิบ นอนตายสภาพไร้ศีรษะ นอนเกลื่อน ลานจัดเลี้ยง เืนอง เริ่มแห้ง
ข้าใแทบสิ้นสติ กับสภาพที่เห็น แต่พยายามสังเกตสภาพที่เกิดเหตุวิเคราะห์รอยแผลกับพลังปราณที่ยังคงเหลือก่อนที่เมาไม่ได้สติ แล้วไม่น่าที่ข้าจะทำได้ขนาดนี้ เพราะองครักษ์เหล่านี้ที่ตายแม้ไม่อาจสู้ข้าได้แต่ก็มีฝีมืออยู่ไม่น้อย ไม่น่าที่จะถูกฆ่าได้ง่ายดายด้วยฝีมือข้า แม้ศีรษะจะขาด แต่ตามลำตัวก็มีาแที่เกิดจากการแทงมากมายแทบทุกคน
รวมทั้ง องครักษ์ของอีก 2อาณาจักรที่ถูกสังหารก็เช่นกับ ถ้านับรวมกันทั้ง 3 อาณาจักรที่ตายก็เกือบ ร้อยคนที่ถูกสังหาร ข้าถูกกล่าวหาว่าเป็ฝีมือข้าเพียงคนเดียว โดยเฉพาะองครักษ์ อาณาจักรนภา ที่ถูกตัดศีรษะ ในครั้งเดียว 10คนรอยปรารณดาบที่หลงเหลือเหลือตัดแผงไว้ไที่เสาหิน พยานที่เป็ข้าราชสำของ 4 อาณาจักร นับร้อยคนต่างยืนยันเป็เสียงเดียวกันว่าเป็ฝีมือข้าดังกับนัดกันไว้
ข้าััที่คุ้นเคยได้ว่าคือปรารณ ของวิชา ค่ายดาบแสง ด้วยท่าแสงผ่าพิภพชอง"สุรีย์" เพราะเคยรับมือมาหลายต่อหลายครั้ง
ข้ามองหน้า"สุรีย์" อย่างตั้งคำถามถึงเหตุที่ทำ ร่างกายข้แม้ยังาเ็อยู่ แต่ลมปราณฟื้นคืนพอสมควร ปรารณสำนัก 5ดาบขับเคลื่อนได้ทุกส่วนในร่างกาย โซ่ที่ข้อมือถูกตัดออกได้ด้วยปราณอย่างง่ายดาย เหล็กที่ใช้ล่ามไม่แข็งแรงนัก เหมือนตั้งใจ ปราณสำนัก5 ดาบขับเคลื่อน เชื่อมโยงกับอาวุธ ดึงออกร่างของาาแสงฟ้า เรียกคืนสู่ในกำมือข้า ทุกอย่างง่าย เหมือนจงใจให้ข้ามีโอกาสได้ต่อสู้ พลังปราณฟื้นคืนได้หลายส่วน ความสงสัยเกิดขึื้น เหล้าที่ข้าดื่มทำไมไม่เป็การวางยาให้ตายไปเลย ข้ามั่นใจได้ทันทีว่าถูกจัดฉากเพื่อโยนความผิดทั้งหมดให้ข้าอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ตอนแรกข้าจะลังเลว่าเป็ฝีมือของข้าจริงๆรึไม่ แต่ดูร่อยรอยเพลงดาบแล้วไม่ใช่คนคนเดียวลงมือ รอยแผลไม่ใช่แค่ดาบแต่าแมีทั้งปราณดาบและเวทย์มนต์ รวทั้งรอยแผลจากอาวุธต่างชนิดกันหลายศพที่สังเกตุจากรอยไหม้ของาแหลายศพ
แต่เมื่อมองไปรอบๆเห็นปฏิกิริยาจากเหล่าขุนนางของแต่ละอาณาจักรแล้ว น้อยมากที่จะมีอาการเสียใจที่เห็นาาของตนถูกฆ่าตาย ส่วนมากสีหน้าเหมือนสมใจ ยิ่งเห็นข้าลุกขึ้นยืนได้ เหมือนจะเป็ไปตามแผนที่วางไว้ให้ข้ารับผิดในการฆาตกรรมครั้งนี้ าาอิสสระ ชี้นิ้วออคำสั่งให้จับข้า เพื่อนำมาลงโทษต่หน้าตัวแทนแต่ละอาณาจักร
สุรีย์ พุ่งตัวพร้อมชี้ปลายดายที่ข้อเท้า หวังตัดข้อเท้าข้าไม่ให้หนีไปได้ ข้ารับด้วยดาบอย่างตรึงมือ แรงปะทะบ่งบอกว่า สุรีย์ เอาจริง ข้าเคลื่อนหลบหนีออกจากโรงจัดเลี้ยงด้วยคสามเร็วสูง หวังหนีอย่างสุดชีวิต เพราะไม่มั่นใจในการการต่อสู้ เส้นทางหลบหนีถูกดักด้วยยอดฝีมือจากอาณาจักรมหานาวา ของาา อิสสระไว้อย่างมากมาย ที่ถูกฝึกโดยสุรีย์ แต่ไม่อาจต้านฝีมือของข้าได้เลย ข้าฆ่าผู้คนมากมายเพื่อหลบหนี แม้ศพมากมายที่ตายในโรงจัดเลี้ยงจะไม่ใช่ฝีมือข้า ดาบนับสิบ พุ่งใส่ข้าแทบจะพร้อมกัน
เมื่อปราณสำนัก 5 ดาบของข้าตวัดปัดรวบ อาวุธทั้งหมดได้ก็ปัดออกจากมือทั้งหมด ข้าพุ่งตัวปาดดาบเข้าลำคอทั้งหมดที่ดาบออกจากมือ เืพุ่งกระฉูดจากลำคอไหลนองพื้นน่าสะอิดสะเอียน และตลอดทางที่หลบหนี หลายสิบคน ถูกข้าฆ่าเองกับมือ จนข้ารู้สึกกลัว จึงเปลี่ยนเส้นทางหลบหนี จากเดิมมุ่งหนีออกประตูด้านข้างวังค์ แต่เปลี่ยนเป็หลบหนี ออกด้านหลังวังค์ จากท้ายคุกใต้ดินแทน ที่ตลอดทางมีคนเฝ้าน้อยมาก ยกเว้น สุรีย์ที่ติดตามข้ามาอย่างใกล้ชิด วิชาสำนักค่ายดาบแสง รวดเร็วรุนแรง ข้าได้แต่ตั้งรับพร้อมถอยร่นไปเรื่อยๆ ปราณดาบ แทรกผ่านการตั้งรับ จนร่างข้าเต็มด้วยาแ แม้ไม่สาหัสแต่าแก็เต็มตัว
เลืิอดกระเซ็นติดกำแพงตลอดทางหลบหนี จนมาถึงทางเข้าคุกที่เป็คุกต้องห้ามเฉพาะที่ข้าไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้ามาตลอดที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรมหานาวา สุรีย์เองก็รู็สึกวาดหวั่น เมื่อมาถึงหน้าประตูจนหยุดการโจมตีและไล่ตามข้า จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ในตอนนั้น แผ่นหลังข้าชิดติดประเหล็กที่เย็นเฉียบ แต่เกิดความรู้สึกที่น่ากลัวจนขนลุกทั่วทั้งตัว เสียงที่น่ากลัวรอดผ่านช่องระบายอากาศเหนือบานประตูที่มีช่องที่เล็กมากเจะเป็รูพอให้อากาศถ่ายเทเล็กน้อยมาก แต่เสียงกลับดังกังวาน
“มากันแล้วรึอิสสระ-สุรีย์ ข้านับเวลาครั้งสุดท้ายที่แก2คนเข้ามหาข้าผ่านมาแค่ 7วันเอง ปกติแกจะมา 3 เดือนครั้ง” แต่ไม่เป็ไรยังไงซะผลมันก็คงเดิม ข้าจัยกลิ่นได้ คนหนึ่งสุรีย์แน่นอน แต่อีกคนกลิ่นแปลกๆไม่คุ้นเลย ตอนแรกคิดว่าเป็ อิสสระ เพราะปกติ พสกแกจะมาด้วยกันตลอด ไม่เคยมีใครเข้ามในนี้ได้ เพราะหวั่นกลัวข้า
แต่ถ้า้าคำตอบจากคำถามเดียวกันข้ากคงตอบเหมือนเดิม ตลอดเวลา 50กว่าปีที่ถูกขังอยู่ในนี้“
ท่านผู้น่าเกรงขาม ข้าน้อยชื่อ ทรนงแห่งสำนัก 5 ดาบ เป็ศัตรูกับสุรีย์ ถูกไล่ต้อนสังหารจนหลบหนีมาถึงที่นี่ หากทำอะไรให้ท่านไม่พอใจต้องขออภัยด้วย เื่ความขัดแย้งระหว่างท่านกับมัน ข้าไม่ทราบหรอก
ไอ้หนูไม่ต้องให้ความเคารพข้าขนาดนั้นหรอก ข้าไม่ใช่เผ่ามนุษย์แต่เป็เพียงมอนสเตอร์ที่โชคร้ายถูกจับมาทรมาร จากความโลภของเผ่ามนุษย์เท่านั้น เ้าว่าถูกไล่ฆ่า แต่ยังรอดตายจากสุรีย์มาถึงที่นี่ได้ ก็ต้องมีวรยุทธสูงมากถึงรอดมาเจอข้าได้
เพลงดาบของสำนักค่ายดาบแสง กระบวนท่าพลิกเพลงตามสถาณการณ์ เน้นปราณดาบในการจู่โจมสังหารแม้ข้าไม่ใช่นักดาบ แต่ประสบการณ์จ่กอายุ เกือบ 1000ปี ของข้า ก็พอแยกแยะเคล็ดวิชาต่างๆได้ รวมถึงวิธีเอาชนะเพลงดาบ ของค่ายดาบแสง นายอยากรู้รึป่าวไอ้หนุ่ม
สุรีย์ยืนฟังซักพักก็รู้สึกรำคาญตามประสาที่เป็คนใจร้อน ไม่ชอบฟังอะไรนานๆโดยไม่จำเป็ จึงรวบรวมปราณขั้นสูง ใช้ประบวนท่า แสงผ่าตะวัน ฟาดใส่ข้า กระบวนท่าตั้งรับแห่งสำนัก 5 ดาบ ท่า 5ดาบประทับปราบมารก่อเกิดเป็ม่านดาบป้องกันข้าจาก ท่าแสงผ่าตะวัน ได้ 4/10 พลังดาบที่เหลือ ฟาดใส่ข้า ท่า 5ดาบประทับปราบมารแตกสลาย ปราณดาบฟาดใส่ข้า เืสาดกระจาย ปราณดาบหลงเหลือตัดประตูเหล็กหนาที่กั้นข้ากับบุคคลปริศนา
แรงกระแทกจากดาบอัดข้าเข้ากับประตู จนเปิดา ข้าลอยเข้าในคุกผ่านประตู ร่างกระแทกกับวัตถุที่แข็งและกลิ้งลงพื้นแทบสลบด้วยาแ รู้สึกปวดแปลบ และเ็ปทรมาร อย่างไม่เคยมาก่อน พร้อมััได้ว่าตัวเองนอนคลุกกับของเหลว สีม่วงดำซึ่งมีพิษและเป็สาเหตุของอาการทรมาร แผลที่ถูกของเหลวเหมือนถูกไฟร้อนลวกใส่ เหมือนเนื้อจะละลายแต่แฝงอาการปวดแสบปวดร้อนไว้ เคล็ดเชื่อมจิต ศาสตราดั่งใจ ปกติมักใช้ในการควบคุมอาวุธ หลายชนิดพร้อมๆกัน แต่ข้าใช้เพื่อขับพิษออกจากาแ ข้่าดิ้นทุรนทุราย เนิ้นนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ จนสบไป รู้ตัวอีกที่ก็ต่อเมื่อข้ารู้สึกเย็นสบาย ด้วยของเหลวที่ส่องประกาย
เ้าของเสียงที่ว่าตนนั้นว่าเป็มอนสเตอร์ อายุ 1000ปี แต่ที่ข้าเห็น ภายในคุกที่มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ท้ายปราสาท มีแสงรอดจากส่วนบนสุดของผนังที่สูงราวๆ 10เมตร ในลักษณะช่องแสงด้วยกระจกที่กระจายแสง จึงมองเห็นร่างนั่นได้พอชัดเจน
เป็ร่างที่ มีแขน ขา ลำตัวเหมือน มนุษย์ สูงประมาณ 3เมตร แต่ผิวเป็เปลือกไม้สีน้ำตาลซีดๆ ดูเก่า ส่วนที่เลยบ่าขึ้นมา มีส่วนต่างๆที่เหมือนอวัยวะบนใบหน้า ทั้ง หู ปาก จมูก และดวงตาที่สีดำแต่เปล่าประกาย ส่วนบนสุดเป็เหมือนกิ่งก้านระโยงระยางของต้นไม้ แต่เดิมคงจะมีใบไม้ปกคลุง รัศมีกว้างออกมาจากศีรษะประมาณ 1 เมตรซึ่งดูใหญโตมาก ซึ่งตอนนี้แทนที่ด้วยสิ่งที่เหมือนรากไทร ห้อยระโยงระยาง สู่พื้น
ส่วนที่เหมือนขาถูกตึงด้วยผนึกที่เหมือนทองคำสุกเปล่งประกายติดกับพื้นไม่ให้เดินไปมาได้ดูน่าเวทนาของเหลวสีม่วงดำถูกขับออกมาจากรากไทรเห็นเป็หยดเล็กๆ แต่มารวมตัวกันเองเป็กอง ข้างตัวมีถังไม้ขนาดใหญ่มือที่กิ่งก้านเหมือนนิ้วมือลวงบางสิ่งออกมาจากถึงที่อยู่ข้างตัว ภายในฝ่ามือ เห็นเป็ของเหลวที่ส่องสว่างเปล่างกระกาย วัดใส่ตัวข้าอย่างแม้นยำ อาการทรมารแทบหายเป็ปลิดทิ้ง าแทจากการต่อสู้ก็หายไปด้วย ปากแผลผิดสนิท หลงเหลือรอยแผลเป็ไว้ให้เตือนใจ
ข้ายันตัว พร้อมก้มกราบขอบพระคุณมอนสเตอร์ท่านนั้นอย่างสุดหัวใจ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ท่านผู้นั้นเอ่ยว่า “สุรีย์มันไปั้แ่เห็นนายกระเด็นตกใส่เพิษทมิฬของข้า แล้วดิ้นทุรนทุราย เืปนพิษกระเด็นไปถูกตัวมันหลายหยด จนหลบไม่ทันตั้งตัว ซักพักนายก็สลบไป มันก็เข้าใจว่าตายแล้ว”
“มันทำท่าว่าจะเดินมาตัดหัวนาย แต่เกรงกลัวพิษของข้า เลยแค่เอาดาบดาบของนายกลับไปเป็หลักฐานการตายของนาย แต่มันก็วนเวียนมาดูบ้าง แต่ข้่าแสร้งลวงมัน ด้วยไหม้ของพื้นให้เหมือน ศพอื่นที่ สุรีย์กับอิสสระ เคยพามาทดลองกับพิษของข้าที่เคยโดนพิษของข้าถูกละลายเหลือเพียงคราบเถ้าถ่านบนพื้นเท่านั้น มันเลยมั่นใจที่เห็นรอยไหม้บนพื้นที่ข้าสร้างหลอกมัน มันเลยเชื่อจริงๆว่านายตายไปแล้ว”
“ตอนนี้สิ่งที่พวกอิสสระ-สุรีย์้าก็คงใกล้จะสำเร็จแล้ว ในการรวมอาณาจักรทั้ง4 เป็หนึ่งเดียว ตัวข้าเองก็เป็ส่วนหนึ่งในแผนนี้เช่นกัน”
“อดีตข้าเป็มอนสเตอร์ที่อาศัยในป่า อาณาจักรมหานาวา ก่อนที่จะแยกเป็4 อาณาจักร ซึงปัจจุบันคือพื้นที่ของ อาณาจักรทิพย์ศิลาของ าากุลนันท์ และตามที่นายบอกก็คงตายไปแล้ว นั่นเอง พื้นที่บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์มาก ด้วยพลังปรารณทิพย์ของข้าที่พำนักที่ใดแหล่งทรัพยากรก็จะเจริญเติบโตอุดมสมบูรณ์ ร่างกายข้าแทบจะเป็ะควบคู่กับแผ่นดินที่อาศัยโดยไม่ได้ไปไหน เกือบ 1000 ปี ข้ามีความสุขกับบรรยกาศธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้ที่งอกงามออกดอออกผลสวยงาม สิ่งมีชีวิตได้อาสัญร่มเงาอาสศัยและเก็บกิน ความผูกพันธ์ของข้าเหมือนได้เห็นลูกหลาน รู้สึกมีความสุข ยิ่งข้ามีความสุข พลังข้าก็ยิ่งกล้าแกร่าง ยังผลให้พื้นที่บางส่วนที่เกือบจะแห้งแล้งตามธรรชาติ ก็กลับอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม”
“ เหล่าสัตว์-มนุษย์และมอนสเตอร์รวมถึงเผ่าลูกผสม อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แม้จะแบ่งการปกครองออกเป็ 4 อาณาจักรแล้วก็ตาม แต่ทุกอย่างก็มาจบสิ้นลงที่ความโลภของมนุษย์ที่้าทุกอย่างที่ตนเองไม่มี ก่อเกิดสงความ แบ่งเผ่าพันธ์และขับไล่เผ่าอื่นๆออกนอกอาณาเขต เมื่อแผ่นดินแบ่งเป็ 3 เผ่า มอนเตอร์ที่มีพลังทิพย์หลายตนก็ย้ายที่อยู่อาศัยออกไปอยู่กับเผ่าพันธ์ของตน ข้าซึ่งเหมือนสิ่งศักดิ์-เทพเ้าสำหรับเหล่ามนุษย์ ได้ถูกขอร้องอ้อนวอนให้อยู่ต่อ เพื่อพวกเค้า พร้องสร้างพื้นที่ป้องกัน-พรางงสายตาจากผู้คนต่างถิ่นไม่ให้พบเจอได้ง่ายนับแต่นั้นข้าก็ยังคงอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นตลอดดังเดิม”
“จนมาถึงในยุคสมัยที่ บิดาของอิสสระซึ่งเป็าาอาณาจักรมหานาวาองค์ก่อน มีความคิดอยากจะรวมอาณาจักรทั้ง 4 เป็หนึ่งงเดียวเหมือนเดิม โดยอ้างเหตุการปกครองของแต่ละอาณาจักรว่าไม่เข้มแข็งเหมือนเดิม จนบางเมืองถูกอาณาจักรอื่นที่เป็เผ่ามนุษย์ด้วยกันกันเข้าตีและยึดครองได้สำเร็จ จนต้องส่งกำลังเข้าช่วยเหลือตีกลับคืนมาให้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งยัง้าพลังวิเศษของเผ่ามอนสเตอร์ที่มีพลังทิพย์เข้ามาในอาณาจักรของตนเพื่อความเจริญอุดมสมบูรณ์ มอนสเตอร์ที่มีพลังทิพย์ หลายตนถูกล่า โดยยอดฝีมือของอาณาจักร
“มีมอนสเตอร์หลายตนถูกจับมาขังเหมือนข้าก่อนหน้านั้น เพื่อบังคับให้ใช้พลังตามที่มัน้า แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม ภายในอาณาเขตที่ขอบเขตพลังแพร่ไปถึง ภายใต้ภสะกดดันทรมานเหล่ามอนสเตอร์ เพื่อบังคับให้สร้างทรัพยากร ทุกอย่างที่เป็ดิน-หิน อากาศกลับเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว ผนังศิลาที่แข็งแกรงก็ผุ่กร่อนอย่างรวดเร็วเพียงลมปากเป่า สายลมที่เย็นสบายก็เกิดเป็พิษเหม็นเน่าหากสูดดม”
“จากพลังศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนเป็คำสาป ทุกอย่างเกิเดจากความรู้สึกภายในจิตใจที่มีความทุกข์ แปลเปลี่ยนเป็สิ่งตรงกันข้ามในยามปกติ เกินกว่าที่พวกเราจะควมคุมได้”