ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 สำนักซ่อนเร้น

            ณ สถานที่ที่ห่างจากปากปล่องภูเขาไฟประมาณสองร้อยลี้เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างซ่อนตัวอยู่ในมิติ โดยที่เสิ่นล่างมีสีหน้าตื่นตกใจ

            เขาคิดไม่ถึงเลยว่าการที่ตนเดินทางมายังปล่องภูเขาไฟครั้งนี้จะดึงดูดคนของสำนักไท่อีเข้ามาด้วย

            ไอพลังของอีกสองคนไม่ได้ด้อยไปกว่าคนจากสำนักไท่อีเท่าไรนักกล่าวได้ว่าไม่ได้มีเพียงสำนักไท่อีเท่านั้น ยังมีอำนาจลึกลับอื่นๆ ในตำนานอีกด้วย

            “สำนักไท่อีคืออะไรหรือ”

            เสิ่นเสวียนถามเสิ่นล่างด้วยความสงสัยเขาไม่ได้หวาดกลัวเพราะคาดเดาเอาไว้แล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาถึงที่นี่เร็วขนาดนี้

            ตอนที่เสี่ยวเหยียนปรากฏตัวขึ้นเสาเพลิงต้นนั้นมีอานุภาพรุนแรงมาก แม้คนจากเผ่าอนธการจะซ่อนไอพลังของตนเอาไว้แล้วแต่ก็ยังมีไอพลังแผ่กระจายออกไปอยู่ดี ทำให้พวกเขาสังเกตเห็น หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกคลื่นพลังมิติสั่นสะเทือน และยังมีไอพลังที่แผ่กระจายออกไปขณะเก็บรากจักรพรรดิอีก หากไม่ดึงดูดผู้อื่นเข้ามาต่างหากถึงจะเป็นเรื่องแปลก

            อีกอย่าง เขาไม่เชื่อว่าในโลกนี้จะไม่มีผู้แข็งแกร่งอยู่เลยในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่มีไอพลังหลิงชี่เบาบาง ยังกำเนิดเขาที่สามารถฝ่าด่านเคราะห์ถึงเก้าครั้งขึ้นมาได้กับโลกนี้ที่พลังหนาแน่นกว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้

            “สำนักไท่อีคือสำนักซ่อนเร้นในทวีปหลิงโซ่วอยู่นอกเหนือการควบคุมของแคว้นต่างๆ เผ่าอนธการเป็นเพียงอำนาจเล็กๆ ในสายตาพวกเขา ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงทว่าพวกเขาไม่ค่อยเข้าแทรกแซงเรื่องต่างๆ ในโลกมากนัก คิดไม่ถึงว่าจะดึงดูดคนประหลาดเหล่านั้นมาได้”

            “สำนักซ่อนเร้น”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพึมพำ รู้สึกแปลกใจกับโลกแห่งนี้มากสถานที่ที่มีผู้แข็งแกร่งจึงจะช่วยให้เขาเติบใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ฝึกฝนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาหนึ่งพันปีนอกจากด่านเคราะห์อัสนีที่สามารถต่อกรกับเขาได้แล้วก็มีเพียงคนจากอาณาจักรเซียนเท่านั้นแต่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าสู่อาณาจักรเซียนได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจนแข็งแกร่งถึงขั้นไม่มีมิตรสหาย

            ที่ด้านนอกมิติของผังเมืองซานเหอจุดที่โดนอัสนีสวรรค์โจมตีกลายเป็นหลุมใหญ่ ร่างเงาของสามคนนั้นกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

            “น่าแปลก หรือพวกเขาจะยังหนีไปได้อีก”

            บุรุษตุ้งติ้งขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

            พวกเขาสามคนตามหาจนทั่วรัศมีร้อยลี้แล้วไม่ปล่อยให้ร่องรอยเล็กๆ ผ่านตาไปได้ แต่ก็ยังไม่เจอพวกของเสิ่นเสวียนอยู่ดี

            ก่อนหน้านี้ขณะที่ใช้อัสนีสวรรค์โจมตีพวกเขาเห็นอยู่ว่าเล็งเป้าหมายไปที่อีกฝ่ายแล้ว

            “หรือจะโดนอัสนีสวรรค์สังหารไปแล้ว”

            บุรุษจากวังดารากล่าวพึมพำ

            “ไม่มีทาง แม้สวรรค์ลงทัณฑ์จะสามารถสังหารคนได้แต่ก็ไม่มีทางกำจัดพลังต่างๆ ไปได้ ทว่าที่นี่กลับไม่มีเลยแม้แต่พลัง”

            แม่นางหยุนส่ายหัวปฏิเสธการคาดเดานี้นางคว้ากระบี่ยาวออกมาอีกครั้งและวาดอักขระยันต์ขึ้นกลางอากาศเหมือนกับเหนือปากปล่องภูเขาไฟก่อนหน้านี้

            ครั้งนี้ช่วงระยะเวลาผ่านไปไม่นานสามารถเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ได้อย่างชัดเจน

            เมฆดำก่อตัวปกคลุมท้องฟ้าเสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างเดินมาถึงที่นี่พลันหยุดเท้าลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

            “หนีเร็วฝนจะตกลงมาแล้ว ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ฝนจะตกได้”

            ทั้งสามคนมองเสิ่นล่างที่กำลังกล่าวอยู่ในภาพวาดนั้นพลางกระตุกมุมปากเล็กน้อย

            “ผู้เฒ่าคนนี้สามารถเก็บหลินจือโมราได้ด้วย!”

            บุรุษตุ้งติ้งถอนหายใจอย่างจนใจแม้แต่สวรรค์ลงทัณฑ์ยังไม่รู้จัก ปล่อยให้พวกเขาได้หลินจือโมราไปน่าจะเสียของไปเปล่าๆ

            “ดูนั่น!”

            แม่นางหยุนมองภาพนั้น ขณะที่อัสนีสวรรค์ฟาดลงมาพวกของเสิ่นเสวียนพลันหายตัวไปอย่างน่าประหลาด

            “นี่...”

            บุรุษจากวังดาราก็สังเกตเห็นเช่นกัน

            “ย้อนกลับไปหน่อยดูว่าพวกเขาหายตัวไปได้อย่างไร” บุรุษตุ้งติ้งกล่าวพลางจ้องภาพนั้นเขม็ง

            แม่นางหยุนทำให้ภาพนั้นเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นขณะเดียวกันก็ทำให้มันเคลื่อนไหวช้าลงกว่าเดิมมาก

            พวกเขาได้ยินเพียงเสียงสายฟ้าฟาดดังลั่นจากนั้นมิติรอบๆ ร่างของพวกเสิ่นเสวียนพลันบิดเบี้ยวไป ทำให้ทั้งสองคนและเสี่ยวเหยียนถูกดันเข้าไปภายในและหลังจากนั้นอัสนีสวรรค์ก็ฟาดลงไปที่พื้น

            “ยังกล้าพูดอีกว่าไม่ใช่คนของพวกเจ้าเพลงยุทธ์มิติมีเพียงพวกเจ้าที่รู้มิใช่หรือ และคนผู้นั้นยังสวมเกราะอนธการไว้อีก หากไม่ใช่คนจากสำนักบุปผาของเจ้าแล้วจะเป็นใครได้”

            บุรุษจากวังดาราหันมองบุรุษตุ้งติ้งทำท่าทางพร้อมจะสู้

            “แค่นี้น้องชายก็ทนไม่ไหวแล้วหรือข้าบอกว่าไม่ใช่คนจากสำนักบุปผาของข้าก็คือไม่ใช่”

            บุรุษตุ้งติ้งกล่าวเสียงเย็นเขาเคลื่อนตัวมายังตำแหน่งที่เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างหายตัวไป จากนั้นเขาลองใช้จิตวิญญาณสัมผัสเพื่อตามหาร่องรอยเพลงยุทธ์มิติสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ ไม่มีใครหลบหนีจากการตรวจสอบของเขาได้นอกจากคนที่แข็งแกร่งกว่าเขา

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างกลั้นหายใจพร้อมกันพวกเขาไม่กล้าหายใจแม้สักเฮือก กังวลว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็น

            อีกฝ่ายยืนอยู่เบื้องหน้าหากมิติของผังเมืองซานเหอจางหายไป พวกเขาจะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายในระยะประชิด

            คนผู้นี้แข็งแกร่งมากทำให้เสิ่นเสวียนรู้สึกกดดันหากต้องสู้กันจริงๆ เสิ่นเสวียนไม่มีทางสู้เขาได้เลย แม้จะร่วมมือกับเสี่ยวเหยียนก็ยังสู้เขาไม่ได้

            บุรุษตุ้งติ้งยืนอยู่ตรงนั้นมองสังเกตซ้ายขวา ต้องการตามหาร่องรอยแม้เพียงเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหัว

            “ไม่เจออะไรเลย”

            “ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องจัดการขอตัวก่อน”

            แม่นางหยุนรู้ว่าที่นี่ไม่มีร่องรอยใดๆอยู่ต่อไปรังแต่จะเสียเวลาเปล่า จึงกลายเป็นลำแสงสีขาวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

            “แม่นางหยุนรอข้าด้วย”

            บุรุษจากวังดาราเห็นเช่นนั้นจึงเหาะตามขึ้นไปด้วย

            “เฮ้อ น้องชายรอข้าด้วย”

            เมื่อเห็นสองคนนั้นเหาะไปแล้วบุรุษตุ้งติ้งพลันตะโกนเรียก ทว่าไม่มีใครสนใจเขาเลย

            ทั่วทั้งบริเวณนี้ นอกจากหลุมที่โดนอัสนีสวรรค์โจมตีก็เหลือเพียงเขาคนเดียวแล้ว

            “เฮ้อ!คนใจร้อนยากจะประสบความสำเร็จได้”

            บุรุษตุ้งติ้งมองตามสองคนนั้นแล้วส่ายหัวเบาๆ

            ภายในมิติของผังเมืองซานเหอเสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างยังคงซ่อนตัวอยู่ ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจออกมา

            หลังจากทุกอย่างเงียบลงแล้วบุรุษตุ้งติ้งพลันหมุนตัวกลับมากล่าวกับตำแหน่งที่พวกเสิ่นเสวียนซ่อนตัวอยู่

            “เลิกซ่อนได้แล้วพวกเขาไปกันหมดแล้ว คิดจริงๆ หรือว่าจะปิดบังข้าได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติต่างมีสีหน้าต่างกันไปที่แท้อีกฝ่ายก็เจอพวกเขาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เปิดโปงออกไปเท่านั้น

            ทว่าเสิ่นเสวียนยังคงส่ายหัวบอกเสิ่นล่างไม่ให้ออกไป

            แม้อีกฝ่ายจะสังเกตเห็นแต่ก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ตราบใดที่ไม่ออกไปเอง อีกฝ่ายก็ยากที่จะบังคับพวกเขาให้ออกไปได้ เพราะนี่ไม่ใช่เพลงยุทธ์มิติแต่เป็นมิติของศาสตราเทพชิ้นหนึ่ง

            ที่ด้านนอก บุรุษตุ้งติ้งกล่าวจบก็มองไปรอบๆด้วยแววตาโหดเหี้ยม ทว่าทุกอย่างกลับว่างเปล่า ไม่มีใครปรากฏตัวออกมาเลย

            “ยังไม่ออกมาอีกหรือเช่นนั้นอย่าโทษที่ข้าโจมตีพวกเจ้าแล้วกัน”

            บุรุษตุ้งติ้งกวาดตามองไปยังตำแหน่งที่เสิ่นเสวียนซ่อนตัวพลางกล่าวออกมาอีกขณะนั้นไอพลังบนร่างพลันแข็งแกร่งขึ้น

            “เขาจะโจมตีแล้ว!”

            เสิ่นล่างกล่าวกับเสิ่นเสวียนเบาๆ

            “ไม่มีประโยชน์ต่อให้โจมตีออกมาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ จำไว้ว่าอย่าออกไป”

            เสิ่นเสวียนกล่าวอีกครั้ง

            ส่วนที่ด้านนอก บุรุษตุ้งติ้งเพียงโคจรพลังเท่านั้นไม่ได้โจมตีออกไป

            “เอ๋!ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่จริงๆ ทำถึงขนาดนี้ยังไม่ออกมาอีก แล้วพวกเขาจะหนีไปไหนได้”

            บุรุษตุ้งติ้งรออยู่ตรงนั้นประมาณครึ่งเค่อแล้วยังไม่เจอร่องรอยใดๆทำให้เขาส่ายหัวอย่างหมดหนทาง

            ตามที่ภาพแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้หากพวกเสิ่นเสวียนซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เช่นนั้นพวกเขายังต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน อีกทั้งเพลงยุทธ์มิติมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาไม่มีทางซ่อนตัวได้นานขนาดนี้

            ระยะเวลาครึ่งเค่อ แม้แต่อาจารย์ของเขายังทำได้ยากเลย

            “ดูเหมือนข้าต้องไปถามไถ่ที่เผ่าอนธการสักหน่อยแล้ว”

            หลังจากบุรุษตุ้งติ้งกล่าวจบเขาก็กลายเป็นลำแสงสีแดงเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า

            เมื่อเขาออกไปแล้ว แรงกดดันในมิติแห่งนี้จึงลดลงไปมาก

            แต่เสิ่นเสวียนที่ซ่อนตัวอยู่ภายในมิติไม่ได้ปรากฏตัวออกมาในทันทีเขารออยู่ในนั้นอีกประมาณครึ่งเค่อ เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงออกมา

            “เฮ้อ ที่แท้อีกฝ่ายก็แค่หลอกพวกเรา”

            เสิ่นล่างและเสิ่นเสวียนออกมาจากมิติพลางถอนหายใจอย่างหนักยิ้มแห้งๆ ออกมา คนระดับนั้นช่างสรรหาวิธีการจริงๆ

            “ผู้เฒ่าล่างสถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัย พวกเราต้องออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”

            “ได้”

            เสิ่นล่างพยักหน้าแล้วจึงเดินทางออกจากที่นี่อย่างรวดเร็วพร้อมกับเสิ่นเสวียน

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน