ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

    ตอนที่ 126 ความเร็วที่น่าหลงใหล

    นาฟตระหนักดีว่าชื่อเสียงและอำนาจสามารถเป็นทั้งพลังแห่งความดีและความชั่วทั้งหมดขึ้นอยู่กับการใช้งานของมัน

    มองลงไปยังเมืองเบื้องล่าง เขารู้ว่าตนเองมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ชื่อเสียงและอำนาจที่เขาได้รับมา อาจทำให้เขามีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้คนและสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม

    “ข้าจะใช้มันเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น” นาฟกล่าวกับตัวเองด้วยความมั่นใจ

    “เพื่อทำให้โลกนี้เป็นที่ที่ดียิ่งขึ้น”

     

    ความคิดของนาฟเต็มไปด้วยความตั้งใจและความหวังเขารู้ว่าการมีชื่อเสียงและอำนาจเป็นดาบสองคม แต่เขาก็พร้อมที่จะใช้มันแล้ว

    แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ หายไป ในใจของนาฟเริ่มรู้ทิศทางที่จะเดินต่อไป ความมุ่งมั่นยังคงอยู่การเดินทางของเขายังไม่สิ้นสุด และยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำ การเข้าแข่งขันเป็นเพียงบันไดก้าวแรกเท่านั้น

     

     

    ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ที่ห่างไกลจากเขตเมืองหลักนาฟยืนอยู่ในสนามฝึกซ้อมที่กว้างใหญ่โดยรอบมีภูเขาสูงชันที่ล้อมรอบสร้างความรู้สึกถึงความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้าเสียงของรถเคลื่อนพลังสองล้อชนิดแข่งคันอื่นๆ ดังก้องกังวานในอากาศ ผู้คนที่หลงใหลในความเร็วล้วนมาใช้สนามแห่งนี้เป็นที่ฝึกซ้อม

    นาฟมองไปยังรถแข่งสีดำเงาที่จอดอยู่ใกล้ๆ เลือดเนื้อเริ่มสูบฉีดรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความพุ่งพล่านในใจ

    คากิเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเขายิ้มบางๆ และตบไหล่นาฟเบาๆ

    “นายพร้อมหรือยัง?” คากิถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    นาฟพยักหน้า

    “พร้อมแล้ว!”

    คากิพานาฟไปที่รถเคลื่อนพลังคันสีดำซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ทดลองฝึกซ้อม คากิเริ่มอธิบายถึงส่วนต่างๆ ของรถ “นี่คือมือจับคันเร่งมันเป็นเส้นชีวิตของเจ้าในสนามแข่งเจ้าต้องรู้สึกถึงการตอบสนองของมันทุกครั้งที่เจ้าเคลื่อนไหว”

    นาฟลองจับดูรู้สึกถึงความแข็งแรงมั่นคงและการตอบสนองที่ไวของมันรู้ถึงการปรับแต่งที่สอดรับกับสรีระร่างกาย

    คากิพยักหน้าและยิ้ม “ดีมากตอนนี้เรามาดูที่คันเร่งและเบรก การควบคุมทั้งสองนี้สำคัญมากในการแข่งขันเจ้าไม่เพียงแค่เร่งและเบรก แต่ต้องรู้สึกถึงจังหวะที่เหมาะสมด้วย”

    นาฟทดลองบิดคันเร่งและกดเบรกตามคำแนะนำของคากิรู้สึกถึงการตอบสนองของรถและความสำคัญของการควบคุมที่แม่นยำ

    จากที่นายได้ศึกษา ในบันทึกภาพการแข่งและเรียนรู้เทคนิคการขับขี่ในแบบต่างๆ มาแล้ว

    “ตอนนี้ นายต้องเริ่มลงสนามจริง” คากิกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังสนามที่เต็มไปด้วยโค้งและเนินสูงชัน

    “จำไว้ว่าการขับรถเคลื่อนพลังแบบแข่งไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วแต่เป็นเรื่องของการควบคุมและการตัดสินใจที่รวดเร็ว”

    นาฟสวมหมวกโลหะและขับรถแข่งออกไปในสนามความรู้สึกของลมที่พัดผ่านและความเร็วที่เพิ่มขึ้นทำให้เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นและท้าทาย

    คากิที่ขับตามหลังมาอีกคัน คอยให้คำแนะนำผ่านเครื่องส่งสัญญาณเสียงในหูฟังภายในหมวกโลหะ

    “ดีมาก! นายทำได้ดีในโค้งนั้น”เสียงของคากิดังขึ้น “ต่อไปลองเพิ่มความเร็วในทางตรงแต่ระวังการเบรกเมื่อเข้าโค้งถัดไปจำไว้ว่าเจ้าต้องรู้สึกถึงรถและตอบสนองตามที่มันต้องการ”

    นาฟทำตามคำแนะนำความเร็วเพิ่มขึ้นและการควบคุมของเขาก็มั่นคงขึ้นทุกครั้งที่เข้าโค้งและออกจากโค้งคากิที่เห็นพัฒนาการของนาฟ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว อดที่จะชมเชยไม่ได้

    คากิยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆเช่น การเอียงตัว การถ่ายน้ำหนัก และการใช้ระบบเพิ่มความเร็วฉับพลัน

    “เจ้ายอดเยี่ยมมาก” คากิกล่าวเมื่อนาฟขับกลับมาที่จุดเริ่มต้น

    “นายมีทักษะความเข้าใจที่รวดเร็ว ความสามารถด้านกายภาพก็มีการปรับตัวตามได้อย่างแม่นยำ

    นาฟยิ้มและพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุด”

     

    ผ่านมาราวๆ หนึ่งเดือนผู้คนในสถานศึกษาที่เห็นนาฟและคากิที่ไปไหน มาไหนด้วยกันบ่อยๆแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าทั้งคู่กำลังทำอะไรกัน

    ภายในอาคารที่ 5 แผนกวิวัฒน์กลไก  ชายหนุ่มสองคนยืนมองรถเคลื่อนพลังที่อยู่ตรงหน้า มันมีสีแดงดั่งโลหิตแต่เงาวาว แต่งด้วยลายเส้นที่สวยงามดูทรงพลัง ผิวสัมผัสของรถเรียบลื่น รูปทรงรถที่ล้ำสมัยกว่าทุกคัน

    “นายพร้อมแล้วต่อจากนี้นายต้องเอาเจ้านี่ไปขับขี่ให้เกิดความเคยชิน มันเป็นรถที่ทำความเร็วได้มากที่สุดเท่าที่ฉันเคยสร้างมา”  นาฟพยักหน้า

    “อีก 2 เดือน การแข่งขันเรซซิ่งสเตรชเชอร์จะเริ่มขึ้นครั้งนี้จัดได้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะความยากของสนามแข่งครั้งนี้ได้รับการออกแบบเพิ่มเติมมาจากฝั่งราชวงศ์อาณานิคมและเป็นการรวมตัวของผู้แข่งขันที่เคยชนะในแต่ละปีเพื่อเข้าแข่งขันพร้อมกันในครั้งนี้

    “เห็นนายบอกว่ามีที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสมและห่างไกลผู้คน เดี๋ยวฉันจะเตรียมบันทึกข้อมูลย้อนหลังและรูปแบบของสนามแข่งในแต่ละปีไว้ให้นาย”

    คากิหันไปมองนาฟ “ฉันเชื่อในตัวนาย!

    นาฟก็หันกลับไปยิ้มให้คากิ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สัมผัสถึงชายอ้วนคนนี้ เห็นถึงศักยภาพที่แสดงความเป็นอัจฉริยะออกมาก

    คนๆ นึง ที่สามารถทุ่มเทแรงกายและใจให้กับการงานที่ตนรักจนสามารถวิวัฒน์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าขึ้นมาได้เรื่อยๆ

    จนทำให้นาฟค่อยๆเข้าใจในสิ่งที่ชายอ้วนคนนี้ที่กล่าวไว้ว่าความพยายามและความมุ่งมั่นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

    นาฟรู้ดีว่าตนจำเป็นต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมเพิ่มแต่สำหรับคนที่เป็นเจ้าของโลกมิติ ที่เวลาเดินช้ากว่าโลกปกติถึงสามเท่าจึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องระยะเวลาการฝึกซ้อม

    นาฟได้เข้าไปขอลา กับครูดอนว่าจำเป็นจะต้องออกไปทำเรื่องราวบางอย่างใช้เวลาราวๆ 1 เดือน

    นาฟจำเป็นต้องมีสมาธิในการฝึกซ้อมจึงบอกกล่าวคนรอบข้างไว้ เพื่อจะได้ไม่เป็นห่วง

    และทุกๆครั้งก็ไม่ลืมที่จะหาช่องทางการติดต่อ กับท่านแม็คในแคมป์กลางเพื่อฝากเงินไปให้แม็คช่วยซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้ชาวชุมชนดังเดิม

    แม็คก็ส่งข่าวกลับมาแจ้งว่าช่วงนี้ไม่มีภัยพิบัติใดๆ เกิดขึ้นแถวนี้ไม่ต้องเป็นห่วงคนในชุมชนก็อยู่สุขสบายดี

    จริงๆแล้วนาฟเคยคิดเรื่องทยอยพาคนจากแดนนอกเข้ามาเป็นพลเมืองในอาณานิคมโดยใช้สิทธิ์คะแนนของเจ้าหน้าที่องค์กรจันทร์เสี้ยว แต่วิกฤติเรื่องของเจ้าอีกา ทำให้นาฟต้องหยุดเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อน

     

    หลังจากจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยนาฟใช้เลือกใช้เส้นทางเข้าโลกมิติ จากที่พักส่วนตัวขององค์กร

    ก่อนเข้าโลกมิตินาฟนึกถึงช่วงเวลาที่เขาฝึกฝนขับรถเคลื่อนพลังอยู่ทุกวันจนเป็นความเคยชิน กลายเป็นว่าตนเริ่มหลงใหลในความเร็วโดยไม่รู้ตัว  ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่เพิ่มพูนขึ้นไปด้วยเป็นการฝึกฝนในอีกรูปแบบนึง ก่อให้เกิดพลังสัมผัสที่ฉับไวกว่าเดิมมาก

    จนบางครั้งรู้สึกว่าสิ่งรอบข้างเริ่มช้าลงแต่จริงๆ แล้วเป็นตัวนาฟเองที่เร็วขึ้นต่างหาก

    นาฟมองรอยแยกมิติเบื้องหน้าที่ค่อยๆแยกออก เกิดรอยยิ้มที่มุมปาก “เรซซิ่งสเตรชเชอร์”