เมื่อทั้งสองลงจากรถม้า หนี่ซวงก็ผายมือไปหาจางหลินพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นำหยกตัวตนของเจ้ามา ข้าจะให้อาเหลียงไปเลื่อนขั้นสถานะของเจ้าให้”
“เลื่อนขั้น?” จางหลินถามกลับอย่างใครรู่ “เลื่อนขั้นอะไร?”
หนี่ซวงหัวเราะเบาๆให้แก่ความไม่รู้ของเขา “ข้าเดาว่าหยกพลเรือนของเจ้าคงจะเป็นหยกสีขาวใช่หรือไม่?”
จากนั้นนางก็อธิบาย “หยกสีขาวคือหยกที่มีสถานะต่ำที่สุดซึ่งถูกเรียกว่าหยกพลเรือน แต่เนื่องจากเจ้ายินยอมที่จะเป็นผู้ติดตามของข้า หยกตัวตนของเจ้าก็จะถูกยกระดับให้กลายเป็นหยกสีเขียวที่มีสถานะเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลชั้นนำ นั่นหมายความว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอยู่อาศัยห้าร้อยเหรียญเงินต่อเดือนให้แก่มณฑลหนานอีกต่อไป และเจ้ายังได้รับเงินเดือนจากทางตระกูลหนี่อีกด้วย”
จากหลินที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่
นั่นไม่ได้หมายความว่าห้าร้อยเหรียญเงินของเขา เขาสูญเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?
เขาส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะคว้าหยกพลเรือนมอบให้แก่อาเหลียง “รบกวนท่านแล้ว”
อาเหลียงประหลาดใจเล็กน้อยที่จางหลินสามารถรบกวนใครแบบดีๆก็เป็น เขาเพียงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าหนู เจ้าทำกระบี่ของข้าพัง ข้าหวังว่าหลังจากได้รับเงินเดือน เจ้าจะช่วยออกค่าซ่อมกระบี่ให้ข้าได้”
จางหลินกลอกตาและไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของตน “ใครขอให้เจ้าขวางทางข้า?”
ใบหน้าของอาเหลียงมืดลง หนี่ซวงทำได้เพียงขบขันก่อนจะโบกพัด “อาเหลียง ไปได้แล้ว”
อาเหลียงทำได้เพียงจ้องมองจางหลินด้วยความต้องการที่อยากจะทุบตี หากแต่เขาประสานมือน้อมรับอย่างสุภาพ “ขอรับคุณหนูน้อย”
เมื่ออาเหลียงควบม้าออกไป หนี่ซวงหันไปหาจางหลินและคลี่พัดขนนกออกมา “เฟยหยาง ตามข้ามา”
จางหลินพยักหน้าและเดินตามหลังหนี่ซวงไปในคฤหาสน์หลังโต
ระหว่างทางมีสาวใช้และพ่อบ้านมากมายที่โค้งคำนับแก่หนี่ซวง และมีสายตาอีกมากมายที่จ้องมองจางหลินอย่างสงสัย
ในขณะที่หนี่ซวงกำลังเดินนำทาง จางหลินก็พบว่าปราณจิตวิญญาณของอาณาบริเวณแห่งนี้หนาแน่นยิ่งกว่าเขตเมืองชั้นนอกเป็นไหนๆ
“ซวงซวง เจ้ากลับมาแล้ว”
แต่จู่ๆ ก็มีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของหนี่ซวงและจางหลินหยุดลงพร้อมๆกัน
ไม่ไกลจากโถงทางเดิน เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดโบราณสีม่วงที่กำลังส่งยิ้มมาแต่ไกล กำลังตรงเข้ามาหาคนทั้งสองอย่างยิ้มแย้ม
ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ขาวสะอาด กลางหน้าผากมีเครื่องประดับครอบทับ ดวงตาของเขาสดใสราวกับดาราบนท้องนภา แม้แต่รอยยิ้มก็ยังบริสุทธิ์ไร้ซึ่งความชั่วร้ายเจือปน
“พี่ใหญ่” หนี่ซวงส่งเสียงเรียกด้วยความยินดี ก่อนที่นางจะเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยถาม “ดึกดื่นป่านนี้แล้วท่านยังไม่นอนอีกหรือ?”
ชายหนุ่มในชุดโบราณยิ้มอย่างสดใส “เจ้าออกไปตั้งแต่เช้าและจนถึงยามซวีก็ยังไม่กลับมา เจ้าคิดจริงๆหรือว่าพวกข้าจะนอนหลับได้ลง?”
หนี่ซวงยิ้มอย่างอายๆเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้อธิบายอะไร
ชายหนุ่มในชุดโบราณยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ในเมื่อเจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัย เจ้าควรจะไปรายงานเรื่องนี้กับท่านพ่อก่อน—”
ครู่ต่อมารอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มก็หายไป ครั้นมองเห็นชายที่มีหน้าตาไม่รับแขกยืนอยู่ด้านหลังหนี่ซวง “ซวงซวง ชายผู้นี้คือ?”
หนี่ซวงเก็บพัดขนนกและหัวเราะเบาๆ “เขาคือผู้ติดตามคนใหม่ของข้า นามว่าหยุนเฟยหยาง”
“ผู้ติดตาม?” ชายหนุ่มในชุดจีนโบราณตรวจสอบจางหลินด้วยการปราดมอง ก่อนที่เขาจะหันไปดุหนี่ซวงด้วยอารมณ์ที่แย่ลง “ในตระกูลของเรามีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาเป็นร้อยๆ เจ้าจะรับเอาผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่รู้จักที่มาเข้าสู่ตระกูลของเราง่ายๆได้อย่างไร?”
หนี่ซวงเข้าไปใกล้ก่อนจะใช้พัดขนนกป้องหูพลางเอ่ยกระซิบ “แต่เฟยหยางกล้าที่จะดึงโจวหยวนลงจากหลังม้า เขายังคิดที่จะฆ่าโจวหยวนต่อหน้าสาธารณชนอีกต่างหาก ท่านไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรอกหรือ?”
ใบหน้าของชายหนุ่มในชุดจีนโบราณแข็งค้างด้วยความตกใจ
แต่ก่อนที่จางหลินจะได้เคลื่อนไหว จู่ๆชายหนุ่มก็รีบปรี่เข้ามาหาจางหลินและจับมือเขาไว้ด้วยเสียงหัวเราะร่า “ฮ่าๆๆ น้องชายน้อยเจ้าทำได้ดีมาก ตระกูลโจวชักจะเหิมเกริม การสั่งสอนพวกมันนับว่าเจ้ามีรสนิยมที่ดีใช้ได้”
จางหลินที่เห็นว่าชายหนุ่มในชุดจีนโบราณเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็พูดไม่ออก
[เขาโดนลาเตะหัวหรือไม่?]
[ชายผู้นี้เป็นคนบ้าหรืออย่างไร?]
หนี่ซวงที่เห็นว่าพี่ชายของตนดูเหมือนจะชื่นชอบจางหลิน นางก็หัวเราะเบาๆและยังกล่าวต่อ “ไม่ใช่แค่นั้น เขายังปิดกั้นอาเหลียงที่ใช้กระบี่ระดับ 4 ได้ด้วยมีดสั้นระดับ 3 และด้วยพลังยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาเท่านั้น ท่านยังคิดว่าเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาธรรมดาๆอีกหรือไม่?”
ใบหน้าของชายหนุ่มในชุดจีนโบราณแข่งทื่อ ในคราวนี้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด “เจ้าพูดจริงงั้นรึ?”
หนี่ซวงพยักหน้าอย่างจริงจัง “จริงแท้แน่นอน หากข้าไม่ได้หยุดเฟยหยางไว้ โจวหยวนคงกลายเป็นศพข้างถนนไปแล้ว”
ความสนใจฉายผ่านดวงตาของชายหนุ่มชุดจีนโบราณ เขาเข้าไปพูดคุยกับจางหลินอย่างเป็นมิตร “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าหนี่เหิงเหยียนนายน้อยคนโตของตระกูลหนี่ นับจากนี้เจ้าจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลหนี่ หากต้องการอะไรหรืออยากรู้อะไร เจ้าสามารถถามพ่อบ้านและสาวใช้ได้”
จางหลินที่ถูกต้อนรับอย่างอบอุ่นก็ผงะไปชั่วขณะ
เขาไม่คาดคิดว่าในโลกที่โหดร้ายนี้ เขายังจะได้รับการต้อนรับที่ดีจากคนแปลกหน้า
ดูเหมือนว่าหนี่เหิงเหยียนจะถูกใจจางหลิน เพราะความกล้าหาญและความไม่เกรงกลัวต่อมหาอำนาจที่เขาได้แสดงออกมา
จางหลินที่คิดได้ดังนั้นก็ยกมือขึ้นมาประสานอย่างซาบซึ้ง “คุณชายหนี่ ขอบคุณท่านมาก”
“เรียกข้าว่าพี่เหิงเหยียนก็พอ” หนี่เหิงเหยียนตบไหล่จางหลินอย่างเป็นกันเอง “เอาล่ะๆ ตระกูลหนี่ของเราไม่เคยให้สถานะทาสแก่ใคร แม้ว่าเจ้าจะเป็นเพียงแค่ผู้ติดตามของซวงซวง แต่เจ้าก็ถือได้ว่าเป็นคนในตระกูลหนี่เช่นกัน หากมีเรื่องที่เจ้าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เจ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
จางหลินประสานมืออีกครั้งอย่างสุภาพ
หนี่เหิงเหยียนหันมองหนี่ซวงและกล่าวอย่างรีบร้อน “ซวงซวง ไปกับข้า ท่านพ่อรอเจ้าอยู่ที่ห้องโถง ส่วนเฟยหยางข้าจะให้เสี่ยวหยูจัดการเรื่องที่พักให้”
หนี่ซวงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
จากนั้นไม่นานสาวใช้นามเสี่ยวหยูก็เข้ามา จางหลินบอกลากับหนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวง พลางเดินตามเสี่ยวหยูไปที่ด้านหลังคฤหาสน์ซึ่งเป็นที่พำนักของผู้ติดตามตระกูลหนี่
. . .
เสี่ยวหยูได้นำทางจางหลินมาถึงศาลาหลังหนึ่งที่ติดกับริมน้ำ และตรงไปอีกเล็กน้อยคือตำหนักหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ใจกลางสวนดอกไม้
จางหลินมองไปยังพื้นที่โดยรอบ และสัมผัสได้ว่าพื้นที่นี้มีความหนาแน่นของปราณจิตวิญญาณที่สูงกว่าทางเข้าของตระกูลหนี่ การที่เขาจะได้พำนักในพื้นที่นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการฝึกฝนของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
เสี่ยวหยูผายมือไปยังตำหนักและกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “หยุนเฟยหยาง นี่คือที่พักของเจ้า หากขาดเหลืออะไร เจ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ ข้าพักอยู่ที่ตำหนักทางทิศตะวันออกไม่ไกลกับเจ้ามากนัก”
“ขอบคุณ” จางหลินประสานมือและพยักหน้าอย่างเข้าใจ เสี่ยวหยูก็ขอตัวจากไป ทำให้เขาเดินเข้าไปยังตำหนักหลังเล็กด้วยตัวคนเดียว