The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๗๐ พบเพื่อนเก่า

        สุดท้าย แม้จะน่าเสียดายแต่วิฬาร์ก็เลือกเรียนกลยุทธ์เวทกับโคบุตรไปก่อนเนื่องจากคิดว่าจะมีส่วนช่วยในการทำภารกิจเผ่ายักษ์ขั้นสาม ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่นานได้มากกว่าเพราะถ้าเกิดเขาคิดถึงความก้าวหน้าส่วนตัวจนทำให้ภาพรวมใหญ่พัง มันก็คงทำให้เขารู้สึกผิดต่อกิลด์มาก

        และเมื่อเขาตกลงปลงใจได้โคบุตรก็เริ่มคอร์สเรียนทันที

        ทั้งสองนั่งอยู่ตรงข้ามกันโดยมีกระดานกลยุทธ์ผืนใหญ่คั่นกลางแต่ละฝ่ายมีกำลังพลในมือถึงฝั่งละหนึ่งหมื่น หากนี่เป็นสงครามจริงสามารถเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าติดตามไม่น้อย

        “กลยุทธ์ที่เจ้าเคยใช้สู้กับข้าเป็นเพียงความรู้ขั้นพื้นฐาน การประสานกำลังที่เจ้าใช้ก็เหมือนการคูณพลังจากคนแต่ละคน” โคบุตรเอ่ยเกริ่น ในขณะที่กองกำลังของท่านค่อยๆเคลื่อนตัวตรงเข้ามาหาทัพของวิฬาร์ที่กระจายตัวโอบล้อมจากอีกฟาก

        และในเวลาเดียวกัน เวทมนตร์แต่ละบทก็เริ่มประสานกันจนก่อกำเนิดเกราะเวทและสะสมกำลังสำหรับปะทุโจมตี

        “แต่สิ่งที่เจ้าจะได้เห็นต่อไปนี้ มิใช่การคูณ...”

         “...แต่เป็นการยกกำลัง”

        ไม่นาน กระบวนทัพของทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกัน แรกเริ่มกองกำลังของวิฬาร์คล้ายว่าจะยันรับไว้ได้สักพัก แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา มันก็ปริแตกแล้วพังทลายลงอย่างยับเยิน

        ยุทธวิธีที่เขาลักลอบเรียนมาจากโคบุตรคราวก่อนคล้ายไร้ค่าเมื่อต้องเผชิญกับการเอาจริงจากอีกฝ่าย

        เมื่อแสดงตัวอย่างของจริงให้วิฬาร์ได้เห็นโคบุตรก็ไม่ได้เยิ่นเย้ออะไรอีก เพราะตาถัดมา เขาเริ่มสอนวิฬาร์อย่างจริงจังทีละหัวข้อ ทีละเหตุการณ์ ตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ก็แทบจะจับมือสาธิตให้ดูนับได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ใส่ใจศิษย์คนหนึ่ง

        และเมื่อได้เรียนรู้วิธีวางกลยุทธ์กับโคบุตร วิฬาร์ก็รู้สึกเหมือนกำลังเรียนภาษาใหม่ภาษาหนึ่งอยู่

        ภาษาสงคราม

         

        ....................

         

        การฝึกของทหารฝั่งอนันตนาคราชผ่านไปแบบไม่หนักไม่เบาทว่าในเช้าวันที่แปด หลังจากวิฬาร์มาถึง การฝึกสุดโหดก็เริ่มบรรเลงขึ้น

        เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นคนพวกนี้แม้ถูกฝึกจากทัพหลักมาแล้วทว่าวิฬาร์ต้องการทำความเข้าใจฝีมือพวกเขาอย่างกระจ่าง จึงวัดเองกับมือ

        บวกกับเจ้าตัวกำลังคันไม้คันมือ ร้อนวิชาหลังจากฝึกฝนกับโคบุตรมาหมาดๆการฝึกของพวกเขาจึงยิ่งทวีความโหดขึ้นอีกระดับ

        เขาเริ่มจากการแบ่งทัพเป็นสี่ส่วนโดยมีความตั้งใจว่าสองทีมแรก ให้อาเมียร์และธาร์สไปคนละส่วน และสองชุดสุดท้ายเขาดูแลกลุ่มหนึ่ง และให้ครูฝึกช่วยดูแลอีกทีมไปก่อน ไว้ค่อยหาคนที่พอมีฝีมือสายบัญชาการจากคนในทัพมาคุมอีกทีเพราะเขาเชื่อว่าในอนาคต ภารกิจเผ่ายักษ์จะยิ่งขยายตัวขึ้นเรื่อยๆเขาไม่มีทางมานั่งดูแลเรื่องทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียวจึงจำเป็นจะต้องหาลูกมือเพิ่มในตอนที่ยังมีเวลา

        ทั้งสี่ทัพผลัดกันเวียนตีเวียนรับ เดี๋ยวปะทะแบบตรงๆหรือตั้งค่ายแล้วจำลองการลอบโจมตี วัดความอึดผ่านการเดินทัพข้ามหุบเขาหรือแม้กระทั่งให้ต่อสู้กันเองภายในเพื่อเทียบฝีมือกัน

        คนพวกนี้มีไม่น้อยที่ทนทานแทบไม่ไหวแต่ภายใต้การใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ รวมถึงการเข้าหาอย่างอบอุ่น เช่นการเชิญมา ‘กินข้าวฝีมือแม่ทัพวิฬาร์’ปัญหาก็แทบไม่เกิดขึ้นอีกเลย

        จากนั้นเมื่อรู้จักกองทัพของตัวเองระดับหนึ่งวิฬาร์ก็สังเกตเห็นผู้เล่นบางคนที่น่าจะมีฝีมือในการบัญชาการทัพจึงเริ่มทำการจับตาดูระหว่างฝึกฝนพวกเขา ค่อยๆ ตัดตัวเลือกไปทีละคน ทีละคนจนกระทั่งเหลือเพียงสองคนที่เข้าตา

        คนแรก เธอชื่อไมราห์ เป็นผู้เล่นสายดาราเวทคนหนึ่งที่มีความสามารถน่าจับตามองสามารถจับกระแสกลยุทธ์ได้เป็นอย่างดี และหลังจากทดลองให้เธอคุมทัพสู้กับตนวิฬาร์ก็รู้ว่าตัดสินใจไม่ผิด

        แถมตำแหน่งเดิมของเธอก็เป็นถึงหัวหน้ากองอยู่แล้วหากจะเลื่อนขึ้นมาเป็นรองแม่ทัพ ก็น่าจะไม่มีปัญหา ทำให้หลังจากจัดการอะไรจนแน่ใจเขาก็หมุนเธอขึ้นมานั่งเก้าอี้ทัพหมายเลขสามทันที

        ส่วนอีกคน คือฮาร์ทเขาเป็นนักเวทสายธาตุที่เชี่ยวชาญเวทน้ำแข็งยิ่งบวกกับความใจเย็นและการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ก็ทำให้เขาเป็นคนที่ต่อกรได้ยากมากหมอนี่ถนัดเล่นเกมรับมากถึงขนาดอาเมียร์หรือธาร์สที่ฝึกฝนกับเขามาหลายเดือนยังเจาะแทบไม่เข้าส่วนวิฬาร์เองก็ต้องใช้ความพยายามถึงระดับหนึ่ง จึงมั่นใจว่าน่าจะเป็นคนที่ใช้ได้

        เขาฝึกยุทธวิธีต่างๆ ผ่านคนทั้งสี่อยู่หนึ่งอาทิตย์ก็ถึงช่วงเวลาซ้อมใหญ่กับทางโรซาเลียครั้งแรก แน่นอนว่าเมื่อมีเรื่องให้รอคอยเหล่าเกมเมอร์ชายก็ยิ่งระริกระรี้หรือแม้แต่เหล่าเกมเมอร์สาวก็มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอยากโชว์ของขึ้นมาทำให้การฝึกทัพช่วงก่อนจะซ้อมรบกับอีกฝ่ายคล่องมือขึ้นมากเลยทีเดียว

        และจากนั้น

        ก็ถึงวันลงสนาม

        และผู้ชนะก็คือ…

        …โรซาเลีย

        ต่อให้เป็นการซ้อมรบ แต่ลงศึกครั้งแรกก็ต้องมีตื่นสนามกันบ้างแถมนี่ยังเป็นครั้งแรกของไมราห์และฮาร์ท จะมีพลาดบ้างเอ๋อบ้างก็ไม่แปลกแต่ไอ้ที่แปลกคือธาร์ส ที่สมองเบลอไปด้วยอีกคน

        ความจริงวิฬาร์เห็นช่องโหว่ในการตั้งรับของทั้งสามคนแต่แรกแล้ว ความจริงหากเขาคิดจะแก้ไขก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เจ้าตัวรู้ดีว่าเขายังคุมบังเหียนอยู่สารพันปัญหาของแต่ละคนจะถูกกลบเกลื่อนผ่านไป จึงถือโอกาสนี้ปล่อยปละละเลยเพื่อให้เกิดการตกผลึกความรู้

        และนั่นทำให้ทั้งสาม โดยเฉพาะธาร์ส รู้สึกผิดมาก

        ทำให้หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาเจ้าตัวจึงทุ่มเทพยายามอย่างหนักจนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน เร่งประลองยุทธ์รวมถึงฝึกวางกำลังรบบนกระดานทั้งวี่ทั้งวันเผลอครู่เดียวก็จะมาขอประลองกลยุทธ์กับวิฬาร์เผลออีกทีก็ไปประลองกับไมราห์และฮาร์ท เรียกได้ว่าไม่มีหยุดไม่มีหย่อน

        ผ่านไปวันแล้ววันเล่าเหล่านักรบและกองทัพของวิฬาร์ก็มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น การประลองระหว่างพวกเขากับโรซาเลียก็มีการพัฒนาผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ

        และระหว่างนั้นการซ่อมกำแพงและเกราะเมืองลงกาก็ดำเนินไปพร้อมๆ กัน จนกระทั่งเมื่อถึงที่ 100% จู่ๆก็มีการปลดล็อกอาคารอื่นออกมาเพิ่มเติมอีก

        มันคือสนามฝึกทักษะและหอเวทมนตร์

        เมื่อรู้ดังนี้ พวกเขาก็มั่นใจว่านี่คือภารกิจขั้นต่อไปที่น่าจะเป็นเงื่อนไขของภารกิจช่วงที่สี่อย่างแน่นอนทีมช่างทั้งหลายจึงเริ่มดำเนินแผนการก่อสร้างและซ่อมแซมล่วงหน้า ไปพร้อมๆกับการศึกษาวิทยาการที่ได้มาจากการซ่อมเกราะและกำแพงเมืองลงกาทันที

        และการศึกษามันก็ทำให้ทักษะและคลังปัญญาของพวกเขาพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวิทยาการที่เกี่ยวกับการป้องกันเมืองปืนใหญ่ บาเรียเวทมนตร์ ต่างยกระดับขึ้นทั้งแผง นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างหนึ่ง

        ทว่าแม้การซ่อมกำแพงเมืองจะสำเร็จตามเงื่อนไขการเริ่มภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่สามแล้วแต่กองทัพของพวกเขายังฝึกไม่เสร็จตามโปรแกรมที่วางเอาไว้หนึ่งเดือนทั้งสองทีมจึงไม่รีบร้อนเปิดภารกิจ เพราะรู้ดีว่าหากเดินโทงๆ เข้าไปทั้งๆที่ยังไม่พร้อม ก็อาจเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายเช่นเดียวกับครั้งก่อนอีกจึงถือคติช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม ค่อยๆ ลับคมมีดของเหล่าทหารกล้าทีละนิดๆไปอย่างเยือกเย็น

         

        ………………..

         

        หนึ่งเดือนต่อมา หลังจากเริ่มฝึกกระบวนทัพ

        ตอนนี้ นักรบแกร่งหนึ่งพันห้าร้อยนายของแต่ละฝั่งถูกคัดเลือกมาเรียบร้อยแล้วและคืนก่อนการเริ่มภารกิจ พวกเขาก็ถูกแยกตัวออกมาและเล่าเนื้อหาภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ให้รู้ก่อนที่จะทำภารกิจในวันพรุ่งนี้

        คนทั้งหมดแม้ระแคะระคายมาว่าการซ้อมรบในหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีขึ้นเพื่อทำภารกิจพิเศษอะไรบางอย่าง แต่เพราะไม่มีใครยืนยัน พวกเขาจึงได้แต่สงสัยมาโดยตลอด

        แต่มาคราวนี้ที่ได้รู้ความจริงก่อนจะออกศึกพวกเขาก็ยังคงตกใจอยู่ดี คนทั้งหมดจึงตื่นเต้นมาก พยายามถามโน่นนี่กันไม่หยุดจนวิฬาร์ต้องให้พวกเกออนเข้าไปช่วยปรับความเข้าใจและตอบข้อสงสัย จนกระทั่งกลางดึกทั้งหมดถึงค่อยสงบลง ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน

        เงื่อนไขของภารกิจครั้งนี้ เมื่อจะเริ่มภารกิจแล้วระบบจะเปิดให้ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจทุกอันดับลงทะเบียนภายในหกชั่วโมงวิฬาร์กับฑิฆัมพรและคนอื่นๆ จึงเริ่มเปิดภารกิจไว้ตั้งแต่ช่วงประมาณตีสี่รวมถึงลงทะเบียนกองทัพฝั่งละพันห้าร้อยคนเอาไว้เรียบร้อย เพื่อจะได้เริ่มทำภารกิจตอนช่วงสายๆของวันได้พอดี

        จวบจนกระทั่งใกล้ช่วงสิบโมง แถวกองทัพของทั้งสองฝ่ายจำนวนรวมสามพันคนก็มายืนรออย่างเป็นระเบียบที่นอกค่ายแต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยิ่งเห็นสายตาสุดอิจฉาจากเพื่อนคนอื่นๆในทัพที่มามุงรอดู ก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก

        และเมื่อถึงเวลาระบบก็วาร์ปทั้งทัพของพวกเขาเข้าไปในภารกิจทันที

        พริบตาถัดมา ทัพใหญ่ทั้งสามพันคนรวมถึงพวกวิฬาร์และฑิฆัมพรก็เข้ามาโผล่ในทุ่งหญ้าโล่งกว้างแห่งหนึ่ง ที่มีค่ายทหารตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบตรงเนินเขาอีกด้านดูคล้ายกับภารกิจคราวก่อน

        ทว่าครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปก็คือ ที่นี่ ไม่ได้มีเพียงพวกเขาอีกแล้ว

        ฝั่งตรงข้ามมีกลุ่มผู้เล่นกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ด้วยเช่นกัน

        ดูท่า คนพวกนี้ น่าจะเป็นพวกผู้มีคะแนนคนอื่นๆที่มีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจและลงทะเบียนเข้ามาแจมด้วยนั่นเอง

        คนพวกนี้ เดิมทีคือพวกอันดับสามลงไปในภารกิจครั้งแรกแต่ดูท่า คงเพราะไม่สามารถหาเกาะลงกาในตำนานเจอจึงไม่สามารถทำเงื่อนไขจนเปิดภารกิจขั้นถัดไปได้ สุดท้ายคะแนนเลยตกไปรั้งท้ายตาราง

        แต่มาคราวนี้ภารกิจเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลาถึงหกชั่วโมง เวลามากขนาดนี้ ก็เยอะพอให้แลกคะแนนและเรียกพรรคพวกมากน้อยตามมาช่วยเหลือกันได้ จึงไม่แปลกที่เขาได้พบคนพวกนี้เมื่อเริ่มภารกิจ

        วิฬาร์กวาดสายตามองไปยังผู้ร่วมภารกิจที่เข้ามาเพิ่มทีหลังก็พบว่ามีประมาณห้ากลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาใหม่มากันถึงยี่สิบคนส่วนกลุ่มที่น้อยที่สุดนั้นมีแค่สามคนเท่านั้น และดูจากสายตาสมาชิกในกลุ่มเล็กกลุ่มนั้นที่มองมายังทัพหลวงของอนันตนาคราชและโรซาเลียที่ยืนกันเต็มพรืดเขาก็อดสงสารไม่ได้

        ไม่เห็นหรือว่านั่นเกือบจะร้องไห้แล้ว

        ฝั่งตัวเองมีสามคน แต่อีกกลุ่มมีสามพันไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากองกำลังพวกนี้นี่แหละ คือผู้ครองกุญแจหลักตัวจริง

        แต่ในขณะที่กลุ่มสามคนนั่นกำลังยืนบื้อเป็นหุ่นไล่กาอยู่ผู้ร่วมภารกิจอีกสี่กลุ่มก็เคลื่อนไหวแล้ว เพราะหลังจากตื่นตะลึงอยู่ไม่นาน พวกนั้นพาตัวเองเดินออกมาจากกลุ่มของตนมุ่งตรงมาหาทัพของสองกิลด์ ส่วนคนที่ช้าหน่อยเมื่อเห็นว่าคนอื่นเดินออกมาก็คิดได้แทบจะในทันที

        แม้ไม่รู้ว่าเนื้อหาภารกิจจะมีตื้นลึกหนาบางอะไรทว่าเมื่อเห็นทัพใหญ่ตรงหน้าพวกเขาก็ตระหนักดีว่าคนเหล่านี้เตรียมตัวมาดีกว่าตนมากนัก ต่อให้ตัวเองจะเก่งกล้าสามารถมาจากไหนก็คงเอาคนไม่กี่สิบ ไปสู้สามพันตรงหน้าไม่ได้ดังนั้นการผูกมิตรเอาไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องฉลาด

        วิฬาร์และฑิฆัมพร เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามจะเข้ามาทำความรู้จักก็เดินออกมาจากทัพหลักอย่างองอาจ ชุดเกราะของเธอและเสื้อคลุมนักเวทระดับสูงสะกดผู้ร่วมภารกิจคนอื่นๆจนหมอง แม้ว่าเกือบทั้งหมดจะเลเวลสูงกว่าวิฬาร์ไม่น้อยแต่เครื่องสวมใส่กลับมีระดับเดียวกับพวกเขาเท่านั้น

        ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้การผูกมิตรไว้ก่อนเป็นเรื่องจำเป็น เพราะนี่เป็นภารกิจร่วมที่มีเป้าหมายร่วมกัน ถ้าหากทำทีเป็นดูถูกหรือละเลยคนพวกนี้จนผิดใจกันแยกกันตัวใครตัวมันน่ะเรื่องเล็ก แต่ถ้าอีกฝ่ายจงใจเทเกม ละเลงจนปั่นป่วนวุ่นวาย ก็อาจฉิบหายกันหมด

        ทั้งหมดแนะนำตัวกันจนพอรู้ที่มาที่ไป ในที่สุดก็รู้ว่าคนที่มาใหม่นั้นเพียงแค่รวมเพื่อนๆ ที่สนิทกันมากันเอง โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากกิลด์ มีสามกลุ่มเป็นกิลด์ระดับเล็กถึงกลางส่วนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่มากันยี่สิบคนนั้น ถึงกับมาจากกิลด์ศัตรูอย่างดาร์คฮอไรซอน ส่วนอีกกลุ่มเป็นผู้เล่นอิสระ

        เขาเดาได้ไม่ยากว่าคนพวกนี้คงรู้ดีว่าภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน และคิดว่าคงจะต้องมีค่าตอบแทนระดับสูงสุดท้ายจึงไม่แจ้งให้กิลด์รู้ เพราะคิดฮุบของรางวัลเอาไว้คนเดียวกะจะแอบทำภารกิจเพียงลำพัง

        ทำให้หลังจากรู้ว่าภารกิจเปิดให้ลงทะเบียนจึงลากพวกพ้องมากันแบบเงียบๆ

        เป็นผลให้พวกเขามาเจอกับกลุ่มของสองกิลด์ใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว

        ฝ่ายทีมดาร์ค ฮอไรซอนเมื่อเห็นชุดเครื่องแต่งกายของทัพหลวงฝ่ายตรงข้าม หัวใจก็สะดุดไปแล้วหนึ่งทีแต่ก็รู้ว่าตนเองไม่มีกำลังพอจะไปงัดง้างกับกลุ่มศัตรูที่มีกว่าพันคนได้จึงหลบไปยืนอยู่อีกด้านอย่างหงอยเหงา

        แต่ก่อนวิฬาร์จะหันกลับเดินเข้าทัพชายคนหนึ่งก็เอ่ยเรียกขึ้น

        “เฮ้! นายนั่นเอง ฉันนึกตั้งนานแน่ะ เป็นยังไงบ้างไม่เจอกันนานเลยนะ ตั้งแต่ที่ปางตาลนั่น ก็...”

        ชายคนนั้นคลุมผ้าสีเทาไว้ราวกับสวมชุดกันฝน เขาเดินออกมาจากหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นแล้วเอ่ยทักวิฬาร์ด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนจะเลิกผ้าคลุมออกให้พอเห็นหน้า

        และทันใดนั้นเอง

        หัวใจวิฬาร์ก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที

        สุริยคราส กริมม์

        หลังจากเจอกันครั้งแรกที่เมืองปางตาล วิฬาร์ก็ไม่เคยเจอหมอนี่อีกเลยไม่รู้เหมือนกันว่าหมอนี่มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร!

        กริมม์เดินเข้ามาทักทายวิฬาร์อย่างเป็นกันเองโดยไม่ได้สนใจคิ้วของวิฬาร์ที่ยังกระตุกอยู่แม้แต่น้อย ทว่าเขาก็สมกับเป็นยอดคนของอนันตนาคราชวิฬาร์จึงรวบรวมสติได้อย่างรวดเร็ว พยายามทักทายอย่างรวบรัดตัดความที่สุดเพราะรู้ดีว่าหากเปิดประเด็นอะไรให้หมอนี่พูดคุยเกรงว่าภารกิจนี้ก็คงไม่ต้องทำกันแล้ว

        แววตาของพวกเกออนรวมถึงฑิฆัมพรที่เห็นกริมม์คุยกับวิฬาร์อย่างสนิทสนมนั้นแฝงไว้ด้วยความเคารพและอิจฉา สมาชิกในทัพบางคนที่ยืนใกล้หน่อยถึงกับสูดลมหายใจอย่างตกตะลึงที่เห็นว่าแม่ทัพของพวกเขาถึงกับรู้จักคนระดับนี้ด้วย

        ความเคารพนับถือจึงพลันดีดตัวขึ้นอีกหนึ่งระดับทันที

        ทว่าวิฬาร์ดูถูกความสามารถในการฝอยของกริมม์มากไปนิดเพราะแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนชวนคุย แต่เฮียแกชิงเปิดเรื่องขึ้นก่อนแล้วไล่ไปตั้งแต่วันนี้ที่จู่ๆ โดนเพื่อนชวนมาร่วมภารกิจแบบงงๆ ไอ้ตอนแรกก็ตื่นเต้นดีแต่พอรอนานหน่อยกริมม์ก็เริ่มหิว จากนั้น...

        ...จากนั้นก็ออกทะเลจากแปซิฟิกข้ามไปถึงแอตแลนติกแล้ว

        เส้นเลือดในสมองวิฬาร์เต้นตุบๆ ทันที

คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน