หลังจากเจียวซิ่นได้พบปะกับครอบครัวอิ่นเสร็จแล้วในเย็นวันนั้นเจียวซิ่นจึงได้เรียกลู่จื้อมาพบเรื่องการเปิดกิจการใหม่ของนางโดยมีลู่จื้อเป็นหุ้นส่วนด้วย
"พี่รองมีเรื่องอันใดหรือขอรับ จึงได้เรียกข้ามาที่เรือนของท่าน" ลู่จื้อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีสิ่งใดมากหรอก พี่เห็นว่าเจ้ามีความสามารถด้านการลงอักขระและการสร้างอาคมจึงได้ดีแล้วจึงจะเปิดร้านอาวุธให้กับเจ้าต่อไปเมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีอาชีพไว้เลี้ยงครอบครัว"เจียวซิ่นเอ่ยพร้อมกับจิบชาดังกับว่าเรื่องที่นางกล่าวนั้นเป็นเพียงเรื่องดิน ฟ้าอากาศ. ส่วนด้านลู่จื้อนั้นตกตะลึงเป็นอย่างมากด้วยอายุของตนและพี่สาวในตอนนี้ถือว่าเป็นเพียงเด็กเท่านั้น
“จะดีหรือพี่รอง. เรายังเด็กอยู่นะขอรับ”ลู่จื้อเอ่ยถามอย่างกังวล ลู่จื้อนั้นด้วยยังไม่เคยเจรจาการค้าเช่นพี่ใหญ่และพี่รอง อย่างมากเขาเพียงแค่ไปดูร้านที่เป็นร้านขายพืชปราณที่ได้จากสวนของบ้านจางและเดินดูร้านไหมสวรรค์เท่านั้นยังไม่เคยเห็นบัญชีรายรับรายจ่ายของร้านใดๆเลยและเขาไม่รู้ว่าการจะทำร้านนั้นต้องทำเช่นไรบ้างตอนนี้เขารู้เพียงแค่ว่าอาวุธที่เขาสร้างไว้นั้นมีราคาค่อนข้างสูงและเขาได้ฝึกเขียนยันต์ที่สร้างจากอาคมถึงเขาจะทำสิ่งต่างๆ เป็นมากมาย แต่เรื่องการเปิดร้านอาวุธนี้ยังคงทำให้เขายังไม่แน่ใจว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า
"ลู่จื้อลู่จื้อเจ้าคิดไปถึงไหนแล้วพี่เรียกเจ้าตั้งหลายครั้งเจ้าก็ไม่ได้ยินอย่าได้ห่วงเลยการตั้งร้านท่านลุงเหวินหลงจะเป็นผู้จัดการทุกอย่างให้เราเอง เรื่องการเปิดร้านในครั้งนี้
ท่านพ่อเองก็จะช่วยในเรื่องลูกจ้างในร้านแรกเริ่มเจ้าเพียงนำอาวุธอักขระและยันต์อาคมที่เจ้าทำไว้มาวางขายภายในร้านแล้วค่อยไปเรียนรู้เรื่องการจัดการเรื่องต่างๆภายในร้านจากพ่อบ้านจาง"เจียวซิ่นเอ่ยอธิบายเรื่องการเปิดร้านในครั้งนี้ของลู่จื้อ
“ข้าจะลองดูขอรับ” ลู่จื้อตอบรับแบบไม่ค่อยแน่ใจในตนเองนัก
"วันนี้เป็นอย่างไรบ้างเห็นอาหงบอกว่าลงอักขระบนดาบได้สองตัวแล้วหรือ"เจียวซิ่นถามลู่จื้อเกี่ยวกับการเรียนอักขระ
"ก็ยังไม่คล่องเท่าไหร่ขอรับ แต่แก่นอสูรปราณที่นำมาจากมิติของพี่รองมีคุณภาพดีมากจึงมีส่วนช่วยให้ข้าลงอักขระได้ง่ายยิ่งขึ้นขอรับ การเขียนยันต์อาคมตอนนี้ข้านั้นยังขาดเลือดของอสูรปราณขั้นสูงจึงยังหัดเขียนยันต์ระดับสูงในตอนนี้ไม่ได้ ข้าสัญญาขอรับว่าจะตั้งใจเรียนให้มากๆจะได้มีความสามารถพอที่จะปกป้องคนที่ข้ารัก"ลู่จื้อหลังจากกลับมาจากการไปดูร้านในตลาดกลับพบกับท่านย่าที่มีอารมณ์ไม่ค่อยจะดี จึงได้ถามความกับบ่าวรับใช้ภายในบ้านจึงได้ทราบว่าเมื่อเช้าหลังจากตนและท่านพ่อออกจากบ้านได้มีคนหน้าด้านมาทวงบุญคุณถึงหน้าประตูจวนเพราะเรื่องนี้เองทำให้ลู่จื้อมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้จากหงเออร์ให้มากขึ้น
หลังจากพูดคุยกับเจียวซิ่นเสร็จลู่จื้อจึงขอตัวกลับเรือนของตนเพื่อเตรียมความพร้อมในการทดแทนบุญคุณในคืนนี้ต่อไป
ในคืนที่จันทร์สว่างทั่วผืนฟ้าได้มีคนผู้หนึ่งที่กำลังวิ่งหนีวิญญาณที่ตามติดมาสองชั่วยามแล้วไม่ว่าจะวิ่งไปหลบที่ใดวิญญาณร้ายตนนั้นก็จะติดตามเขาไปทุกทีจนรุ่งสางจึงมีคนพบกับชายวัยสามสิบกว่าปีนอนสลบอยู่กลางตลาดด้วยเนื้อตัวที่เปลือยเปล่าไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างกายอยู่เลย ซึ่งกว่าที่ชีเปลือยคนนั้นจะตื่นก็มีคนในกลุ่มที่มามุงดูจำขึ้นมาได้เสียก่อนว่าชีเปลือยคนนี้คือชายที่มาสร้างความวุ่นวายหน้าจวนตระกูลจางเมื่อวานนั้นเอง
ย้อนกลับไปที่เมื่อคืน.ลู่จื้อได้ส่งยันต์อาคมไปทดแทนบุญคุณแก่ลุงของตนนั้นคือยันต์สร้างฝันผู้ที่ถูกยันต์ชนิดนี้ติดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจะถูกภาพหลอนที่แผ่นยันต์สร้างตามหลอกหลอนอย่างต่ำสองชั่วยามขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของจิตใจของคนผู้นั้นและด้วยความต้องการที่จะตอบแทนบุญคุณอันแรงกล้าของลู่จื้อนั้นเขาจึงแถมผงวิญญาณหลอนที่มีส่วนช่วยในการทำงานให้ได้ผลมากขึ้นอีกเท่าตัวซึ่งผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ"หากยังมากวนตระกูลจางอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือน" ลู่จื้อที่ยืนมองหลิ่งฟู่จากชั้นสองของร้านอาหารได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินไปพบกับสหายที่นัดพบไว้โดยมีอาฮ่าวที่ส่ายหัวแล้วส่งสายตาไว้อาลัยให้กับหลิ่งฟู่ที่มาทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจางอารมณ์เสีย หากว่าหลิ่งฟู่ยังไม่เข็ดแล้วมารังควานตระกูลจางอีกเขาคงได้พบกับจอมมารน้อยที่ชื่อว่าจางลู่จื้ออีกเป็นแน่