กระบี่จ้านหลู นั้นมีสีดำสนิท ตีขึ้นจากโลหะชั้นเลิศและธาตุไฟเข้มข้น เชื่อกันว่าเป็กระบี่ที่มีจิติญญา ซึ่งจะเลือกยอมรับเพียงเ้านายผู้มีคุณธรรมสูงส่งเท่านั้น
ส่วน กระบี่อิ่นเซวี่ย หรือกระบี่ดื่มโลหิต บริเวณด้ามจับแกะสลักด้วยลวดลายพระจันทร์เสี้ยว หรงเยว่ได้มันเพราะหว่านฉิงคงไม่อยากให้ศาสตราที่แสนกระหายเืเล่มนี้ตกไปอยู่ในมือของรุ่ยอ๋อง แม้นางจะยังไม่เคยเห็นพี่ชายของเขาแผลงฤทธิ์เข่นฆ่าใครสักคนด้วยตาตนเองก็ตาม
“นั่นใช่กระบี่อิ่นเซวี่ยที่นายหญิงแห่งหอคณิกาประมูลไปเมื่อวันก่อน ณ โรงน้ำชากุยไหลถิงหรือไม่เ้าคะ?” องค์หญิงมู่อวี่ผู้มีความรู้พอตัวถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใ ก่อนที่น้ำเสียงของนางจะสั่นเครือ “ของสำคัญระดับตำนานเยี่ยงนี้... มาอยู่กับท่านได้อย่างไร อย่าบอกนะเ้าคะว่าท่านขอซื้อมันต่อจากนาง?”
คำถามนั้นทำเอาบรรยากาศในเรือนรับรองเย็นเยียบขึ้นทันตา หรงเยว่กระชับฝ่ามือที่กุมจอกชาแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะสบประสานสายตากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเ็า
“กระบี่เล่มเก่าของข้าหักในสนามรบไปนานแล้ว ส่วนเล่มนี้...” หรงเยว่เว้นจังหวะ มือหนาเลื่อนไปหยิบกระบี่มาวางลงบนหน้าตักอย่างทะนุถนอม “ข้าเพิ่งได้รับมาจากสตรีผู้หนึ่ง นางมอบมันให้ข้าอย่างเต็มใจ หาได้มีเื่เงินมาเกี่ยวข้องแต่ประการใด”
ความห่างเหินที่ชัดแจ้งประหนึ่งคมดาบกรีดลงกลางใจของมู่อวี่ นางพยายามบังคับมือที่ถือจอกชาไม่ให้สั่นเทาจนเสียกิริยา
“สตรีผู้นั้น... คงจะเป็คนสำคัญของท่านพี่หรงเยว่มากสินะเ้าคะ?” นางแสร้งหัวเราะแ่เบาเพื่อกลบเกลื่อนความขื่นขม “ถึงขนาดทำให้คุณชายผู้เคร่งครัดในระเบียบตระกูลไป๋ ยอมพกอาวุธที่มีตราประทับตระกูลอื่นติดกายเช่นนี้”
หรงเยว่มิได้สนใจถ้อยคำตัดพ้อของนาง วางจอกชาสุดท้ายลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ต้นไม้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ใจคนก็เช่นกัน... ยามนี้ฉางอันมิได้สงบสุขอย่างที่ท่านเห็น มีคลื่นใต้น้ำและพิษร้ายแฝงเร้น ข้าในฐานะแม่ทัพมีหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน องค์หญิงเองก็ควรระวังตัวให้มาก... ข้าขอตัวลา”
แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ความเ็าที่ไร้ซึ่งเยื่อใยทำเอาองค์หญิงมู่อวี่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางผู้ถูกยกย่องดั่งหงส์เหนือใครในดินแดนของตน มิอาจทนรับความหมางเมินเช่นนี้ได้
“พวกเ้าไปสืบเื่นางคนนั้นมา... ข้าอยากรู้นักว่านางเป็ใครกันแน่!”
“ขอรับองค์หญิง!” องครักษ์เงารับคำสั่งก่อนจะเร้นกายหายไปในเงามืด
ทางด้านรุ่ยอ๋องกำลังพิจารณาแผนการพระราชทานสมรส บนโต๊ะไม้ตัวหนาที่เต็มไปด้วยฎีกาและแผนที่ยุทธศาสตร์อันเชื่อมโยงถึงความมั่นคงของแต่ละแคว้น
เมื่อเช้านี้อ๋องผู้สำเร็จราชการเพิ่งลงนามคำสั่งให้แม่ทัพหรงเยว่ไปทำหน้าที่ดูแลรับรององค์หญิงมู่อวี่ด้วยตนเอง แน่นอนว่าเขาคงต้องเผชิญกับท่าทีดื้อรั้นและมีปากเสียงกับแม่ทัพหนุ่มผู้หยิ่งทะนงคนนั้นไม่น้อย แต่เพื่อหมากกระดานนี้ เขาจำเป็ต้องเดินหน้าต่อ
“ท่านอา... ไยท่านดูเหนื่อยล้านัก” สุรเสียงกังวานใสดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ฮ่องเต้น้อยสาวพระบาทเข้ามาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทรงงาน ทอดพระเนตรมองรุ่ยอ๋องด้วยความเลื่อมใสระคนเห็นอกเห็นใจ
ในฐานะบุตรหลานของอดีตจักรพรรดิที่เคยถูกเนรเทศออกนอกวังหลวง ต้องเผชิญความยากลำบากประหนึ่งทาสมาสามปี ย่อมรู้แจ้งถึงรสชาติของการถูกเหยียบย่ำ มีเพียงรุ่ยอ๋องที่ฉุดดึงเขาขึ้นจากขุมนรกและคืนฐานันดรที่พึงมี ปีนี้ฝ่าาทรงมีพระชนมายุครบสิบพรรษาแล้ว ทรงเชื่อมั่นว่าเมื่อสมควรแก่เวลา รุ่ยอ๋องไม่คิดยึดครองอำนาจนี้ไว้กับตัวตลอดไป
“ฝ่าา... ภาระแห่งแผ่นดินนั้นหนักอึ้งเสมอ” รุ่ยอ๋องละสายตาจากกองฎีกา เงยหน้าสบพระเนตรด้วยแววตาที่อ่อนแสงลง “เื่พระราชทานสมรสให้แม่ทัพหรงเยว่ กระหม่อมมิได้ทำเพื่อกลั่นแกล้งเขา ทว่าความมั่นคงของแว่นแคว้น จำเป็ต้องแลกมาด้วยพันธมิตรที่ไม่อาจสั่นคลอน”
“ข้ารู้ดีขอรับ” ฮ่องเต้น้อยพยักพระพักตร์ ด้วยท่าทีเป็ผู้ใหญ่สมกับเป็ผู้ที่เผชิญความยากลำบากมาทั้งชีวิต “ข้าจะส่งองครักษ์เงาไปช่วยสืบอีกแรง เราคงได้คำตอบเร็ว ๆ นี้แน่ ถึงเวลานั้นเมื่อไรค่อยมอบสมรสพระราชทานให้แก่แม่ทัพใหญ่เพื่อปิดฉาก... หมากกระดานนี้”
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย
“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็ไฟ”
รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็คนดับไฟนั่นเอง ฝ่าามิต้องกังวล”
สองอาหลานต่างสายเืสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเ็ปจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็พันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็ศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริง
ทว่าเื้ัแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเืเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็ความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
การดึงรักแรกในวันวานกลับมาผูกมัดหรงเยว่ไว้กับราชวงศ์เป่ยเหลียง จึงเป็ทั้งการกักตัวประกันและคานอำนาจขุนศึกในคราเดียวกัน
รุ่ยอ๋องทอดสายตามองกระบี่ล้ำค่าที่นางเพิ่งมอบให้บนหน้าตัก ในส่วนลึกของดวงจิตยังคงวนเวียนอยู่กับภาพใบหน้าหวานยามนางยื่นศาสตราสำคัญชิ้นนี้แก่เขา... สลับกับภาพจำแห่งค่ำคืนอันเร่าร้อนที่เป็ดั่งตราบาปจารึกอยู่ในใจ
เขานึกตำหนิตัวเองอยู่ลึก ๆ ที่ยินยอมให้สถานการณ์บีบคั้นสตรีเพียงนางเดียว ต้องรองรับอารมณ์ราคะของบุรุษถึงสามคนเพื่อคลายพิษร้าย ยิ่งจากผลการสืบประวัติอย่างละเอียด เขามั่นใจว่าหว่านฉิงมิใช่สตรีที่ทอดกายให้ใครอย่างไร้ค่า นางคือคุณหนูผู้รักษาเกียรติเป็อย่างดีมาโดยตลอด
“สตรีเช่นเ้า... มิอาจมอบใจให้บุรุษหลายคนพร้อมกันได้หรอก” รุ่ยอ๋องพึมพำแ่เบา หลังจากส่งฮ่องเต้น้อยคืนสู่เหล่าธารกำนัลเพื่อเสด็จไปยังห้องทรงพระอักษร เขาหย่อนกายลงนั่งบนบัลลังก์ั น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมากลับแฝงนัยอันน่าสะพรึงกลัว “เมื่อไรที่ถึงเวลา ต่อให้ต้องล่ามโซ่กักขังเ้าไว้ในกรงทองแห่งจวนอ๋อง เ้าก็ต้องเป็ของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
ด้วยทิฐิของรุ่ยอ๋อง ตั้งมั่นว่าท้ายที่สุดเขาต้องเป็หนึ่งเดียวในใจนาง ทว่ายามนี้เขายังจำเป็ต้องแสร้งใจกว้าง ยอมผ่อนปรนให้บุรุษอีกสองคนวนเวียนอยู่ข้างกายนางไปก่อน ในเมื่อทั้งแม่ทัพหรงเยว่และเสนาบดีเยี่ยนเฉิงต่างมีประโยชน์ในการคุ้มครองและช่วยเหลือนางสืบหายาถอนพิษ
เขาจะยอมให้พวกนั้นเป็เกราะกำบังให้นางไปอีกสักพัก จนกว่าพิษร้ายในร่างนางจะได้รับการเยียวยา ถึงเวลานั้นเมื่อไร... จะกระชากนางมาไว้ในเพียงผู้เดียว เขี่ยก้างขวางคอเ่าั้ทิ้งไปเสียก็ยังไม่สาย