แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงบนลานประลองกลางนครเมฆคราม
ผู้เข้าสอบที่ผ่านรอบแรกจำนวนหกร้อยคนทยอยมารวมตัวกัน
บรรยากาศแตกต่างจากวันก่อนอย่างชัดเจน
ไม่มีเสียงพูดคุยครึกครื้น
ไม่มีผู้ใดกล้าประมาท
เพราะทุกคนรู้ดีว่า
การทดสอบจากนี้ไป
จะยากขึ้นหลายเท่า
บนแท่นสูง
ผู้อาวุโสจ้าวเหวินกวาดตามองฝูงชน
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้"
"ล้วนผ่านการทดสอบจิตมรรคา"
"แต่ผู้ฝึกตนที่มีจิตใจมั่นคง"
"ไม่ได้หมายความว่าจะเดินบนเส้นทางแห่งมรรคาได้จนถึงที่สุด"
เขาชี้ไปยังอาคารโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่เบื้องหลังลานประลอง
ตัวอาคารสูงหลายสิบจั้ง
ผนังสีดำสนิท
เต็มไปด้วยอักขระโบราณสีเงิน
คลื่นพลังประหลาดแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เพียงมองจากภายนอก
ก็ทำให้หลายคนรู้สึกหนาวเยือกในหัวใจ
"นี่คือ..."
"หอค่ายกลมายา"
ทันทีที่ชื่อถูกเอ่ยขึ้น
สีหน้าของผู้เข้าสอบจำนวนมากเปลี่ยนไป
บางคนถึงกับหน้าซีด
ลั่วชิงอวี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกระซิบเบา ๆ
"ได้ยินว่าหอแห่งนี้เคยทำให้ผู้ฝึกตนขั้นแก่นมรรคาคลุ้มคลั่งมาแล้ว"
หลินเซวียนหันไปมอง
"ร้ายแรงถึงเพียงนั้น?"
หญิงสาวพยักหน้า
"เพราะมันไม่ได้ทดสอบพลัง"
"แต่มันทดสอบหัวใจ"
...
จ้าวเหวินกล่าวต่อ
"ภายในหอ"
"พวกเจ้าจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่หวาดกลัวที่สุด"
"ความสูญเสีย"
"ความสิ้นหวัง"
"และอดีตที่ไม่อาจลืมเลือน"
"ผู้ที่หลงอยู่ในภาพลวงตา"
"จะถูกคัดออกทันที"
สิ้นเสียง
ประตูหอค่ายกลมายาค่อย ๆ เปิดออก
เสียงครืดคราดดังสะท้อนทั่วลาน
ราวกับสัตว์ร้ายโบราณกำลังอ้าปากรอเหยื่อ
...
ผู้เข้าสอบทยอยเดินเข้าไป
หลินเซวียนสูดลมหายใจลึก
ก่อนก้าวผ่านประตู
ทันทีที่เท้าก้าวข้ามธรณีประตู
โลกทั้งใบพลันเปลี่ยนไป
...
เขากลับมายังหมู่บ้านใต้ภูเขาอีกครั้ง
สายลมอ่อนพัดผ่าน
กลิ่นควันไฟจากครัวเรือนลอยมาตามอากาศ
ทุกอย่างสมจริงจนแยกไม่ออก
หัวใจของหลินเซวียนสั่นไหวเล็กน้อย
นี่คือบ้านเกิดของเขา
สถานที่ที่จากมาไม่นาน
แต่กลับรู้สึกห่างไกลเหลือเกิน
...
ทันใดนั้น
เสียงกรีดร้องดังขึ้น
เขาหันกลับไปทันที
เปลวเพลิงสีดำกำลังลุกไหม้ทั่วทั้งหมู่บ้าน
บ้านเรือนพังทลาย
ผู้คนล้มตาย
วิญญาณนับไม่ถ้วนส่งเสียงร้องโหยหวน
และตรงกลางเปลวเพลิง
เขาเห็นเฉินเยี่ยนชิว
หลี่มู่หราน
รวมถึงชาวบ้านทุกคน
กำลังถูกเงาดำขนาดมหึมากลืนกิน
...
"หลินเซวียน..."
เสียงของเฉินเยี่ยนชิวดังขึ้น
เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ช่วยพวกเรา..."
"ช่วยด้วย..."
ภาพนั้นสมจริงจนหัวใจแทบแตกสลาย
แต่ในวินาทีนั้นเอง
ดวงตาแห่งกรรมพลันเปิดขึ้น
แสงสีทองจาง ๆ ปรากฏในดวงตา
เส้นกรรมจำนวนมากลอยอยู่กลางอากาศ
หลินเซวียนมองเห็นทันที
ว่าภาพตรงหน้า
ไม่มีเส้นกรรมเชื่อมโยงอยู่เลย
...
มันเป็นภาพลวงตา
...
หลินเซวียนหลับตาลงช้า ๆ
ก่อนกล่าวเบา ๆ
"ไม่จริง"
ตูม!
ภาพทั้งหมดแตกสลายราวกระจก
...
ฉากเปลี่ยนอีกครั้ง
คราวนี้
เขาเห็นตนเองนอนจมกองเลือด
เห็นเซียวอวี่เฟิงหัวเราะเยาะ
เห็นมู่หรงเย่ยืนอยู่บนยอดเขา
เห็นผู้คนทั่วทั้งนครเมฆครามดูถูกตน
"เจ้าจะไม่มีวันตามพวกเราได้ทัน"
"ผู้ฝึกตนขั้นเปิดประตูมรรคา"
"ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชะตาได้"
เสียงเหล่านั้นดังซ้ำไปซ้ำมา
ราวกับปีศาจกระซิบอยู่ข้างหู
แต่คราวนี้
หลินเซวียนกลับไม่หวั่นไหว
เพราะตั้งแต่ได้รับดวงตาแห่งกรรม
เขาได้เห็นชะตากรรมอันโหดร้ายมามากพอแล้ว
เขารู้ว่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่คือการหยุดเดินต่อ
...
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้องค่ายกลอีกแห่ง
เซียวอวี่เฟิงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุสีดำ
ภาพลวงตานับไม่ถ้วนพยายามกัดกินจิตใจเขา
แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะเย็นชา
ก่อนชักกระบี่ออกมา
วูม!
แสงกระบี่สีฟ้าฟาดออกไป
ภาพลวงตาทั้งหมดถูกผ่าออกเป็นสองส่วน
"ภาพลวงตาก็เป็นเพียงภาพลวงตา"
"จงแตกสลายเสีย"
ตูม!
ค่ายกลทั้งชั้นสั่นสะเทือน
ทำให้ผู้คุมสอบหลายคนต้องหันมามอง
"พลังจิตแข็งแกร่งมาก"
"สมกับอัจฉริยะของสำนักกระบี่เมฆา"
...
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ผู้เข้าสอบเริ่มถูกส่งออกจากหอทีละคน
หลายคนร้องไห้
หลายคนหมดสติ
บางคนถึงกับเสียสติชั่วคราว
ในที่สุด
ประตูชั้นสุดท้ายก็เปิดออก
หลินเซวียนก้าวออกมาช้า ๆ
สีหน้าเหนื่อยล้า
แต่สายตายังคงมั่นคง
ขณะเดียวกัน
เซียวอวี่เฟิงก็เดินออกมาอีกด้านหนึ่ง
ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่
ไม่มีคำพูดใด
แต่ต่างฝ่ายต่างรับรู้ได้
ว่าคนตรงหน้า
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดา
...
ไม่นานนัก
จ้าวเหวินประกาศผล
"ผู้ผ่านการคัดเลือก"
"จำนวนสองร้อยคน"
ทันทีที่สิ้นเสียง
ทั่วลานประลองเกิดเสียงฮือฮาขึ้น
จากผู้เข้าสอบหกร้อยคน
เหลือเพียงสองร้อย
มากกว่าสองในสามถูกคัดออก
และชื่อของหลินเซวียน
ยังคงอยู่ในรายชื่อ
...
บนอาคารสูงด้านไกล
ชายชุดคลุมสีเทาปริศนามองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบ ๆ
รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ดวงตาแห่งกรรม..."
"น่าสนใจกว่าที่คิด"
จากนั้น
เขาหันมองไปยังทิศทางของหอคัมภีร์เมฆคราม
ก่อนหายตัวไปในเงามืด
ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
...
ส่วนหลินเซวียน
ขณะกำลังเดินออกจากลานประลอง
ตะเกียงวิญญาณเก้าชั้นฟ้าในร่างกลับสั่นไหวอีกครั้ง
เบากว่าทุกครั้ง
แต่ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
ราวกับกำลังเตือนเขา
ว่าอันตรายบางอย่าง
กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
"ผู้เข้าสอบหกร้อยคน"
"เหลือเพียงสองร้อยคน"
"แต่บททดสอบที่แท้จริง"
"เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น"