“เอ๋? ข้าวพวกนี้คุณปลูกอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
คนรับผิดชอบในโรงสีถามขึ้น เขาทำงานมานานหลายปี ไม่เคยเห็นข้าวที่เม็ดอวบเต็มแบบนี้มาก่อน
“ใช่ข้าวหอมเบอร์สองมั้ยครับ?” เขายังไม่หายสงสัย
“อือ” จางฮ่านพยักหน้ารับ
“เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นข้าวคุณภาพดีจนไม่น่าเชื่อขนาดนี้” เขาพูดพลางส่งข้าวลงไปในเครื่องสี
ขณะสี กลิ่นหอมของข้าวที่สีออกมานั้นยิ่งทำให้เขาต้องตกใจไปอีก
“ทำไมมันถึงหอมได้ขนาดนี้? ถ้าเอาไปหุงจะหอมได้ขนาดไหน? ข้าวนี่มันสุดยอดไปเลย บร๊ะเจ้า” เขาชมไม่หยุดปาก
สีเสร็จก็ได้ข้าวออกมาสองกระสอบ กระสอบละสามสิบกิโล
“สองกระสอบนี้คืออะไร?” จางฮ่านชี้ที่กองผงอะไรสักอย่าง
“พวกนี้ก็รำที่ได้จากการสีข้าวออกมาน่ะสิ เอาไปทำอาหารสัตว์ได้” เขาตอบ
“รำพวกนี้ผมไม่เอา คุณจัดการเอาตามใจเลยแล้วกัน ค่าสีข้าวทั้งหมดเท่าไหร่?” จางฮ่านถาม
“คุณเอารำให้ผม ค่าสีข้าวก็ไม่ต้องแล้วล่ะ” เขาบอกปัด
“อ่อ” จางฮ่านพยักหน้ารับ หิ้วกระสอบข้าวออกไป
สี่โมงเย็นจางฮ่านก็กลับมาถึงร้านอาหาร เขานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่าพาเหมิงเหมิงไปดูความเน่าเฟะของสังคมหน่อยน่าจะดี
เขานึกๆ ดูเมื่อวันก่อนเห็นในข่าว ที่มีพนักงานร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง พูดจาดูถูกคนที่แต่งตัวดูท่าทางไม่มีสตางค์ งั้นก็แต่งตัวซอมซ่อสักหน่อยละกัน แล้วพาเหมิงเหมิงไปร้านเสื้อผ้าหรูซักที่ เขาขึ้นไปเปลี่ยนชุดลำลอง หยิบกางเกงมาตัดให้ดูขาดรุ่งริ่ง แต่เสื้อผ้าพวกนี้ล้วนเป็นของใหม่ ดูเหมือนแกล้งจน “ทำให้เลอะหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
พอเสร็จจางฮ่านก็ลงมาที่ชั้นล่าง “เหมิงเหมิง ไปพ่อพาไปเที่ยว” จางฮ่านเรียก
“ดีๆ ๆ ไปเที่ยว ว่าแต่ไปไหนเหรอ?” เหมิงเหมิงถาม
“ไปเขาจันทรากันก่อน” จางฮ่านไม่รอช้า อุ้มเหมิงเหมิงออกไป
“เย้”
พอถึงเขาจันทราเหมิงเหมิงก็ตรงไปเล่นกับสุนัข ส่วนจางฮ่านก็เอาเสื้อไปคลุกขี้ดินใกล้ๆ บ่อน้ำ ตอนนี้เสื้อผ้าพวกนั้นทั้งขาดทั้งสกปรก จากนั้นเขาก็ไปตัดกิ่งต้นเทียนเซียงมากิ่งหนึ่ง พอเสร็จก็อุ้มเหมิงเหมิงลงเขาไป
“ป๊ะป๋า พวกเราเพิ่งจะมากันเอง ยังไม่ทันได้เล่นอะไรเลย” เหมิงเหมิง บ่น
“พรุ่งนี้พวกเราค่อยกลับมาเล่นใหม่ ไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวจะพาไปดูอะไรดีๆ ” จางฮ่านเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตัวเองเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมิงเหมิงต่อ
“อี๋ ป๊ะป๋า เสื้อผ้าพวกนี้สกปรกจะตาย ไม่ใส่หรอก” เหมิงเหมิง บ่น
“ใส่แล้วถึงจะเที่ยวกันได้ยังไงล่ะ” จางฮ่าน อธิบาย
“อ๋า? มีอะไรสนุกๆ รออยู่เหรอ?” เหมิงเหมิงสงสัย
“เดี๋ยวก็รู้เองแหละ ป๊ะป๋าจะพาหนูไปเรียนรู้ชีวิต เสร็จแล้วกลับมาที่ร้านอาหาร เดี๋ยวป๊ะป๋าทำของอร่อยๆ ให้กิน” จางฮ่านบอก
“งั้น งั้นก็ได้ แต่เหมิงเหมิงไม่อยากใส่นี่นา สกปรกจังเลย” เหมิงเหมิงบ่น
“ใส่แล้วถึงจะออกไปหาประสบการณ์ชีวิตได้ยังไงล่ะ มา พ่อเปลี่ยนให้” จางฮ่านจับเหมิงเหมิงเปลี่ยนชุด
จางฮ่านพาเหมิงเหมิงไปห้างใหญ่แห่งหนึ่ง
“เหมิงเหมิง สังคมสมัยนี้ถ้าเราไม่มีเงินก็เป็นได้แค่คนไร้ค่า ใครๆ ก็ดูถูก เดี๋ยวดูพวกเราแต่งตัวแบบนี้ไปซื้อเสื้อผ้า พอพวกพนักงานร้านมาเห็นเข้า แค่จับยังไม่ยอมให้เราจับเลย ในโลกใบนี้ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว ไม่มีใครจะมาจริงใจกับเราจริงสักคนหรอก” ก่อนเข้าในห้าง จางฮ่านอธิบายให้เหมิงเหมิงฟัง
“อ๋อ...” ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า
ห้างนี้ส่วนใหญ่ขายแต่ของแบรนด์ดังจากต่างประเทศ คนที่มาที่นี่เลยมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ส่วนมากที่มาก็พวกอาเสี่ยพาอีหนูมาซื้อของ ไม่ก็พวกคุณหญิงคุณนาย พอเจอการแต่งตัวของสองพ่อลูก ใครๆ ต่างก็มองมาทั้งนั้น
พอเข้าไปในห้างก็ตรงเข้าร้าน Gucci ทันที
“ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายอยากได้เสื้อผ้าแบบไหนคะ?” พนักงานสาววัยยี่สิบกลางๆ ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“ดูเล่นๆ น่ะ” จางฮ่านอุ้มเหมิงเหมิงเดินเข้าไปเลือก
“ตัวนี้ไม่เลวเลย” จางฮ่านพูด พลางกวาดตาดูราคา 19800 ก็ดูอาการของเธอไปด้วย
แต่ใครจะไปรู้ เธอไม่มีท่าทีรังเกียจอะไรเลย หน้าตามีแต่รอยยิ้ม แถมยังให้การแนะนำสินค้าอย่างกระตือรือร้น “ชุดนี้เหมาะกับคุณผู้ชายทีเดียว หุ่นดีแบบคุณผู้ชายนี่ใส่อะไรก็ดูดีค่ะ”
“เท่าไหร่เหรอ?” จางฮ่านตั้งใจเอาชุดนั้นเข้าใกล้กับชุดสกปรกที่เขาใส่มา สายตาจับจ้องไปที่พนักงานสาว รอดูทีท่ารังเกียจจากเธอ
“ตัวนี้ 19800 ค่ะ” เธอยิ้มตอบ
“ป๊ะป๋าใส่อะไรก็หล่อ” เหมิงเหมิงชม
“แพงไปแล้ว 980ได้เปล่า?” จางฮ่านต่อ
“980?” เธอชะงักไป แต่ก็ดึงรอยยิ้มกลับมา “คุณผู้ชายคะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ ที่ร้านเราขายราคาตามป้ายค่ะ ลดไม่ได้เลย ให้ฉันแนะนำที่ราคาถูกกว่านี้ให้มั้ยคะ?”
“ไม่เป็นไร”
พอเห็นเธอไม่มีท่าทางดูถูกอะไร จางฮ่านก็หมดสนุกอุ้มเหมิงเหมิงเดินออกจากร้านไป
ส่วนเธอก็ได้แต่ยิ้มส่ายหน้า เอาเสื้อกลับไปแขวนที่เดิม
“ป๊ะป๋าทำไมไม่ซื้อล่ะ พวกเราไม่ได้มาซื้อๆ ๆ ๆ หรอกเหรอ” เหมิงเหมิง สงสัย
“เหมิงเหมิง วันนี้พวกเราไม่ได้มาซื้อ แต่มาเพื่อเรียนรู้ชีวิต” จางฮ่านบอก
“เรียนรู้อะไรเหรอ?” เหมิงเหมิง แปลกใจ ไม่รู้พ่อของเธอกำลังเล่นเกมอะไร
“อ่าฮะ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”
จางฮ่านพูดเสร็จก็ตรงไปที่ร้าน dior ไม่ถึงห้านาทีจางฮ่านก็เดินออกมา พนักงานในร้านกล่าวต้อนรับเขาเป็นอย่างดีเหมือนร้านแรกที่เข้าไป
“ไปร้านอื่น”
“ไปร้านอื่น”
“......”
เป็นแบบนี้อยู่ทุกร้าน จนในที่สุดร้านที่สิบห้าที่เขาเข้ามา ถึงเจอพนักงานถึงดูไม่เหมือนถูกตั้งโปรแกรมมาแบบทุกร้าน
มือของจางฮ่านสกปรกจริงๆ อย่างที่ว่า แถมยังทำท่าจะหยิบเสื้อขนสัตว์สีขาวอีกด้วย
“เธอว่ายังไงนะ?” จางฮ่านรอดูท่าทีของพนักงาน “เธอว่ามือฉันสกปรก ถ้าฉันทำเสื้อผ้าพวกนี้เลอะแล้วจะยังไง? จะบังคับให้ฉันซื้อหรือให้ชดใช้อะไรอย่างนั้นรึ?”
จางฮ่านกะว่าเธอต้องพูด ‘ทำเลอะก็แน่นอนว่าคุณต้องรับผิดชอบสิ’ ประมาณนี้ กะว่าชวนเธอทะเลาะให้เหมิงเหมิงได้เรียนรู้อะไรสักหน่อย แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมานั้น ไม่เป็นไปตามที่เขาคาด
“ทำเลอะก็เลอะน่ะสิ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรหรอก ของพวกนี้เดิมทีก็แค่เอาไว้เป็นตัวอย่าง”
พนักงานหญิงอีกคนเห็นเข้าก็รีบเข้ามาพูดอย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ชุดนี้เป็นของผู้หญิง เข้าใจว่าคุณคงตั้งใจจะซื้อไปให้ภรรยาแน่เลย ใช่มั้ยคะ? ลูกสาวของคุณน่ารักสะสวยได้ขนาดนี้ แม่ของเธอคงต้องสวยมากแน่ๆ เพราะฉะนั้นฉันคิดว่าชุดพวกนี้น่าจะถูกใจคุณ เชิญคุณเลือกได้ตามสบายเลยนะคะ”
จบตอน