หลิงเซียวคว้าอันดับหนึ่งมาอย่างราบรื่นเหมือนกับหลินเซียวปีที่แล้ว
รางวัลทั้งหมดของปีนี้ยังคงเป็นทังฝานที่เป็นผู้มอบ
อันดับสามคือตั้นไถเมี่ยวอิ๋นสาวงามนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ชมผิดหวังเลย ขณะที่ประลองรอบตัดสิน ใช้ไม้ตายสุดท้ายเอาชนะมาได้ท้ายที่สุดก็ได้ยืนอยู่แทนผู้ชนะพร้อมกับหลิงเซียว อีกคนคือศิษย์เอกของผู้อาวุโสตู้อวิ๋นไฉจากเริ่มต้นจนสิ้นสุดการประลอง ผลงานนิ่งสุขุม เรื่อยๆ มาเรียงๆ
คนผู้นี้นามว่า หวงเจี๋ยปีก่อนนั้นอยู่อันดับที่สิบกว่า แต่ปีนี้ไต่ขึ้นอันดับมาขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามหนักเพียงใดผู้ที่เป็นอาจารย์อย่างตู้อวิ๋นไฉก็ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว
ทังฝานมอบยาเซียนตันสามเม็ดให้กับตั้นไถเมี่ยวอิ๋นจากนั้นกำชับให้หมั่นฝึกฝน ตามด้วยหวงเจี๋ย พร้อมกล่าวให้กำลังใจเช่นกันท้ายสุดคือหลิงเซียว
“ปีนี้ให้เจ้าประลองกับศิษย์คนอื่นได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย อาจารย์ดูจากฝีมือเจ้า สมกับเป็นศิษย์เอกแขนงการต่อสู้ศิษย์คนอื่นๆ ดูท่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้เจ้าสักคน เอาแบบนี้อีกหน่อยเจ้าไม่ต้องเข้าร่วมการประลองอีก ให้โอกาสศิษย์คนอื่นบ้างเจ้าเห็นว่าไง?”
ทังฝานสีหน้าวางใจตบบ่าหลิงเซียวศิษย์คนนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ
หลิงเซียวคำนับ “คำสั่งอาจารย์ศิษย์ไม่กล้าขัด น้อมรับคำอาจารย์”
“คำพูดเจ้ากำลังกล่าวโทษอาจารย์ใช้ตำแหน่งข่มเจ้ารึเปล่า?” ทังฝานสีหน้าพลันส่อแววไม่พอใจ แต่น้ำเสียงไม่ได้โกรธแต่อย่างใด
“อาจารย์ ท่านเคยสอนศิษย์ไว้ว่าเกิดเป็นคนต้องถ่อมตน ไม่โอ้อวดไม่ใจร้อน!” หลิงเซียวกล่าวน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายความหมายคือหากเขายอมรับทันทีก็เท่ากับเขานั้นเหมือนกับเหลยจวี้ซึ่งกร่างและอวดดี
เมื่อฟังเช่นนี้ ทังฝานที่หน้าขึงขังก็หัวเราะร่าทันใด “คำพูดดีมากถ่อมตน เจ้ายังจำคำสอนของอาจารย์ได้ ไม่เสียแรงเปล่าที่สอนเจ้ามา เอาเถอะไว้ถกเรื่องพวกนี้กันตอนว่างๆ นี่คือยาเซียนตันขั้นหกสามเม็ดสำหรับเจ้าเก็บไว้ให้ดี”
หลิงเซียวรับขวดยามา เปิดออกดูด้านในก็มียาเซียนตันกลิ่นหอมหวนสามเม็ดนอนอยู่ก้นขวด ใบหน้าแสร้งทำเป็นดีใจ
ทังฝานหุบยิ้มแล้วเอ่ยเสียงนิ่ง “เพราะเจ้าได้อันดับหนึ่งดังนั้นเจ้าสามารถไปขอหญ้าเซียนขั้นหกลงไปได้สามต้นจากอาจารย์เยี่ยหญ้าเซียนสามต้นนี้ เจ้าเก็บไว้เองหรือให้ใครก็ได้”
“ขอบคุณอาจารย์!” หลิงเซียวเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
จนถึงวันนี้ การประลอง จบลงอย่างเป็นทางการในที่สุด
หลิงเซียวได้รับหญ้าเซียนขั้นหกสามต้นปีก่อนได้เพียงหญ้าเซียนขั้นห้าสามต้น ดังนั้นพอเดินลงไปก็มีแต่ศิษย์มาตามถามรวมถึงทังอวิ๋นฉี เพราะรางวัลปีที่แล้วไม่ต่างกับปีนี้ แต่สองต้นเขาให้กับทังอวิ๋นฉีอีกต้นให้กับศิษย์ที่ความสามารถเก่งกาจคนหนึ่งของทัพสวรรค์
ทังอวิ๋นฉีแม้จะไม่พอใจที่ไม่ได้ทั้งสามต้นแต่ก็มีความสุขมาก
ตอนนั้นนางถึงคิดว่าที่จริงในใจหลินเซียวก็มีนางอยู่ไม่อย่างนั้นคงไม่ยกหญ้าเซียนขั้นห้าสองต้นให้นาง
ปีนี้นางก็มั่นใจว่าศิษย์พี่จะยกให้นางแต่นั่นคือก่อนที่โหยวเสี่ยวโม่จะโผล่มา หลังจากเขาโผล่มา นางยิ่งไม่มั่นใจรู้สึกว่าศิษย์พี่ดีกับเขาผิดปกติเกินไป ทำให้นางรู้สึกว่าอันตราย และหวั่นใจไม่รู้ว่าปีนี้ศิษย์พี่จะยกให้นางกี่ต้น
แม้ว่าท่านพ่อจะเป็นถึงเจ้าสำนักส่วนนางคือลูกสาวเจ้าสำนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่านางจะขอหญ้าเซียนได้ตามใจชอบดังนั้นหญ้าเซียนที่หลินเซียวให้นางนั้นถือว่ามีค่ามาก
“ศิษย์พี่” ทังอวิ๋นฉีทนไม่ไหวเดินมาหา
เมื่อคนอื่นเห็นนางเดินเข้ามาจึงหลบออกอย่างว่าง่าย ไม่ใช่เพราะกลัวนาง แต่เพราะทุกคนรู้ว่านางนิสัยไม่ดีครั้งนี้ทนไม่ไหวเดินเข้ามา แน่นอนว่าอยากมาถามหาความเป็นเจ้าของหญ้าเซียนนั่นเอง
หลิงเซียวค่อยๆ ยิ้ม “ศิษย์น้องทังมีอะไรรึเปล่า?”
ทังอวิ๋นฉีจุกพลันพูดไม่ออกขอบตาเริ่มแดง แต่ก่อนศิษย์พี่ขานเรียกนางว่าศิษย์น้องเล็กมาตลอดตอนนี้กลับเรียกศิษย์น้องทัง รู้สึกถึงสถานะที่ลดลง แต่เพื่อรักษาหน้าและเพื่อหญ้าเซียนขั้นหกสามต้น นางก็ต้องพูด
“ศิษย์พี่ ปีที่แล้วท่านยกให้ข้าสองต้นปีนี้ท่านก็จะให้ข้าสองต้นใช่หรือไม่?” ตอนนี้นางไม่คาดหวังว่าศิษย์พี่จะยกทั้งสามต้นให้นางแต่อย่างน้อยที่สุดต้องสองต้น ไม่เช่นนั้นนางคงเชิดหน้าไม่ได้ในสายเดียวกันแน่
“แล้วค่อยว่ากันอีกที” หลิงเซียวจ้องนาง เผยอปาก เผยรอยยิ้มเห็นฝัน ไม่ได้ปฏิเสธท่าทีชัดเจนแต่ก็แอบให้ความหวัง
ทังอวิ๋นฉีมองหน้าหลิงเซียวที่ยิ้มจางๆ จึงนึกว่าตัวเองยังมีหวังอย่างน้อยศิษย์พี่ก็ไม่ได้บอกจะยกให้โหยวเสี่ยวโม่ แววตาสื่อความตื่นเต้นขณะที่นางกำลังจะพูดบางอย่างกับเขาต่อ หลิงเซียวก็หันหลังขวับ
“ศิษย์น้องเล็ก พวกเราควรกลับแล้ว” หลิงเซียวยังคงยิ้มแย้มอ่อนโยน ยื่นมือออกไปจูงโหยวเสี่ยวโม่ที่อยู่นอกวง
เห็นคนทั้งกลุ่มหันมามองโหยวเสี่ยวโม่ที่เคอะเขินที่จริงเมื่อครู่เขาตั้งใจเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับหลิงเซียวที่ได้อันดับหนึ่งแม้ว่าเขาจะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากแสดงความดีใจกับเขา
แต่ไม่ทันเดินไปก็โดนเบียดออกนอกวงเสียก่อน ยืนมองคนมาล้อมวงหลิงเซียว เขาได้แต่ยืนอยู่ด้านนอกระยะห่างแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอบอบบาง
ขณะที่กำลังคิดว่าจะตะโกนออกไปดีหรือไม่คนด้านหน้าก็ปลีกตัวออกทันใด
เงยหน้าขึ้นก็เห็นหลิงเซียวยื่นมือมาทางเขา ชะงักในทันใดรู้สึกว่าภาพนี้ช่างเหมือนเจ้าชายที่ยื่นมือมาให้เจ้าหญิง ช่างดูโร…เขาไม่ใช่ผู้หญิงนะ!
โหยวเสี่ยวโม่ช็อกกับความคิดตัวเองนี่เขาต้องโดนเวทมนตร์เข้าแน่!
สุดท้าย ทั้งสองก็เดินฝ่ากลุ่มคนออกไปหลิงเซียวอยากจูงมือโหยวเสี่ยวโม่ แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธอย่างชัดเจนเหตุผลคือเขาไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะเดินแล้วล้มได้
หลิงเซียวรู้ว่าแม้โหยวเสี่ยวโม่จะบอบบางแต่บางมุมก็หัวแข็งใช้ได้ จึงได้แต่ตามใจ
ส่วนฝูจื่อหลินหมอนั่นแม้ภายนอกจะดูเก่งกาจ แต่กลับไม่เคยทำตัวเป็นจุดสนใจขณะที่ผู้คนมาห้อมล้อมหลิงเซียว เขาก็แอบเดินกลับไปคนเดียวแล้ว
จากนั้นกลุ่มคนเห็นหลิงเซียวกลับไปพร้อมโหยวเสี่ยวโม่แล้วก็หมดอารมณ์แยกย้ายกันกลับไป เหลือไว้แต่ทังอวิ๋นฉีที่แทบอยากฉีกร่างคนสีหน้าเกลียดชังเข้าไส้ยืนมองตามหลังโหยวเสี่ยวโม่
ด้านข้างนอกจากศิษย์พี่ทั้งสองที่อยู่ด้วยกันเมื่อวานไม่รู้จะปลอบนางอย่างไร ก็ยังมีเจียงหลิวที่สีหน้าแน่นิ่ง
เมื่อหลิงเซียวเดินเข้าห้อง จู่ๆโหยวเสี่ยวโม่ก็หันหลังมา ก้มหน้าก้มตาท่าทีเขินๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ศิษย์พี่หลิงยินดีด้วยกับอันดับหนึ่ง”
แม้จะก้มหน้าอยู่แต่หลิงเซียวก็สังเกตเห็นสีหน้าชมพูระเรื่อของเขา ริมฝีปากหลุดเผยรอยยิ้ม “น้ำใจของศิษย์น้องเล็กข้ารับรู้แล้วทว่าน้ำใจเช่นนี้ข้าได้รับมากพอแล้วจากด้านนอกนั่นไม่รู้ว่าศิษย์น้องเล็กจะมีน้ำใจอย่างอื่นที่จริงใจกว่านี้หรือไม่ หากมีข้าจะดีใจมากกว่านี้”
ใบหน้าโหยวเสี่ยวโม่มืดมน น้ำใจที่จริงใจ? รางวัลที่เป็นยาเซียนตันและหญ้าเซียนก็ได้รับแล้วยังจะอยากได้น้ำใจที่จับต้องได้อีก โลภมากจริง!
ทว่าเขาก็เอ่ยเช่นนี้แล้วเขาจะบอกว่าไม่ให้ก็คงไม่ได้
“งั้นงั้นศิษย์พี่หลิงอยากได้น้ำใจที่จริงใจแบบไหนกันล่ะ?”
หลิงเซียวมองเขาหัวจรดเท้ามองจนเขาวางตัวไม่ถูก แล้วใบหน้าก็เผยสีหน้าเจ้าเล่ห์ พูดช้าๆ “ถึงกลางคืนเจ้าก็รู้เอง”
กลางคืน? โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกคลางแคลง
แต่พอนึกดูความสามารถเดียวของเขาก็คือหลอมยา บนตัวก็มีแต่ยาเซียนตันปกติหลิงเซียวชอบกินยาเซียนตันของเขาคิดว่าสิ่งที่เขาอยากได้คงเป็นยาเซียนตันแน่นอน อีกทั้งตั้งแต่มานี่ พอถึงกลางคืนเขาก็หลอมยาดังนั้นหลิงเซียวถึงพูดแบบนี้
คิดได้เช่นนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกไม่มีอะไรต้องห่วง ไม่ติดอะไรก็แค่เพิ่มยาให้เขาอีกสักสิบกว่าเม็ดเพราะปกติก็ต้องหลอมยาส่วนหนึ่งให้เขาอยู่แล้ว
แต่เมื่อตกกลางคืน ตอนที่หลิงเซียวเรียกเขาขึ้นเตียงนั้นโหยวเสี่ยวโม่ถึงได้ตระหนักว่าน้ำใจที่จริงใจที่พูดมานั้นคืออะไร
“ได้ไงกัน?” โหยวเสี่ยวโม่กล่าวอย่างเขินอายกับหลิงเซียวหากรู้ว่าหมายถึงสิ่งนี้แต่แรกตีให้ตายเขาก็ไม่มีทางรับปากเรื่องน้ำใจบ้าบอนี่แน่นอน และเหมือนเขาวางแผนไว้แต่แรกด้วย
“ก็เจ้ารับปากข้าเองหรือว่าเจ้าจะผิดคำพูด?” หลิงเซียวพิงหลังบนเตียงท่าทีสบายผมยาวสลวยสยายจากบ่าลงมา พลันเพิ่มความน่าเย้ายวนใจได้มากโข
คนทั่วไปที่เห็นท่าทางเขาแบบนี้คงแทบคลั่งแน่นอน เสียดายที่คนที่อยู่ตรงนี้คือโหยวเสี่ยวโม่เขากำลังโมโหเพราะหลิงเซียวอยู่ ไม่มีแก่ใจมาสนใจว่าจะน่าดูหรือไม่
เมื่อได้ยินเช่นนี้โหยวเสี่ยวโม่โกรธจนหน้าแดง “นั่นเพราะท่านไม่ได้บอกว่าหมายถึงแบบนี้หากข้ารู้แต่ทีแรก ข้าไม่มีทางรับปากท่านแน่!”
หลิงเซียวหรี่ตามองเขา พร้อมพ่นออกมาว่า “ศิษย์น้องเล็กเกิดเป็นคนต้องรักษาคำพูดนะ”
โหยวเสี่ยวโม่กระอักเลือดรู้แบบนี้ตอนเช้าไม่น่าช่วยเขาเลย