บทที่ ๗ — ทางที่สามมีราคา
หลิงเทียนตกลงสู่สนามรบ เท้ากระแทกพื้นจนเข่าแทบทรุด แรงกระแทกสะท้อนขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เขายังไม่ทันตั้งหลัก เสียงกลองดังขึ้นทันที ไม่ใช่เสียงจากถ้ำ เป็เสียงกลองศึก หนัก ช้า ตีซ้ำจังหวะเดียว เหมือนหัวใจคนที่กำลังนับเวลา
เบื้องหน้าเป็หมู่บ้านเล็ก ๆ กำแพงดินต่ำจนทหารม้าสามารถะโข้ามได้ หลังคาบ้านมุงจากแห้ง ๆ เก้าในสิบหลัง นอกกำแพงมีทหารสองร้อยนายยืนเป็แถว ยังไม่ขยับ เกราะสะท้อนแสงตะวัน ในหมู่บ้านมีคนหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคน ส่วนใหญ่เป็คนแก่ ผู้หญิง และเด็ก ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มทารก ช่างไม้แก่คนหนึ่งนั่งซ่อมคันไถ ไม่มีใครรู้ว่าากำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง
และมีเวลาเหลือ—จนพระอาทิตย์ตก
“ทำให้หมู่บ้านรอด” เสียงตี้เสวียนดังขึ้น
หลิงเทียนหันไป “รอดกี่คน?”
“เ้าต้องกำหนดเอง”
“ถ้าข้าบอกว่าทุกคน?”
“ทำให้ได้”
คำตอบนั้นทำให้หลิงเทียนเงียบ ครั้งก่อนตี้เสวียนบอกว่าเขาจะเสียบางสิ่ง ครั้งนี้—เขาไม่บอกแม้แต่ราคาที่ต้องจ่าย และความเงียบนั้นหนักกว่าคำเตือน เพราะมันหมายถึงราคาที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และไม่รู้ว่าจะตกหนักลงบนใคร
หลิงเทียนไม่ถามต่อ เขาเดินไปหาเหอป๋อ อดีตทหารที่ปกครองหมู่บ้าน เหอป๋อเป็ชายร่างกำยำ มีรอยแผลเก่าที่ขาขวาทำให้เขาเดินกะเผลก แต่มือของเขายังแน่นพอจะถือดาบ หลิงเทียนถามจำนวนคน อาหาร น้ำ ทางหนี จำนวนทหาร สภาพภูมิประเทศ ทุกอย่าง แต่ครั้งนี้เขาไม่เชื่อทันที เขาเดินไปดูด้วยตัวเอง
ทางตะวันออก—ที่ราบโล่ง ศัตรูต้องมาทางนี้ ทางเหนือ—หน้าผาสูง ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น มีรอยทางเล็ก ๆ ที่แพะเคยเดิน ทางใต้—บึงตื้น ตมโคลนดึงเท้า คนเดินไม่ได้เร็ว ทางตะวันตก—ป่าละแค มีลำธารเล็กไหลผ่านกลางป่า ก่อนไปบึงทางใต้ บนลำธารมีคันดินเก่า ๆ กั้นน้ำไว้ เหอป๋อบอกว่าสร้างไว้สำหรับเก็บน้ำทำนา หลิงเทียนเดินไปดูคันดิน มันสูงพอจะกั้นน้ำไว้ได้ แต่ก็เก่าพอที่จะพังได้ด้วยมือคนเดียว เขาจดจำไว้ในใจ โดยยังไม่บอกว่าจะใช้ทำอะไร
หลิงเทียนหยุดอยู่ริมป่า ลมพัดจากตะวันตกไปตะวันออก เขามองยอดไม้ ใบไม้แห้ง ฟาง บ้านมุงจาก ทุกอย่างล้วนเป็เชื้อเพลิง เขาเงยหน้าดูทิศลม แล้วดูทิศทางของเมฆ เมฆเคลื่อนต่ำ เร็ว เป็ลมที่จะพัดต่อไปอีกสักชั่วโมง
“ถ้าศัตรูฉลาดพอ...” หลิงเทียนพูดกับตัวเอง “มันจะใช้ลมของเราเผาเรา”
เหอป๋อมองเขา “ศัตรูสองร้อยนาย เรามีชายฉกรรจ์ไม่ถึงยี่สิบ”
“ข้ารู้” หลิงเทียนไม่หันมา “แต่นายกองของเขาจะไม่คิดว่าคนที่น้อยกว่าจะกล้าต่อสู้ ความมั่นใจของเขาคือจุดอ่อนของเขา”
เขาสั่งให้ย้ายเด็กออกจากบ้านด้านตะวันตก สั่งขุดหลุมลึกั้แ่เวลานั้น สั่งเผาพริกแห้งบดผง สั่งเตรียมถังน้ำไว้ตามหลังคา สั่งให้ทหาราเ็ที่ยังยิงธนูได้ขึ้นหลังคา แล้วสั่งให้เด็กชายคนหนึ่งชื่ออาเจี๋ย ไปเฝ้าคันดินกั้นน้ำทางป่าตะวันตก
อาเจี๋ยเป็เด็กผอม อายุราวสิบสอง มือกำด้ามหอกไม้แน่นจนข้อนิ้วขาว “ข้าจะทำอะไรตรงนั้น?”
“นั่งรอ” หลิงเทียนตอบ “แล้วฟังเสียงข้า ถ้าข้าะโเรียกชื่อเ้า ให้เปิดคันดิน ถ้าข้าไม่ได้เรียก ก็ห้ามเปิด น้ำมีแค่ครั้งเดียว”
“แค่นั้น?”
“แค่นั้น” หลิงเทียนมองเด็ก “แต่เ้าต้องอยู่จนกว่าข้าจะเรียก ถ้าหนีไปก่อน น้ำจะไม่มาเมื่อ้า”
อาเจี๋ยพยักหน้าแรง ๆ แล้ววิ่งไป
หลิงเทียนหันไปหาเสี่ยวฉี ทหารหนุ่มอายุสิบเก้าปี ที่เข้ามาอาสาเป็ยามั้แ่เช้า “เ้าไปเฝ้าประตูตะวันออก”
เสี่ยวฉีชะงัก “แต่ประตูนั้นอยู่ติดกำแพงด้านหน้า อันตรายที่สุดไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ใช่” หลิงเทียนตอบ “ศัตรูจะคิดว่าเราไม่กล้าวางคนที่ประตูอันตรายที่สุด มันจะตีอ่อนตรงนั้นก่อน เ้าแค่ยิงธนูแล้วถอย อย่าอยู่ตายที่เดิม”
เสี่ยวฉีพยักหน้า แต่มือยังกำคันธนูแน่น หลิงเทียนเห็นแล้วเลือกไม่พูด เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าประตูนั้นปลอดภัยจริง
เมื่อศัตรูบุก—แผนแรกได้ผล ทหารม้าพุ่งเข้ากำแพงดิน ขาม้าตกหลุมที่ขุดไว้ ม้าล้ม ทหารกระเด็น ม้าที่ล้มกลายเป็กั้นขวางม้าตัวถัดไป แนวทหารแตกในจุดเดียวกัน ลูกธนูจากหลังคาพุ่งลงมา ทหารศัตรูที่ยังยืนอยู่ต้องยกโล่ ควันพริกที่เผาไว้ถูกลมพัดปกคลุมแนวหน้า ศัตรูไอจนน้ำตาไหล บางคนทิ้งอาวุธ ชาวบ้านเริ่มะโ หลิงเทียนยืนอยู่บนหลังคาศาลากลางหมู่บ้าน มองแนวศัตรู ใบหน้าเขาไม่มีรอยยิ้ม เขาเห็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่เห็น คือศัตรูที่ล้มนั้นเป็เพียงกองหน้า ส่วนที่เหลือสองร้อยนายยังยืนอยู่ ยังไม่ได้ขยับ
ทว่านายกองศัตรูยังไม่ขยับ ชายร่างสูงคนนั้นนั่งอยู่บนหลังม้า ไม่ได้สั่ง ไม่ได้ใ เขาแค่มองดูหมู่บ้านเหมือนคนกำลังอ่านหนังสือ แล้วชายคนนั้นก็ยกมือขึ้น ทหารกลุ่มหนึ่งแยกออกจากกองทัพ เดินเข้าป่าทางตะวันตก
หลิงเทียนรู้ทันที “ไฟ!”
เขาะโ ช้าไป ลูกธนูเพลิงพุ่งข้ามกำแพง พุ่งจากทิศที่ลมพัดมา บ้านหลังแรกติดไฟ หลังที่สอง หลังที่สาม เปลวไฟลุกขึ้นตามจากแห้ง เร็วเกินกว่าจะดับ ความร้อนลอยมาจนหน้าแดง เสียงเด็กกรีดร้องดังขึ้น ผู้หญิงที่อุ้มทารกวิ่งออกจากบ้านที่กำลังไหม้ ผมปลิวติดไฟ ชาวบ้านคนหนึ่งคว้าผ้าห่มตัดไฟที่หลังนาง อีกคนชักน้ำจากถังราดที่หลังคาที่กำลังลุก แต่น้ำที่มีน้อยไม่พอ เปลวไฟยังลุกต่อ ไฟลามจากบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังด้วยลม หลิงเทียนเห็นแล้วรู้ว่าดับไม่ทัน สิ่งที่เขาทำได้คือย้ายคนออกจากทางลม
หลิงเทียนกัดฟัน แผนของเขากำลังย้อนกลับมาฆ่าคน เขาสั่งเผาบ้านตะวันตกเพื่อทำแนวป้องกัน แต่ศัตรูเผาบ้านเดียวกันเพื่อเผาเขา ลมที่เขาใช้ ตอนนี้กำลังพัดไฟเข้าหาคนของเขา
“ย้ายคนไปทางเหนือ!” หลิงเทียนะโ
เหอป๋อชะงัก “ทางนั้นเป็หน้าผา!”
“ข้ารู้!” หลิงเทียนคว้าม้วนเชือก “แต่ศัตรูก็รู้เหมือนกันว่าเราจะคิดอย่างนั้น ถ้าเราไม่ไปทางที่คนคิดว่าเราจะไม่ไป เราจะไปไม่รอด”
พวกเขาหนีขึ้นทางแคบทางเหนือ ทางนั้นไม่ใช่ทางจริง เป็รอยเดินของแพะที่คดเคี้ยวขึ้นหน้าผา ตีนทางมีหินคม ฝั่งหนึ่งเป็ผา อีกฝั่งเป็ป่า เด็ก คนแก่ คนเจ็บ ทั้งหมดเคลื่อนตัวทีละคน คนเดียวคนเดียว ใครเร็วเดินหน้า ใครช้าติดหลัง เด็กทารกถูกอุ้ม คนแก่ถูกหาม บางคนเดินได้เองแต่ช้า ชายชราที่เคยเดินเร็วตอนนี้ต้องเกาะไหล่เด็กสาว เด็กหญิงคนหนึ่งลื่นล้ม หัวเข่าแตก แต่ลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่ร้อง ด้านหลัง—ทหารศัตรูทะลวงกำแพงเข้ามา เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดินดังขึ้นทุกขณะ เขากัดฟันแล้วหันไปมองทางลง นายกองยังไม่ได้สั่งไล่ล่า แต่ก็ไม่ได้ถอย ชายคนนั้นยืนนิ่ง มองคนที่กำลังหนี เหมือนกำลังตัดสินใจว่าคุ้มไล่หรือไม่
หลิงเทียนหันกลับ เขาเห็นอาเจี๋ยวิ่งกลับมาจากป่า มือยังกำหอกไม้ ตัวสั่น
“กลัวไหม?” หลิงเทียนถาม
เด็กพยักหน้า น้ำตาคลอ แต่ไม่ร้องออกมา
“ดี” หลิงเทียนกล่าว “คนกลัวมักระวังตัวมากกว่าคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง อยู่ด้านหลังข้า”
เขาดันเด็กไว้ด้านหลัง ศัตรูพุ่งเข้ามา หลิงเทียนแทงหอก ล้มหนึ่งคน ถอย หลบ ใช้กำแพงเป็ที่กำบัง เขาไม่ได้แข็งแกร่ง ไม่ได้ฝึกยุทธ์มาั้แ่เด็ก แต่เขารู้ว่าศัตรูสองคนจะไม่เข้ามาพร้อมกันในทางแคบ เขาจึงสู้ทีละคน ใช้จำนวนที่น้อยของตนเป็ข้อได้เปรียบ แต่ก็ไม่ยอมให้ศัตรูใช้จำนวนมากกว่าได้ง่าย
จนกระทั่ง—เสียงหนึ่งดังขึ้น “ปล่อยอาวุธ!”
หลิงเทียนหันไป หญิงชราคนหนึ่งถูกจับตัว ดาบพาดคอ นายกองศัตรูยืนอยู่ด้านหน้า รอยยิ้มเล็ก ๆ อยู่บนใบหน้า
“วางอาวุธ”
หลิงเทียนกำหอกแน่น เด็กและคนแก่ด้านหลังมองเขา ครั้งนี้ไม่มีทางที่สาม เขารู้ หากบุก—หญิงชราอาจตาย หากยอม—หมู่บ้านอาจถูกฆ่า ความคิดทั้งสองวิ่งชนกันในหัว จนเขาไม่เหลือเวลา
หญิงชรามองเขา แล้วส่ายหน้า “อย่าช่วยข้า”
หลิงเทียนนิ่ง
“ช่วยคนอื่น”
นายกองยิ้ม “ได้ยินหรือไม่?”
หลิงเทียนหลับตา หนึ่งลมหายใจเข้า หนึ่งลมหายใจออก ในความมืดของเปลือกตา เขานึกถึงเส้นอักขระที่เลี้ยวเข้าใต้พื้นในถ้ำ นึกถึงเสียงน้ำที่หยดซ้ำ ๆ จนเกิดร่อง แล้วเขาเปิดตาขึ้น “อาเจี๋ย”
เด็กชายเงยหน้า “อะไรนะ?”
“เปิดประตูน้ำ”
เด็กชายชะงัก ก่อนเข้าใจ “ทำไม?”
“ทำตาม”
อาเจี๋ยวิ่ง ฝุ่นกระเด็นตามส้นเท้า คานไม้ที่เสียบคันดินถูกดึงออก ดินที่อุดน้ำไว้พังทลาย น้ำที่สะสมอยู่ในอ่างเล็ก ๆ ทะลักออกมา สีขุ่น มีใบไม้และโคลนปน เสียงน้ำพุ่งลงจากที่สูงดังครืน ไหลตามลำธารเก่าที่แห้งมานาน เข้าสู่หมู่บ้านทางตะวันตก พื้นดินที่แห้งกลายเป็โคลนในพริบตา ทหารศัตรูที่กำลังวิ่งเสียหลัก ล้มลง ม้าลื่น ผู้ที่ยืนอยู่ก็ไม่ได้ นายกองที่กำลังจะฟันหญิงชราเสียหลัก ขาสะดุด หลิงเทียนพุ่งเข้าใส่นายกอง หอกไม้ถูกขว้าง นายกองเบี่ยงตัว หอกพลาด แต่แรงขว้างทำให้นายกองปล่อยมือจากหญิงชรา
หลิงเทียนคว้านางไว้ คมดาบฟันผ่านไหล่ของเขา เืสาด ความเจ็บพุ่งขึ้นจนตามืด แต่หญิงชรารอด
แต่เสียงร้องของคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง หลิงเทียนหันไป เสี่ยวฉี—ทหารหนุ่มที่เขาส่งไปเฝ้าประตูตะวันออก นอนอยู่บนพื้น เืไหลออกจากอก มือกำด้ามธนูหักไว้แน่น ใบหน้ายังหันไปทางประตูด้านที่ศัตรูบุกเข้ามา แสงในตายังไม่ดับ ร่างของเขาอยู่ในท่าที่กำลังจะยิงธนูอีกดอก แต่ดอกธนูยังอยู่บนมือ ไม่ได้ปล่อย เขาเสียชีวิตก่อนที่หลิงเทียนจะไปถึง หลิงเทียนคุกเข่าลง นิ้วที่แตะคอของเด็กหนุ่มยังคงรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ยังไม่จางไป เขานั่งนิ่งอยู่ข้างศพ ไม่พูด ไม่หายใจเป็เวลาหลายอึดใจ
โลกเงียบ
หลังศัตรูถอย หมู่บ้านยังอยู่ แต่ไม่เหมือนเดิม บ้านสิบสามหลังถูกเผา คนตายเจ็ดคน าเ็สามสิบสอง ควันลอยขึ้นจากซากบ้าน กลิ่นไหม้ยังติดอยู่ในลมค่ำ ดินที่เคยแห้งกลายเป็โคลนเละ ทำให้เดินยาก น้ำที่ปล่อยมายังไม่แห้ง กลายเป็แอ่ง สะท้อนแสงดวงเดือนที่กำลังขึ้น ชายชราที่เคยซ่อมคันไถนั่งอยู่หน้าซากบ้าน มือกำเหล็กที่เหลืออยู่ ไม่ร้อง ไม่พูด ผู้หญิงที่อุ้มทารกนั่งอยู่ข้าง ๆ เด็กหลับในอ้อม เพราะยังไม่รู้ว่าบ้านไม่มีแล้ว
หลิงเทียนยืนอยู่หน้าศพเสี่ยวฉี มือกำแน่น เืบนไหล่ของเขายังไม่แห้ง ตี้เสวียนปรากฏขึ้น
“เ้าชนะ”
“ไม่”
“หมู่บ้านรอด”
“แต่เขาตาย” หลิงเทียนชี้ไปที่ศพ “เขาอายุสิบเก้าปี ข้าส่งเขาไปเฝ้าประตูที่ข้าบอกว่าปลอดภัยที่สุด แล้วเขาตายตรงนั้น”
“เ้าตัดสินใจถูก”
หลิงเทียนหันไป “ใครบอก?”
ตี้เสวียนนิ่ง
“ท่านหรือ?” หลิงเทียนเสียงแหบ “คนที่ตายไม่ได้พูดว่าข้าตัดสินใจถูก มันเป็แค่คนที่หมดเวลาพูด”
“ถ้าไม่ทำเช่นนั้น คนอาจตายมากกว่านี้”
“ข้ารู้”
“แล้วเหตุใดจึงยังโกรธ?”
หลิงเทียนตอบช้า ๆ เสียงเบาแต่ทุกคำหนัก “เพราะข้าไม่้าให้คำว่า ‘คนอาจตายมากกว่า’ กลายเป็ข้ออ้างที่ทำให้ข้าเลิกพยายาม วันนี้เสี่ยวฉีตาย วันข้าหน้าอาจเป็คนอื่น ถ้าข้ายอมรับว่าตายหนึ่งดีกว่าตายสิบ วันหนึ่งข้าอาจยอมรับว่าตายสิบดีกว่าตายร้อย”
หลิงเทียนก้มลงปิดตาเสี่ยวฉี มือที่าเ็สั่นเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าเสี่ยวฉีมีพี่น้องหรือไม่ ไม่รู้ว่าเขาฝันอะไร รู้แต่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เชื่อเขา แล้วตายเพราะเชื่อ
“ถ้าชะตาบอกว่าต้องมีคนตาย ข้าจะไม่ยอมรับมันง่าย ๆ”
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร?”
“หาวิธีที่ดีกว่า”
“ถ้าหาไม่ได้?”
หลิงเทียนกำมือ “ก็หาจนกว่าจะหาได้”
ตี้เสวียนหัวเราะเบา ๆ “นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าโง่”
“อาจใช่” หลิงเทียนมองเขาตรง ๆ “แต่ถ้าความโง่ของข้าทำให้คนหนึ่งรอดเพิ่มขึ้นมาได้ ข้าก็ยอม คนฉลาดจะนับคนที่ตายแล้วหยุด คนโง่จะนับคนที่ยังรอดแล้วเดินต่อ”
ภาพสนามรบเริ่มแตก ซากบ้าน ควัน ศพ ค่อย ๆ เลือนไป ก่อนทุกอย่างหายไป ตี้เสวียนพูดประโยคหนึ่ง “จำเอาไว้ เ้าจะไม่ได้ฝืนชะตาด้วยการชนะทุกครั้ง”
หลิงเทียนเงยหน้า “แต่ด้วยการไม่ยอมให้ความพ่ายแพ้กำหนดว่าตัวเองต้องเป็ใคร”
ภาพทั้งหมดสลาย หลิงเทียนกลับมายืนอยู่ในความเงียบ มือซ้ายยังกำแน่นเหมือนยังกำด้ามหอกไม้ ไหล่ข้างที่ถูกดาบฟันยังปวดราวกับยังไม่หาย เขาไม่ได้รอดจากสนามรบนั้น เขาแค่ยังไม่ตาย และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องจำไว้