เช้าวันถัดมา ผมตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี..
ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นอะไรหรอกนะ แล้วไม่ได้เห่อชุดบอลอะไรเลยด้วย
ก็แค่ยังไม่กล้าใส่ แต่นอนกอดไว้ทั้งคืนก็เท่านั้นเอง
แล้วหลังจากตื่นกินข้าวอาบน้ำพร้อมทั้งพับเสื้อให้เรียบและวางไว้บนเตียง (อย่างประณีต)
ผมก็ต้องรีบบึ่งตรงไปที่สนามพร้อมกับคนตระกูลซุนในทันที เพราะสนามประลองรอบวันนี้มันมีชื่อของ 'หลิวเจี้ยน' เข้ารอบสี่คนสุดท้ายอยู่ด้วยไงล่ะ
ต้นยามซื่อ (09:00-09:59) อัฒจันทร์แน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีที่เสียบตัวนั่ง
ผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศต่างมารอรับชมการประลองตั้งแต่พระอาทิตย์ยังเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ยอมขึ้นเต็มฟ้า
ด้านฮูจินอาวุโสผู้ทำหน้าที่กรรมการในวันนี้ก็ยืนปักหลักอยู่กลางลานประลองอย่างสงบนิ่ง
แกคงรอแค่จังหวะดี ๆ จะประกาศให้เราลงสนามเท่านั้นแหละ
จนเมื่อแสงอาทิตย์พาดผ่านจุดที่เหมาะสม ฮูจินก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วส่งเสียงประกาศก้องสนามประลองทันที
“การประลองในสายบนรอบสี่คนสุดท้ายคู่แรก
หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา ปะทะ หม่าชุนเฟิงจากบ้านตระกูลอาชาสวรรค์
ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออกเพื่อมายังสนามประลองแห่งนี้!”
พูดจบยังไม่ทันขาดคำ เสียงลมแหวกก็พัดมาจากทิศเหนือ
หม่าชุนเฟิงกระโจนลงจากอัฒจันทร์อย่างสง่างาม แถมยังไม่ลืมสะบัดทวนยาวกว่าสองเมตรในมือนั่นฟาดอากาศส่งเสียงฟึ่บฟั่บใส่ผู้ชมรอบข้างเรียกความขนลุกได้เป็นระลอก
จะว่ายังไงดี..
ดูเผิน ๆ ตัวของหม่าชุนเฟิงนั้นอาจไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกดดันเหมือนหม่าเฟย
แต่บรรยากาศรอบ ๆ ตัวมันก็ทำให้ผมรู้ว่าหมอนี่เก่งใช่เล่น
แต่ก็นะ..
ผ่านมาถึงรอบนี้ก็ต้องมีแต่คนเก่ง ๆ อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ
ผมเพิ่งจะขยับตัวลุกจากที่นั่งเตรียมจะลงสนาม ก็มีเสียงคุ้นหูเรียกรั้งไว้ซะก่อน
“พ่อหนุ่มหลิว...”
เสียงนั่นเป็นของท่านผู้เฒ่าวานร
แววตาของแกดูจริงจังจนน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับท่าทีสบาย ๆ ปกติ
“เอ็งต้องระวังในดีในรอบนี้..
แม้นพ่อชุนเฟิงจักมิได้มีชื่อเสียงมากมายเท่าพี่ชายของมัน
แต่กระนั้นพรสวรรค์ของมันผู้นี้ใช่ธรรมดาสามัญ
อีกพลังสถิตของมันเป็นถึงหนึ่งในสองราชันนักษัตรปีมะเมีย..
ราชันอาชามังกรขาว..
นั่นอาจทำให้เอ็งลำบากได้ไม่น้อย”
ผมหันไปสบตากับแก พลางยิ้มนิด ๆ
ไม่ใช่เพราะประมาทหรอกนะ
แต่เพราะซาบซึ้งที่แกอุตส่าห์เตือนด้วยความเป็นห่วง
“ท่านผู้เฒ่าวานรโปรดวางใจ..
ข้าหลิวเจี้ยนมิเคยดูถูกคู่ต่อสู้ และข้าไม่คิดว่าคนที่เป็นถึงหลานของสองผู้เฒ่าจากสภาห้าผู้เฒ่าจะกระจอกหรือไม่มีดีอะไร”
ผมพูดไปตามที่คิดจริง ๆ ไม่มีแต่งแต้มให้ดูดีแต่อย่างใด เพราะคู่ต่อสู้ที่ผมกำลังจะเจอ
เขาน่าสนใจพอตัวทีเดียว
อ้อใช่.. พวกนายอาจจะงงหรือลืม..
ความหมายที่ผมบอกว่าหม่าชุนเฟิงเป็นหลานของสองผู้เฒ่าน่ะ
ก็อย่างที่เคยบอกพวกนายไป หม่าชุนเฟิงเป็นคนตระกูลหม่า แต่แม่ของหมอนั่นเคยเป็นคนตระกูลฮู
นั่นก็หมายความว่า หม่าชุนเฟิงมันเป็นหลานปู่ของผู้เฒ่าอาชาและหลานตาของผู้เฒ่าจิ้งจอก
ทีนี้พวกนายน่าจะเข้าใจพื้นเพคนหม่าชุนเฟิงแล้วใช่ไหมล่ะ
แล้วยิ่งตอนสอบเข้าสำนัก ผมจำได้ดีเลยแหละ..
หม่าชุนเฟิงมันสอบติดเป็นอันดับสี่ รองจากผมแค่คนเดียวเท่านั้นเอง
แต่ที่ทำให้ผมจำได้แม่นไม่ใช่แค่อันดับหรอกนะ
หมอนั่นเข้าสอบคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีสหายร่วมสอบ ไม่มีคนช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น
มันมาคนเดียว ลุยคนเดียว แล้วก็ทะลุขึ้นมาติดอันดับสี่ได้อย่างสบาย ๆ
ต่างจากผมกับไอ้เจ้าหน้าขนที่ชื่อโหวหวังนั่นแหละ
พวกเราสองคนจับมือกันพากันดันจนสอบติดอันดับหนึ่งและสอง ส่วนอุสางิซากิ.. เธอมีเพื่อนตามเป็นโขยง
สอบได้ที่สามก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเลย
แต่หมอนี่..
หม่าชุนเฟิงมันลุยเดี่ยว แล้วก็ไม่เคยปริปากอวดอะไรสักคำ
นั่นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่า วันนี้คงได้ออกแรงหน่อยล่ะ
“ดีแล้ว..
ไม่ประมาทนั่นแลดีแล้ว..”
ท่านซุนต้าหลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เขาผงกหัวช้า ๆ คล้ายจะบอกผมว่า อย่างไรก็อย่าประมาท
ผมยิ้มรับไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะคำเตือนของท่านก็พอแล้วที่จะเตือนใจให้ไม่หลุดโฟกัส
ในห้วงเวลานั้น ผมก็รู้สึกได้ถึงแววตาของท่านผู้เฒ่าวานรที่มองมา..
เขาไม่ใช่แค่มองผ่าน ๆ แบบคนที่พบกันไม่กี่วัน แต่มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเอ็นดู
ห้าวันที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ท่านคงเห็นอะไรในตัวผมมากกว่าที่คิด
จะถ่อมตัวก็ใช่ จะไม่ยอมเสียมารยาทกับใครก็จริง แต่ผมก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ผมไม่ได้พยายามเป็นคนดี แค่พยายามไม่เป็นคนเลว
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาถึงไว้ใจให้ผมเดินเคียงข้างโหวหวัง..
หลานชายของเขา
“ท่านผู้เฒ่าวานร.. ท่านเจ้าเมือง.. โหวหวัง ข้าขอตัว”
ผมหันไปโค้งคำนับทั้งสอง พร้อมสบตาเพื่อนรักเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะผลักตัวเองลอยลงจากอัฒจันทร์ เตรียมไปยืนอยู่ในจุดที่ทุกคนกำลังจับตามอง
พอฮูจินเห็นว่าผมกับหม่าชุนเฟิงมายืนประจันหน้ากันเรียบร้อย แกก็ประกาศเสียงเรียบตามหน้าที่แบบที่เคย ๆ
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก
อยากกล่าวอะไรต่อกัน..
เชิญตามสบาย”
แล้วแกก็ลอยตัวขึ้นไปบนอากาศ ทิ้งผมกับหม่าชุนเฟิงไว้เบื้องล่าง
เหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่า จากตรงนี้ไป พวกเอ็งเคลียร์กันเองนะ
หม่าชุนเฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
เขาโค้งให้ผมอย่างนอบน้อม น้ำเสียงอ่อนโยนไม่มีแม้แต่เสี้ยวของความโอหัง
“พี่หลิวโปรดไว้ไมตรี...”
ผมพยักหน้าตอบกลับไป แล้วพูดเสียงนิ่งไม่ต่างกัน
“พี่หม่าเองก็เชิญกัน... โปรดยั้งมือด้วย”
ใช่แล้ว.. เขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
บรรยากาศรอบตัวหมอนี่ก็ยังนุ่มนวลเป็นมิตรเหมือนตอนที่ผมเคยเจอที่หน้าตำหนักของเจ้าสำนัก
ไม่มีเค้าของความโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย
แต่ใช่ว่าคนแบบนั้นจะประมาทได้หรอกนะ
เพราะยิ่งเงียบ ยิ่งนิ่ง ก็ยิ่งน่ากลัวเพราะคาดเดาได้ยาก
ผมเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ พลางโค้งศีรษะให้เล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
แม้ในใจจะรู้อยู่เต็มอกว่า อีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้า คำว่า 'ยั้งมือ' คงไม่มีใครทำได้จริง ๆ หรอก
ก็นี่คือการประลอง แถมเป็นงานประลองใหญ่ประจำปีของอาณาจักรซะด้วย
พอหันไปมองบนฟ้า ฮูจินที่ลอยตัวอยู่ก็พยักหน้าให้
แกหันไปมองทางหม่าชุนเฟิง แล้วพอเจ้าหมอนั่นผงกหัวตอบรับกลับมา เสียงประกาศจากอาวุโสฮูจึงดังก้องทั่วทั้งลานประลอง
“การประลองในสายบนรอบสี่คนสุดท้ายคู่แรก...
เริ่มได้!”
ยังไม่ทันตั้งตัวให้เต็มที่! เสียงลมหอบแรกก็แหวกเข้ามาเกือบจะถึง
ผมเห็นร่างสูงของหม่าชุนเฟิงพุ่งเข้ามาพร้อมทวนคู่ใจอย่างไม่รีรอ
ท่วงท่าของหมอนั่นไม่ใช่แค่พลิ้ว แต่แฝงด้วยแรงกดดันจนทำให้ผมต้องออกท่ารับโดยอัตโนมัติ
กระบี่ในมือผมรัวออกไปชุดใหญ่ ฟัน ถาก ปัด เสียบ
แต่หมอนี่ก็ไม่ใช่มือใหม่!
เขารับได้แทบหมดทุกกระบี่ ซ้ำยังหาจังหวะสวนกลับด้วยทวนยาวของเขาในหลายวินาทีจังหวะเปลี่ยนมือ
พูดตรง ๆ ตอนนี้เราเหมือนคนที่รู้จังหวะกันอย่างดี แม้จะเพิ่งพูดคุยกันครั้งแรกเมื่อกี้นี้
การประลองไม่ได้เริ่มจากการห้ำหั่นให้จบเร็ว ๆ แต่เริ่มเหมือนระบำที่มีจังหวะชีวิต
จังหวะนี่ไม่มีใครยอมใครเลยจริง ๆ
หม่าชุนเฟิงเริ่มร่ายทวนตอบโต้กระบี่ของผมอย่างแม่นยำ
พอได้จังหวะ!
หมอนั่นก็เกร็งแขนทั้งสองแน่น สองมือจับทวนยาวแนบแน่นแล้วกระโดดฟาดใส่ผมเต็มแรงแบบไม่มีกั๊ก
ทวนยาวฟาดใส่ผมจากทางด้านบน ซึ่งผมก็สามารถยกกระบี่ฟันออกแรงปัดให้วิถีของคมทวนเบี่ยงออกไปได้
เกิดเสียงครูดของเหล็กแสบแก้วหู แถมแรงของหมอนี่ไม่ใช่เล่น
พอรวมแรงกระโดดกับแรงฟาดเข้าไป มันยิ่งเหมือนโดนโขกด้วยท่อนไม้สองเมตรที่เสริมเหล็กเส้นไว้ทั้งแท่ง
กระบี่ในมือผมแทบหลุด เสียจังหวะจนต้องถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อถ่ายโอนแรงปะทะ
ท่าร่างเสียสมดุลจนรู้ได้ทันทีว่าแย่แน่
และแน่นอน..
โอกาสงาม ๆ แบบนี้ใครจะกล้าปล่อยให้หลุดมือ
ยังไม่ทันได้ตั้งหลักเต็มที่ ผมก็เห็นแสงสีครามห่อหุ้มทวนในมือหม่าชุนเฟิง
ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนประกาศวิชา
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 1 ทวนล่องนภา!”
จากทวนที่ถือด้วยสองมือ ตอนนี้เขาใช้แค่มือขวาถือและขว้างทวนออกมาด้วยพลังของปราณธาตุลมที่อัดแน่นจนแทบมองไม่เห็นเนื้อทวนด้วยซ้ำ
มันพุ่งเข้ามาหาผมด้วยความเร็วขนาดที่ผมนึกในใจ ว่านี่มันลูกธนูยักษ์ดี ๆ นี่เอง!
แม้ผมจะเห็นและสามารถตามคมทวนนั่นได้ทัน
แต่การเรียกปราณขึ้นมาป้องกันแบบเต็มรูปแบบมันไม่ทันแน่ ๆ
ทางเดียวที่ผมนึกออกในตอนนั้นคือ..
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!”
กระบี่ในมือผมฟันลงพื้นสนามเสียงดังสนั่น!
เกิดคลื่นพลังที่ระเบิดออกจากปลายกระบี่เป็นรูปจันทร์เสี้ยวเฉือนพื้นสนามจนฝุ่นตลบ
แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่เพื่อทำลายลานประลองหรอก แต่เพื่อใช้แรงระเบิดนั้นส่งตัวผมให้ลอยสูงขึ้น!
ซึ่งก็สำเร็จ!!
แรงระเบิดนั่นได้ช่วยให้ผมหลบทวนที่พุ่งเข้ามาแบบธนูยักษ์นั่นได้แบบเฉียดฉิว
ถ้าช้ากว่านี้อีกครึ่งจังหวะ ผมอาจโดนเสียบกลางอกไปแล้วก็ได้
แต่ผมไม่ได้ใช้จังหวะนั้นเพื่อหลบอย่างเดียวหรอกนะ
ก่อนกระโดด..
ผมกะระยะไว้เรียบร้อย ว่าถ้าขึ้นสูงพอ..
จุดที่ผมจะลง..
คือบนหัวของเจ้าหม่าชุนเฟิงนั่นแหละ!
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”
แสงสีทองของปราณมาศสว่างวาบจากตัวกระบี่ ก่อนจะกลายเป็นพลังธาตุน้ำเย็นเฉียบที่แช่แข็งใบคมของกระบี่ไว้จนเห็นเป็นประกายวาววับยามต้องแสงอาทิตย์
และใช่..
มันกำลังพุ่งลงไปฟันตรงหัวคนที่ตอนนี้ไม่มีอาวุธในมืออยู่เลย
แต่ในพริบตาที่ผมนึกว่ามีโอกาสปิดเกมนั้นเอง!
ทวนที่หม่าชุนเฟิงเพิ่งปาออกไปเมื่อครู่ ดันวกกลับมาอยู่ในมือของหมอนั่นอีกครั้งแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย!
หมอนั่นคว้าทวนกลับมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ แล้วจับด้วยสองมืออย่างมั่นคง ใช้ส่วนกลางของตัวทวนรับคมกระบี่ที่ผมใส่พลังปราณธาตุไว้เต็มเหนี่ยวเข้าไป
แค่เห็นผมก็รู้ทันทีว่าแรงปะทะจะไม่เท่ากันแน่ เพราะฝั่งผมเป็นกระบี่ที่อาบทั้งวิชาและพลังปราณธาตุ
ส่วนฝั่งนั้นแค่ทวนเปล่า ๆ ที่มีปราณห่อหุ้มบาง ๆ เท่านั้น
เคร้ง!!
เกิดเสียงอิฐแตกร้าวใต้เท้าของหม่าชุนเฟิงดังก้องขึ้นมาในตอนที่อาวุธของพวกเราปะทะกัน
มือทั้งสองข้างของเขาเริ่มสั่นจนเห็นได้ชัด ผมรู้สึกได้
หมอนั่นกัดฟันแน่น ใช้พลังปราณส่งเข้าไปที่แขนทีละนิดเหมือนกำลังเร่งน้ำในเขื่อนให้ทะลักออกมา
พยายามอย่างเต็มที่เพื่อต้านแรงกระบี่ของผม
แต่ท่าทางของเขาตอนที่รับกระบี่ของผมมันดูแปลก ๆ
หมอนั่นไม่ได้กระจายพลังไปทั้งสองแขนเหมือนที่ผมคาดไว้
หม่าชุนเฟิงกลับเลือกที่จะออกแรงยันเต็มที่..ที่แขนขวา
ส่วนแขนซ้ายก็ค่อย ๆ ปล่อยให้ลดต่ำลงทีละน้อย ๆ เกร็งแค่พอไม่ทำให้สมดุลที่ต้านรับอยู่สั่นคลอน
แล้วทันใดนั้นเอง!
ศอกซ้ายของหมอนั่นก็ดึงเข้าหาตัว แล้วออกแรงเหวี่ยงแขนขวาที่เต็มไปด้วยปราณส่งตรงมาที่ตัวผม
คมกระบี่ของผมไถครูดผ่านทวนไปอย่างแรง เกิดเสียงดังแกรก ๆ ตลอดแนว
แต่ก่อนที่ปลายกระบี่จะเฉือนเข้าที่มือซ้ายของมัน หมอนั่นก็ระเบิดแรงจากปลายเท้า ใช้พลังปราณอัดกระแทกใส่ตัวผม ส่งตัวผมพลิกหงายฟาดลงพื้น
โค่ม...!
แผ่นหลังผมฟาดลงพื้นเต็มแรงจนรู้สึกจุก แต่ต้องพยายามอดทนเอาไว้
เรียกว่าถ้าไม่ได้ฝึกกับโหวหวังมาเข้มข้นก่อนหน้านี้ ผมคงได้เผลอครางออกมาต่อหน้าคนทั้งสนามแน่ ๆ
สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง..
จากผมที่เคยได้เปรียบ..
กลับกลายเป็นฝ่ายถูกทวนของหม่าชุนเฟิงกดลงมาที่ลำคอราวกับจะให้ขาดอากาศหายใจ
แขนทั้งสองข้างของหมอนั่นเปล่งพลังปราณไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ
แรงที่ใช้กดผมนั่นไม่ใช่เล่น ๆ และดูเหมือนมันจะมีเป้าหมายชัดเจนอยู่ในหัว
หนึ่ง.. ปลดอาวุธผม
สอง..บังคับให้ผมยอมแพ้ก่อนที่ตาแก่ฮูจะต้องเข้ามาห้าม
แรงของผมเริ่มแผ่วตามเวลา วิชาที่เคยเปล่งพลังออกมาอย่างน่าเกรงขามตอนนี้เหมือนแค่แสงริบหรี่
เหลือเพียงปราณวารีที่ยังเคลือบอยู่บนกระบี่อย่างเหนียวแน่นเท่านั้น
ผมกำกระบี่แน่น ขนาดไปกับแผ่นอก กัดฟันแล้วเริ่มทำแบบเดียวกับหมอนั่น
คือค่อย ๆ ดันด้ามกระบี่ขึ้น หวังให้ตัวทวนมันไถไปตามแนวใบกระบี่แล้วเบี่ยงออกไป
แต่ก็เหมือนเป็นวิธีที่โง่เหมือนกัน..
เพราะผมดันใช้วิธีเดียวกันกับที่อีกฝ่ายใช้แก้ท่าของผม
ผลออกมามันเลยแตกต่างจากตอนที่หมอนั่นใช้
ทันใดนั้น..ผมก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่ค่อย ๆ คืบคลานไปตามแนวทวนของหม่าชุนเฟิง
มันไม่ใช่ปราณของผมแน่ ๆ เพราะนั่นคือปราณธาตุวารีของเขา ที่ไหลเวียนไปทั่วตัวศาสตราอย่างเงียบเชียบ
ทวนที่ควรจะไถไปตามคมกระบี่ของผมถึงกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเย็นจัดของเขา ผสานกับไอเย็นที่ยังหลงเหลือจากกระบี่ของผมจนกลายเป็นกาวเหนียวหนึบ ยิ่งกว่ากาวร้อนในร้านสะดวกซื้อเสียอีก
และมันไม่ได้แค่เหนียว แต่มัน 'เชื่อมติด' จนแยกไม่ออก
กระบี่ของผมที่เคลือบด้วยปราณวารี กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่เจ้าหม่าชุนเฟิงใช้เล่นงานผมเสียเอง!
ผมจ้องหน้าหมอนั่นขณะพยายามสลายปราณวารีออกจากกระบี่
แต่มันช้าเกินไปแล้ว..!
เขาแย่งความเย็นที่คงค้างจากปราณน้ำแข็งของผมไปใช้ซะเฉย ๆ เหมือนกับเอาขนมจากมือเด็ก
ที่แย่กว่าคือ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขามีปราณวารีในตัวด้วย
ผมเคยคิดว่าเขาใช้ได้แค่ธาตุลมเท่านั้น..
ซึ่งผิดถนัดเลย!
ตอนนี้ผมกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มตัว
ถูกกดลงกับพื้นในระยะประชิดแบบนี้ แถมอาวุธยังโดนแช่แข็งจนเกือบขยับไม่ได้อีกด้วย
พูดตามตรง..
มันคือหมากที่เล่นได้เฉียบฉลาดจนผมเผลอทึ่งอยู่เหมือนกัน
ส่วนเจ้าหม่าชุนเฟิง!
หมอนี่ได้เปรียบอยู่แล้วยังไม่หยุดกดดันผมอีก
เข่าซ้ายของหมอนั่นค่อย ๆ กดลงกลางหน้าท้องผม ส่วนขาขวาก็พาดราบลงมาระหว่างขาสองข้าง กดน่องผมไว้แน่นจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
เหมือนเขาตั้งใจจะปักผมกับพื้นให้กลายเป็นของประดับลานประลองซะงั้น!
ผมได้แต่นอนอยู่ใต้ร่างหมอนั่น กระบี่ในมือขยับแทบไม่ได้ เสียเปรียบชนิดที่ไม่ต้องให้ใครมาชี้บอกก็รู้ได้ทันที
แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกนะ
“พี่หม่าบีบคั้นข้าแล้ว...”
ผมพูดออกไปเบา ๆ และสิ้นเสียงของผมเท่านั้นแหละ!!
เปลวเพลิงสีแดงสดก็ปะทุขึ้นมาบนกระบี่ทันที!!
ร้อนวูบจนสัมผัสได้แม้จะยังแนบแน่นอยู่กับทวน
น้ำแข็งที่เคยเกาะแน่นอยู่ระหว่างคมอาวุธของเราทั้งสองค่อย ๆ ละลายอย่างช้า ๆ
แน่นอน..
ไฟกับน้ำแข็งไม่เคยเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว
“ไม่จริง..! พี่หลิว!
ท่านมีปราณธาตุมากกว่าสองธาตุอย่างนั้นหรือ?”
เสียงของหม่าชุนเฟิงแผ่วลง แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความตระหนก
ผมมองแววตาคู่นั้น แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาคิดอะไรอยู่
ใช่แล้ว.. ตามหลัก! ธาตุที่ขัดแย้งกันมันไม่ควรจะอยู่ในร่างเดียวกันได้
อย่างไฟกับน้ำ หรือดินกับลม ถ้าใครพยายามฝึกสองธาตุที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน มักจะลงเอยด้วยเส้นปราณแตกพัง ตันเถียนบอบช้ำ จนถึงขั้นพิการถาวร
แต่ผมกลับใช้มันได้พร้อมกันอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
เพราะความพิเศษของการถูกตัดผ่าเส้นปราณด้วยศัลยแพทย์อันเป็นตำนานแห่งทวีป
ผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา
“หรือว่านี่จะเป็นพลังสถิต..
แบบพิเศษ?”
หม่าชุนเฟิงพูดพร้อมกับถ่ายพลังปราณธาตุวารีเพิ่มเข้ามาในตัวทวน
เหมือนความหวังที่จะกำคว้าความได้เปรียบนั้นที่เคยมีไว้แน่ร ไม่ให้หลุดลอยไป
ขณะเดียวกันก็เหล่สายตามองมาที่ปานร้อนแรงของผม
ก็นะ.. หมอนั่นก็ไม่น่าจะใช่คนโง่ ย่อมรู้ว่าความผิดปกติบางอย่างสามารถหาเหตุผลได้ด้วยคำว่า 'พลังสถิตร่าง'
ก็ใครจะไปคิดว่าคนธรรมดาอย่างผมจะมีพลังสถิตที่ผสานได้ทั้งดิน น้ำ และไฟอยู่ในร่างเดียวกัน ขนาดพลังสถิตมังกรฟ้ายังมีแค่สองธาตุเองนี่นา
แต่ผมก็คือผมคือหลิวเจี้ยน
ร่างสถิตของหวงหลง
ถ้ามีใครอยากรู้ว่าทำไมผมถึงมีได้สามธาตุ ก็ต้องรอให้ผมอยากเล่าก่อนแล้วกันนะ