ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 78 กระบี่สำนักสี่ขุนเขา vs คมทวนตระกูลหม่า ตอน ต้น

            เช้าวันถัดมา ผมตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี..

            ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นอะไรหรอกนะ แล้วไม่ได้เห่อชุดบอลอะไรเลยด้วย

            ก็แค่ยังไม่กล้าใส่ แต่นอนกอดไว้ทั้งคืนก็เท่านั้นเอง

             

            แล้วหลังจากตื่นกินข้าวอาบน้ำพร้อมทั้งพับเสื้อให้เรียบและวางไว้บนเตียง (อย่างประณีต)

            ผมก็ต้องรีบบึ่งตรงไปที่สนามพร้อมกับคนตระกูลซุนในทันที เพราะสนามประลองรอบวันนี้มันมีชื่อของ 'หลิวเจี้ยน' เข้ารอบสี่คนสุดท้ายอยู่ด้วยไงล่ะ

             

            ต้นยามซื่อ (09:00-09:59) อัฒจันทร์แน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีที่เสียบตัวนั่ง

            ผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศต่างมารอรับชมการประลองตั้งแต่พระอาทิตย์ยังเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ยอมขึ้นเต็มฟ้า

            ด้านฮูจินอาวุโสผู้ทำหน้าที่กรรมการในวันนี้ก็ยืนปักหลักอยู่กลางลานประลองอย่างสงบนิ่ง

            แกคงรอแค่จังหวะดี ๆ จะประกาศให้เราลงสนามเท่านั้นแหละ

             

            จนเมื่อแสงอาทิตย์พาดผ่านจุดที่เหมาะสม ฮูจินก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วส่งเสียงประกาศก้องสนามประลองทันที

            “การประลองในสายบนรอบสี่คนสุดท้ายคู่แรก

            หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา ปะทะ หม่าชุนเฟิงจากบ้านตระกูลอาชาสวรรค์

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออกเพื่อมายังสนามประลองแห่งนี้!”

            พูดจบยังไม่ทันขาดคำ เสียงลมแหวกก็พัดมาจากทิศเหนือ

            หม่าชุนเฟิงกระโจนลงจากอัฒจันทร์อย่างสง่างาม แถมยังไม่ลืมสะบัดทวนยาวกว่าสองเมตรในมือนั่นฟาดอากาศส่งเสียงฟึ่บฟั่บใส่ผู้ชมรอบข้างเรียกความขนลุกได้เป็นระลอก

            จะว่ายังไงดี..

            ดูเผิน ๆ ตัวของหม่าชุนเฟิงนั้นอาจไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกดดันเหมือนหม่าเฟย

            แต่บรรยากาศรอบ ๆ ตัวมันก็ทำให้ผมรู้ว่าหมอนี่เก่งใช่เล่น

            แต่ก็นะ..

            ผ่านมาถึงรอบนี้ก็ต้องมีแต่คนเก่ง ๆ อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ

             

            ผมเพิ่งจะขยับตัวลุกจากที่นั่งเตรียมจะลงสนาม ก็มีเสียงคุ้นหูเรียกรั้งไว้ซะก่อน

             

            “พ่อหนุ่มหลิว...”

            เสียงนั่นเป็นของท่านผู้เฒ่าวานร

            แววตาของแกดูจริงจังจนน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับท่าทีสบาย ๆ ปกติ

            “เอ็งต้องระวังในดีในรอบนี้..

            แม้นพ่อชุนเฟิงจักมิได้มีชื่อเสียงมากมายเท่าพี่ชายของมัน

            แต่กระนั้นพรสวรรค์ของมันผู้นี้ใช่ธรรมดาสามัญ

            อีกพลังสถิตของมันเป็นถึงหนึ่งในสองราชันนักษัตรปีมะเมีย..

            ราชันอาชามังกรขาว..

            นั่นอาจทำให้เอ็งลำบากได้ไม่น้อย”

             

            ผมหันไปสบตากับแก พลางยิ้มนิด ๆ

            ไม่ใช่เพราะประมาทหรอกนะ

            แต่เพราะซาบซึ้งที่แกอุตส่าห์เตือนด้วยความเป็นห่วง

            “ท่านผู้เฒ่าวานรโปรดวางใจ..

            ข้าหลิวเจี้ยนมิเคยดูถูกคู่ต่อสู้ และข้าไม่คิดว่าคนที่เป็นถึงหลานของสองผู้เฒ่าจากสภาห้าผู้เฒ่าจะกระจอกหรือไม่มีดีอะไร”

            ผมพูดไปตามที่คิดจริง ๆ ไม่มีแต่งแต้มให้ดูดีแต่อย่างใด เพราะคู่ต่อสู้ที่ผมกำลังจะเจอ

            เขาน่าสนใจพอตัวทีเดียว

             

            อ้อใช่.. พวกนายอาจจะงงหรือลืม..

            ความหมายที่ผมบอกว่าหม่าชุนเฟิงเป็นหลานของสองผู้เฒ่าน่ะ

            ก็อย่างที่เคยบอกพวกนายไป หม่าชุนเฟิงเป็นคนตระกูลหม่า แต่แม่ของหมอนั่นเคยเป็นคนตระกูลฮู

            นั่นก็หมายความว่า หม่าชุนเฟิงมันเป็นหลานปู่ของผู้เฒ่าอาชาและหลานตาของผู้เฒ่าจิ้งจอก

            ทีนี้พวกนายน่าจะเข้าใจพื้นเพคนหม่าชุนเฟิงแล้วใช่ไหมล่ะ

             

            แล้วยิ่งตอนสอบเข้าสำนัก ผมจำได้ดีเลยแหละ..

            หม่าชุนเฟิงมันสอบติดเป็นอันดับสี่ รองจากผมแค่คนเดียวเท่านั้นเอง

            แต่ที่ทำให้ผมจำได้แม่นไม่ใช่แค่อันดับหรอกนะ

            หมอนั่นเข้าสอบคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีสหายร่วมสอบ ไม่มีคนช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น

            มันมาคนเดียว ลุยคนเดียว แล้วก็ทะลุขึ้นมาติดอันดับสี่ได้อย่างสบาย ๆ

            ต่างจากผมกับไอ้เจ้าหน้าขนที่ชื่อโหวหวังนั่นแหละ

            พวกเราสองคนจับมือกันพากันดันจนสอบติดอันดับหนึ่งและสอง ส่วนอุสางิซากิ.. เธอมีเพื่อนตามเป็นโขยง

            สอบได้ที่สามก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเลย

            แต่หมอนี่..

            หม่าชุนเฟิงมันลุยเดี่ยว แล้วก็ไม่เคยปริปากอวดอะไรสักคำ

            นั่นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่า วันนี้คงได้ออกแรงหน่อยล่ะ

             

            “ดีแล้ว..

            ไม่ประมาทนั่นแลดีแล้ว..”

            ท่านซุนต้าหลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            เขาผงกหัวช้า ๆ คล้ายจะบอกผมว่า อย่างไรก็อย่าประมาท

             

            ผมยิ้มรับไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะคำเตือนของท่านก็พอแล้วที่จะเตือนใจให้ไม่หลุดโฟกัส

            ในห้วงเวลานั้น ผมก็รู้สึกได้ถึงแววตาของท่านผู้เฒ่าวานรที่มองมา..

            เขาไม่ใช่แค่มองผ่าน ๆ แบบคนที่พบกันไม่กี่วัน แต่มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเอ็นดู

            ห้าวันที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ท่านคงเห็นอะไรในตัวผมมากกว่าที่คิด

            จะถ่อมตัวก็ใช่ จะไม่ยอมเสียมารยาทกับใครก็จริง แต่ผมก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ผมไม่ได้พยายามเป็นคนดี แค่พยายามไม่เป็นคนเลว

            และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาถึงไว้ใจให้ผมเดินเคียงข้างโหวหวัง..

            หลานชายของเขา

             

            “ท่านผู้เฒ่าวานร.. ท่านเจ้าเมือง.. โหวหวัง ข้าขอตัว”

            ผมหันไปโค้งคำนับทั้งสอง พร้อมสบตาเพื่อนรักเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะผลักตัวเองลอยลงจากอัฒจันทร์ เตรียมไปยืนอยู่ในจุดที่ทุกคนกำลังจับตามอง

             

            พอฮูจินเห็นว่าผมกับหม่าชุนเฟิงมายืนประจันหน้ากันเรียบร้อย แกก็ประกาศเสียงเรียบตามหน้าที่แบบที่เคย ๆ

            “ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก

            อยากกล่าวอะไรต่อกัน..

            เชิญตามสบาย”

            แล้วแกก็ลอยตัวขึ้นไปบนอากาศ ทิ้งผมกับหม่าชุนเฟิงไว้เบื้องล่าง

            เหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่า จากตรงนี้ไป พวกเอ็งเคลียร์กันเองนะ

             

            หม่าชุนเฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

            เขาโค้งให้ผมอย่างนอบน้อม น้ำเสียงอ่อนโยนไม่มีแม้แต่เสี้ยวของความโอหัง

            “พี่หลิวโปรดไว้ไมตรี...”

             

            ผมพยักหน้าตอบกลับไป แล้วพูดเสียงนิ่งไม่ต่างกัน

            “พี่หม่าเองก็เชิญกัน... โปรดยั้งมือด้วย”

             

            ใช่แล้ว.. เขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด

            บรรยากาศรอบตัวหมอนี่ก็ยังนุ่มนวลเป็นมิตรเหมือนตอนที่ผมเคยเจอที่หน้าตำหนักของเจ้าสำนัก

            ไม่มีเค้าของความโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย

            แต่ใช่ว่าคนแบบนั้นจะประมาทได้หรอกนะ

            เพราะยิ่งเงียบ ยิ่งนิ่ง ก็ยิ่งน่ากลัวเพราะคาดเดาได้ยาก

             

            ผมเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ พลางโค้งศีรษะให้เล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

            แม้ในใจจะรู้อยู่เต็มอกว่า อีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้า คำว่า 'ยั้งมือ' คงไม่มีใครทำได้จริง ๆ หรอก

            ก็นี่คือการประลอง แถมเป็นงานประลองใหญ่ประจำปีของอาณาจักรซะด้วย

             

            พอหันไปมองบนฟ้า ฮูจินที่ลอยตัวอยู่ก็พยักหน้าให้

            แกหันไปมองทางหม่าชุนเฟิง แล้วพอเจ้าหมอนั่นผงกหัวตอบรับกลับมา เสียงประกาศจากอาวุโสฮูจึงดังก้องทั่วทั้งลานประลอง

            “การประลองในสายบนรอบสี่คนสุดท้ายคู่แรก...

            เริ่มได้!”

             

            ยังไม่ทันตั้งตัวให้เต็มที่! เสียงลมหอบแรกก็แหวกเข้ามาเกือบจะถึง

            ผมเห็นร่างสูงของหม่าชุนเฟิงพุ่งเข้ามาพร้อมทวนคู่ใจอย่างไม่รีรอ

            ท่วงท่าของหมอนั่นไม่ใช่แค่พลิ้ว แต่แฝงด้วยแรงกดดันจนทำให้ผมต้องออกท่ารับโดยอัตโนมัติ

             

            กระบี่ในมือผมรัวออกไปชุดใหญ่ ฟัน ถาก ปัด เสียบ

            แต่หมอนี่ก็ไม่ใช่มือใหม่!

            เขารับได้แทบหมดทุกกระบี่ ซ้ำยังหาจังหวะสวนกลับด้วยทวนยาวของเขาในหลายวินาทีจังหวะเปลี่ยนมือ

            พูดตรง ๆ ตอนนี้เราเหมือนคนที่รู้จังหวะกันอย่างดี แม้จะเพิ่งพูดคุยกันครั้งแรกเมื่อกี้นี้

            การประลองไม่ได้เริ่มจากการห้ำหั่นให้จบเร็ว ๆ แต่เริ่มเหมือนระบำที่มีจังหวะชีวิต

            จังหวะนี่ไม่มีใครยอมใครเลยจริง ๆ

             

            หม่าชุนเฟิงเริ่มร่ายทวนตอบโต้กระบี่ของผมอย่างแม่นยำ

            พอได้จังหวะ!

            หมอนั่นก็เกร็งแขนทั้งสองแน่น สองมือจับทวนยาวแนบแน่นแล้วกระโดดฟาดใส่ผมเต็มแรงแบบไม่มีกั๊ก

            ทวนยาวฟาดใส่ผมจากทางด้านบน ซึ่งผมก็สามารถยกกระบี่ฟันออกแรงปัดให้วิถีของคมทวนเบี่ยงออกไปได้

            เกิดเสียงครูดของเหล็กแสบแก้วหู แถมแรงของหมอนี่ไม่ใช่เล่น

            พอรวมแรงกระโดดกับแรงฟาดเข้าไป มันยิ่งเหมือนโดนโขกด้วยท่อนไม้สองเมตรที่เสริมเหล็กเส้นไว้ทั้งแท่ง

            กระบี่ในมือผมแทบหลุด เสียจังหวะจนต้องถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อถ่ายโอนแรงปะทะ

            ท่าร่างเสียสมดุลจนรู้ได้ทันทีว่าแย่แน่

            และแน่นอน..

            โอกาสงาม ๆ แบบนี้ใครจะกล้าปล่อยให้หลุดมือ

             

            ยังไม่ทันได้ตั้งหลักเต็มที่ ผมก็เห็นแสงสีครามห่อหุ้มทวนในมือหม่าชุนเฟิง

            ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนประกาศวิชา

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 1 ทวนล่องนภา!”

            จากทวนที่ถือด้วยสองมือ ตอนนี้เขาใช้แค่มือขวาถือและขว้างทวนออกมาด้วยพลังของปราณธาตุลมที่อัดแน่นจนแทบมองไม่เห็นเนื้อทวนด้วยซ้ำ

            มันพุ่งเข้ามาหาผมด้วยความเร็วขนาดที่ผมนึกในใจ ว่านี่มันลูกธนูยักษ์ดี ๆ นี่เอง!

             

            แม้ผมจะเห็นและสามารถตามคมทวนนั่นได้ทัน

            แต่การเรียกปราณขึ้นมาป้องกันแบบเต็มรูปแบบมันไม่ทันแน่ ๆ

            ทางเดียวที่ผมนึกออกในตอนนั้นคือ..

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!”

            กระบี่ในมือผมฟันลงพื้นสนามเสียงดังสนั่น!

            เกิดคลื่นพลังที่ระเบิดออกจากปลายกระบี่เป็นรูปจันทร์เสี้ยวเฉือนพื้นสนามจนฝุ่นตลบ

            แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่เพื่อทำลายลานประลองหรอก แต่เพื่อใช้แรงระเบิดนั้นส่งตัวผมให้ลอยสูงขึ้น!

            ซึ่งก็สำเร็จ!!

            แรงระเบิดนั่นได้ช่วยให้ผมหลบทวนที่พุ่งเข้ามาแบบธนูยักษ์นั่นได้แบบเฉียดฉิว

            ถ้าช้ากว่านี้อีกครึ่งจังหวะ ผมอาจโดนเสียบกลางอกไปแล้วก็ได้

             

            แต่ผมไม่ได้ใช้จังหวะนั้นเพื่อหลบอย่างเดียวหรอกนะ

            ก่อนกระโดด..

            ผมกะระยะไว้เรียบร้อย ว่าถ้าขึ้นสูงพอ..

            จุดที่ผมจะลง..

            คือบนหัวของเจ้าหม่าชุนเฟิงนั่นแหละ!

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”

            แสงสีทองของปราณมาศสว่างวาบจากตัวกระบี่ ก่อนจะกลายเป็นพลังธาตุน้ำเย็นเฉียบที่แช่แข็งใบคมของกระบี่ไว้จนเห็นเป็นประกายวาววับยามต้องแสงอาทิตย์

            และใช่..

            มันกำลังพุ่งลงไปฟันตรงหัวคนที่ตอนนี้ไม่มีอาวุธในมืออยู่เลย

             

            แต่ในพริบตาที่ผมนึกว่ามีโอกาสปิดเกมนั้นเอง!

            ทวนที่หม่าชุนเฟิงเพิ่งปาออกไปเมื่อครู่ ดันวกกลับมาอยู่ในมือของหมอนั่นอีกครั้งแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย!

            หมอนั่นคว้าทวนกลับมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ แล้วจับด้วยสองมืออย่างมั่นคง ใช้ส่วนกลางของตัวทวนรับคมกระบี่ที่ผมใส่พลังปราณธาตุไว้เต็มเหนี่ยวเข้าไป

            แค่เห็นผมก็รู้ทันทีว่าแรงปะทะจะไม่เท่ากันแน่ เพราะฝั่งผมเป็นกระบี่ที่อาบทั้งวิชาและพลังปราณธาตุ

            ส่วนฝั่งนั้นแค่ทวนเปล่า ๆ ที่มีปราณห่อหุ้มบาง ๆ เท่านั้น

             

            เคร้ง!!

            เกิดเสียงอิฐแตกร้าวใต้เท้าของหม่าชุนเฟิงดังก้องขึ้นมาในตอนที่อาวุธของพวกเราปะทะกัน

            มือทั้งสองข้างของเขาเริ่มสั่นจนเห็นได้ชัด ผมรู้สึกได้

            หมอนั่นกัดฟันแน่น ใช้พลังปราณส่งเข้าไปที่แขนทีละนิดเหมือนกำลังเร่งน้ำในเขื่อนให้ทะลักออกมา

            พยายามอย่างเต็มที่เพื่อต้านแรงกระบี่ของผม

             

            แต่ท่าทางของเขาตอนที่รับกระบี่ของผมมันดูแปลก ๆ

            หมอนั่นไม่ได้กระจายพลังไปทั้งสองแขนเหมือนที่ผมคาดไว้

            หม่าชุนเฟิงกลับเลือกที่จะออกแรงยันเต็มที่..ที่แขนขวา

            ส่วนแขนซ้ายก็ค่อย ๆ ปล่อยให้ลดต่ำลงทีละน้อย ๆ เกร็งแค่พอไม่ทำให้สมดุลที่ต้านรับอยู่สั่นคลอน

             

            แล้วทันใดนั้นเอง!

            ศอกซ้ายของหมอนั่นก็ดึงเข้าหาตัว แล้วออกแรงเหวี่ยงแขนขวาที่เต็มไปด้วยปราณส่งตรงมาที่ตัวผม

            คมกระบี่ของผมไถครูดผ่านทวนไปอย่างแรง เกิดเสียงดังแกรก ๆ ตลอดแนว

            แต่ก่อนที่ปลายกระบี่จะเฉือนเข้าที่มือซ้ายของมัน หมอนั่นก็ระเบิดแรงจากปลายเท้า ใช้พลังปราณอัดกระแทกใส่ตัวผม ส่งตัวผมพลิกหงายฟาดลงพื้น

             

            โค่ม...!

            แผ่นหลังผมฟาดลงพื้นเต็มแรงจนรู้สึกจุก แต่ต้องพยายามอดทนเอาไว้

            เรียกว่าถ้าไม่ได้ฝึกกับโหวหวังมาเข้มข้นก่อนหน้านี้ ผมคงได้เผลอครางออกมาต่อหน้าคนทั้งสนามแน่ ๆ

             

            สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง..

            จากผมที่เคยได้เปรียบ..

            กลับกลายเป็นฝ่ายถูกทวนของหม่าชุนเฟิงกดลงมาที่ลำคอราวกับจะให้ขาดอากาศหายใจ

             

            แขนทั้งสองข้างของหมอนั่นเปล่งพลังปราณไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ

            แรงที่ใช้กดผมนั่นไม่ใช่เล่น ๆ และดูเหมือนมันจะมีเป้าหมายชัดเจนอยู่ในหัว

            หนึ่ง.. ปลดอาวุธผม

            สอง..บังคับให้ผมยอมแพ้ก่อนที่ตาแก่ฮูจะต้องเข้ามาห้าม

             

            แรงของผมเริ่มแผ่วตามเวลา วิชาที่เคยเปล่งพลังออกมาอย่างน่าเกรงขามตอนนี้เหมือนแค่แสงริบหรี่

            เหลือเพียงปราณวารีที่ยังเคลือบอยู่บนกระบี่อย่างเหนียวแน่นเท่านั้น

             

            ผมกำกระบี่แน่น ขนาดไปกับแผ่นอก กัดฟันแล้วเริ่มทำแบบเดียวกับหมอนั่น

            คือค่อย ๆ ดันด้ามกระบี่ขึ้น หวังให้ตัวทวนมันไถไปตามแนวใบกระบี่แล้วเบี่ยงออกไป

            แต่ก็เหมือนเป็นวิธีที่โง่เหมือนกัน..

            เพราะผมดันใช้วิธีเดียวกันกับที่อีกฝ่ายใช้แก้ท่าของผม

            ผลออกมามันเลยแตกต่างจากตอนที่หมอนั่นใช้

             

            ทันใดนั้น..ผมก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่ค่อย ๆ คืบคลานไปตามแนวทวนของหม่าชุนเฟิง

            มันไม่ใช่ปราณของผมแน่ ๆ เพราะนั่นคือปราณธาตุวารีของเขา ที่ไหลเวียนไปทั่วตัวศาสตราอย่างเงียบเชียบ

             

            ทวนที่ควรจะไถไปตามคมกระบี่ของผมถึงกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเย็นจัดของเขา ผสานกับไอเย็นที่ยังหลงเหลือจากกระบี่ของผมจนกลายเป็นกาวเหนียวหนึบ ยิ่งกว่ากาวร้อนในร้านสะดวกซื้อเสียอีก

            และมันไม่ได้แค่เหนียว แต่มัน 'เชื่อมติด' จนแยกไม่ออก

            กระบี่ของผมที่เคลือบด้วยปราณวารี กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่เจ้าหม่าชุนเฟิงใช้เล่นงานผมเสียเอง!

             

            ผมจ้องหน้าหมอนั่นขณะพยายามสลายปราณวารีออกจากกระบี่

            แต่มันช้าเกินไปแล้ว..!

            เขาแย่งความเย็นที่คงค้างจากปราณน้ำแข็งของผมไปใช้ซะเฉย ๆ เหมือนกับเอาขนมจากมือเด็ก

            ที่แย่กว่าคือ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขามีปราณวารีในตัวด้วย

            ผมเคยคิดว่าเขาใช้ได้แค่ธาตุลมเท่านั้น..

            ซึ่งผิดถนัดเลย!

             

            ตอนนี้ผมกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มตัว

            ถูกกดลงกับพื้นในระยะประชิดแบบนี้ แถมอาวุธยังโดนแช่แข็งจนเกือบขยับไม่ได้อีกด้วย

            พูดตามตรง..

            มันคือหมากที่เล่นได้เฉียบฉลาดจนผมเผลอทึ่งอยู่เหมือนกัน

             

            ส่วนเจ้าหม่าชุนเฟิง!

            หมอนี่ได้เปรียบอยู่แล้วยังไม่หยุดกดดันผมอีก

            เข่าซ้ายของหมอนั่นค่อย ๆ กดลงกลางหน้าท้องผม ส่วนขาขวาก็พาดราบลงมาระหว่างขาสองข้าง กดน่องผมไว้แน่นจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว

            เหมือนเขาตั้งใจจะปักผมกับพื้นให้กลายเป็นของประดับลานประลองซะงั้น!

            ผมได้แต่นอนอยู่ใต้ร่างหมอนั่น กระบี่ในมือขยับแทบไม่ได้ เสียเปรียบชนิดที่ไม่ต้องให้ใครมาชี้บอกก็รู้ได้ทันที

            แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกนะ

             

            “พี่หม่าบีบคั้นข้าแล้ว...”

            ผมพูดออกไปเบา ๆ และสิ้นเสียงของผมเท่านั้นแหละ!!

            เปลวเพลิงสีแดงสดก็ปะทุขึ้นมาบนกระบี่ทันที!!

            ร้อนวูบจนสัมผัสได้แม้จะยังแนบแน่นอยู่กับทวน

            น้ำแข็งที่เคยเกาะแน่นอยู่ระหว่างคมอาวุธของเราทั้งสองค่อย ๆ ละลายอย่างช้า ๆ

            แน่นอน..

            ไฟกับน้ำแข็งไม่เคยเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว

             

            “ไม่จริง..! พี่หลิว!

            ท่านมีปราณธาตุมากกว่าสองธาตุอย่างนั้นหรือ?”

            เสียงของหม่าชุนเฟิงแผ่วลง แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความตระหนก

            ผมมองแววตาคู่นั้น แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาคิดอะไรอยู่

             

            ใช่แล้ว.. ตามหลัก! ธาตุที่ขัดแย้งกันมันไม่ควรจะอยู่ในร่างเดียวกันได้

            อย่างไฟกับน้ำ หรือดินกับลม ถ้าใครพยายามฝึกสองธาตุที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน มักจะลงเอยด้วยเส้นปราณแตกพัง ตันเถียนบอบช้ำ จนถึงขั้นพิการถาวร

            แต่ผมกลับใช้มันได้พร้อมกันอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

            เพราะความพิเศษของการถูกตัดผ่าเส้นปราณด้วยศัลยแพทย์อันเป็นตำนานแห่งทวีป

            ผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา

             

            “หรือว่านี่จะเป็นพลังสถิต..

            แบบพิเศษ?”

            หม่าชุนเฟิงพูดพร้อมกับถ่ายพลังปราณธาตุวารีเพิ่มเข้ามาในตัวทวน

            เหมือนความหวังที่จะกำคว้าความได้เปรียบนั้นที่เคยมีไว้แน่ร ไม่ให้หลุดลอยไป

            ขณะเดียวกันก็เหล่สายตามองมาที่ปานร้อนแรงของผม

             

            ก็นะ.. หมอนั่นก็ไม่น่าจะใช่คนโง่ ย่อมรู้ว่าความผิดปกติบางอย่างสามารถหาเหตุผลได้ด้วยคำว่า 'พลังสถิตร่าง'

            ก็ใครจะไปคิดว่าคนธรรมดาอย่างผมจะมีพลังสถิตที่ผสานได้ทั้งดิน น้ำ และไฟอยู่ในร่างเดียวกัน ขนาดพลังสถิตมังกรฟ้ายังมีแค่สองธาตุเองนี่นา

            แต่ผมก็คือผมคือหลิวเจี้ยน

            ร่างสถิตของหวงหลง

            ถ้ามีใครอยากรู้ว่าทำไมผมถึงมีได้สามธาตุ ก็ต้องรอให้ผมอยากเล่าก่อนแล้วกันนะ

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน