ผ่านมาเกือบสัปดาห์หลังจากคืนนั้น ผมไม่ได้ไปที่บาร์อีกเลยเพราะรู้สึกแย่เกินกว่าจะโผล่ไปให้แม็กซ์เห็นหน้าและมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็ไม่อยากพบผมเช่นกัน ดังนั้นจึงเก็บตัวอยู่แต่ที่คอนโด ใช้เวลาส่วนใหญ่ร่างพล็อตนิยายเื่ใหม่เพื่อเบี่ยงเบนความคิดตัวเอง
แต่ถึงจะเลี่ยงการเผชิญหน้าจากคนทั้งโลกได้ ผมก็มิอาจหลีกหนีจากความคิดฟุ้งซ่านที่สุมอยู่ในหัวหลายครั้งที่ต้องวางปากกาและลุกไปชงกาแฟ หรือไม่ก็ออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง เหม่อมองวิวเมืองพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยลงเอยด้วยดีเ่าั้ ซึ่งมันได้สร้างาแทางใจอย่างสาหัสจนผมไม่อยากมีความปรารถนาใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
ผมอยากกลายเป็คนด้านชา ไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ต้องใส่ใจ หรือรู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าตัดความ้าออกไปได้ชีวิตคงสบายขึ้นกว่านี้มากทีเดียวมันอาจฟังดูเ็าและไร้หัวใจ แต่นั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาขอให้เป็จริง เพราะผมเบื่อเต็มทนกับการมีความรู้สึกกับการเป็คนอ่อนไหว และการใส่ใจที่มากเกินไป ยิ่งเป็แบบนั้นก็ยิ่งทำให้ผมอ่อนแอ
ก็แค่อยากเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน
แต่ก็ไม่ง่ายเลยในเมื่อหัวใจยังคง้าเขาอยู่
จวนจะตีสามแล้ว เสียงแป้นพิมพ์ยังคงดังรัวต่อเนื่อง ลบบ้าง เพิ่มเนื้อหาบ้างสายตาเพ่งมองจอโน๊ตบุ๊คหลายชั่วโมงจนเริ่มล้า กระทั่งมีการแจ้งเตือนข้อความเข้าถี่ๆ ในโทรศัพท์ ผมจึงมองนาฬิกาและตัดสินใจพอแต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะลุกไปอาบน้ำและกลับมานอนอ่านข้อความบนเตียง
ปราการ: ไงไอ้รันสบายดีมั้ย
หายเงียบไปเลยนะมึง่นี้
เออ กูจะบอกมึงว่าหลังปัสกามีงานบวชที่วัดใหญ่บ้านเรานะ
ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็ไปร่วมงานด้วยล่ะ กูก็จะไปเหมือนกัน
ผมพิมพ์ข้อความตอบกลับ ใครบวช?ปลายทางอ่านข้อความแทบจะทันทีและตอบกลับมาว่า ไอ้ชล
ผม: ชลเทพเหรอ?
ปราการ: เออ
กูว่ากูเคยเล่าให้มึงฟังแล้วนะว่าตอนนี้มันเป็สังฆานุกร
ผม: เล่าตอนไหนว้ะ
ปราการ: ก็ตอนไปงานแต่งไอ้ตงไง
ผม: เหรอ กูจำไม่ได้เลย
ปราการ: ก็มึงไม่ตั้งใจฟังไง เอาแต่นั่งเหม่อ
ผม: ก็กูง่วงนอนอะ
ปราการ: เออ ๆ
เอาเป็ว่ามึงมานะ
ผมคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป
ผม: เออ
จากนั้นก็นั่งมองจุดไข่ปลากะพริบในจอโทรศัพท์เป็สัญญาณว่าอีกฝ่ายกำลังพิมพ์ สักพักก็ได้รับข้อความใหม่
ปราการ: มึงเลิกโกรธไอ้ชลแล้วหรือยัง
ผม: โห กูเลิกโกรธนานแล้ว
นี่ถ้ามึงไม่พูดกูก็เกือบลืมไปแล้วว่าเคยทะเลาะกับมัน
เราคุยกันต่อสักพัก จากนั้นปราการก็ขอตัวไปทำงานต่อ เขาทำงานเป็พนักงานต้อนรับกะดึกที่โรงแรมแห่งหนึ่งในภาคเหนือบางคืนหากมีเวลาว่างก็จะแอบมาคุยด้วยเพราะเขารู้ว่าผมนอนตอนเช้า บางครั้งผมก็เป็ฝ่ายทักไปคุยเล่นแก้เหงาปกติเราติดต่อกันเป็ประจำ เพียงแต่หลายเดือนที่ผ่านมาผมยุ่งกับงานเปิดตัวหนังสือ จึงขาดการติดต่อไปชั่วคราว
ชีวิตตอนนี้ผมเจอแต่เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย เพื่อนสมัยมัธยมพากันห่างหายไปตามกาลเวลาธิดาเองหลังบรรจุแล้วก็ย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด จะได้เจอกันก็ต่อเมื่อเธอขึ้นมาทำธุระที่กรุงเทพฯล่าสุดที่ได้เจอกันก็คือเมื่อปีกลาย ตอนเราเดินทางไปร่วมงานสมรสของตงเปียนที่จังหวัดอ. ซึ่งหลายคนกลับมารวมตัวอีกครั้งในงานนั้น
ผมนึกถึงบรรยากาศรื่นเริงภายในงาน ภาพของคู่บ่าวสาวในชุดแต่งงานสีแดงสดตามสไตล์คนจีนยังคงตราตรึงในความทรงจำของผมทุกคนดูมีความสุขมาก โดยเฉพาะตงเปียนกับคุณภรรยา
“เมื่อไหร่จะแต่งเมียล่ะมึง” หมอนั่นถามเล่น ๆ ขณะผมเข้าไปกล่าวแสดงความยินดี
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น กูไม่รีบ” ผมตอบยิ้ม ๆ
เราคุยเื่ความหลังกันเล็กน้อย ยิ้มและหัวเราะกับวีรกรรมต่าง ๆ แต่แล้วจู่ ๆ ตงเปียนกลับทำหน้าเศร้าสลดขึ้นมาจนผมอดไม่ได้ต้องเอ่ยถาม
“มึงเป็ไร”
“กูคิดถึงไอ้คิมว่ะ แม้งหายเงียบไปเลย กูอยากให้มันมางานแต่งกูด้วย”
จากตอนแรกที่หัวใจกำลังพองโต เมื่อได้ยินประโยคนั้นมันกลับห่อเหี่ยวทันที ผมนิ่งเงียบไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเื่นี้ ทำได้เพียงแค่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้ ก่อนจะขอตัวไปหาอะไรรับประทาน
เมื่อนึกขึ้นได้ผมจึงกดเข้าไปดูรูปในแกลเลอรี่ เลื่อนลงไปเกือบล่างสุดกว่าจะพบรูปวันนั้นรอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากโดยอัตโนมัติ ผมไล่ดูรูปอยู่จนเกือบถึงตีสี่ ก่อนจะปิดไฟและเข้านอนในที่สุด
เมษายนคือเดือนแห่งเทศกาลสงกรานต์และปัสกา ผมทำทุกอย่างยกเว้นออกไปเล่นน้ำกับเข้าโบสถ์ผมไม่ร่วมกิจกรรมเ่าั้นานแล้ว สิ่งเดียวที่สนใจคืองานเท่านั้น ยกเว้นวันไหนมีคนชวนไปทานข้าวข้างนอกผมก็จะไปตามคำชวนบางทีก็ต่อด้วยดูหนัง และนาน ๆ ครั้งจะขับรถไปสถานที่หนึ่งที่ผมเคยบอกตัวเองว่าห้ามไปเยือน
บ้านดาวประจักษ์
ทุกครั้งที่มา ผมทำได้แค่ขับรถผ่านช้า ๆ ไม่กล้าลงไปยืนหน้าประตูรั้วเพราะกลัวจะสร้างความเข้าใจผิดกับเ้าของบ้าน
ในอดีตมันเคยเป็บ้านสีขาวเหมือนไข่มุก ปัจจุบันถูกทาทับด้วยสีฟ้าน้ำทะเลสนามหญ้าบางส่วนถูกปรับให้เป็สวนหย่อม โรงจอดรถถูกรื้อสร้างใหม่ และป้ายโลหะสลักตัวหนังสือสีทองหน้าบ้านก็ถูกเปลี่ยนเป็ชื่ออื่นแม้บ้านอันใหญ่โตโอ่อ่าแห่งนี้จะไม่ใช่ของตระกูลดาวประจักษ์อีกต่อไปแต่ในความทรงจำอันล้ำค่าของผม มันจะยังคงเป็บ้านของเขาเสมอ
เพราะในหัวของผม ทั้งห้องนอน ระเบียง สระน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ทุกต้นที่เขาััทุกสิ่งยังคงถูกสงวนไว้ให้เขาวันยังค่ำ และไม่เคยเลยสักวันที่ทุกตารางนิ้วของมันจะไม่รอคอยให้เด็กหนุ่มคนนั้นกลับมาเยือนผมแทบจะเห็นเขาออกมายืนรับลมและแสงแดดที่ระเบียง สวมใส่เพียงแค่กางเกงกีฬา โบกมือและยิ้มให้ขณะผมขับรถผ่านไป
จินตนาการนี้ทำให้ผมชุ่มชื่นหัวใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผมเศร้า เพราะภาพนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็จริงอีกแล้วดังนั้นพื้นที่เดียวที่มันจะกลายเป็เื่จริงก็คือในหัวของผม ซึ่งจะถูกหล่อเลี้ยงอย่างทะนุถนอมด้วยความรักไปจนลมหายใจสุดท้าย
งานบวชจัดขึ้นสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ผมกับปราการพักที่โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวเมืองจังหวัด อ. ที่เขาเป็คนจองให้ ตงเปียนจะเดินทางมาร่วมงานวันนั้นเลยเพราะบ้านเขาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร ส่วนธิดามาไม่ได้เพราะไม่สามารถลางานได้
พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่อานสวิหาร เสียงเพลงเปิดออกผ่านเครื่องขยายดังอึกทึกรถรามากมายแล่นเข้าออกสถานที่อย่างคับคั่ง ผู้คนทั้งในและนอกศาสนาต่างพากันมาร่วมงานด้วยความยินดีผมเข้าไปสวัสดีบรรดาคุณพ่อ ซิสเตอร์และผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้จักสมัยเด็ก จากนั้นไปร่วมวงสนทนากับเพื่อนๆ ก่อนงานจะเริ่ม
ภายในอาสนวิหาร ขณะคริสตชนยืนขึ้นและช่วยกันสวดบทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลาย ผมกลับเอาแต่มองชลเทพในอาภรณ์สีขาวสะอาดซึ่งกำลังนอนราบกับพื้นเบื้องหน้าพระแท่น พลางคิดอย่างอัศจรรย์ใจว่า ชายคนนี้น่ะหรือกำลังจะได้เป็บาทหลวงผมไม่เคยนึกภาพเขาสวมเสื้อกาสุลา ยืนถวายมิสซาบนพระแท่นมาก่อนเลย ไม่ต้องพูดถึงการออกไปเทศน์สอนให้คนอื่นทำความดี
ผมไม่รู้ว่าอะไรเปลี่ยนแปลงชลเทพ อาจเป็อำนาจจาก์หรือพลังจากตัวเขาเอง แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามผมก็ขอร่วมโมทนาบุญกับเส้นทางที่เขาเลือก แม้มันยากจะเชื่อขณะมองดูพระสังฆราชประกอบพิธีและมอบแหวนของสงฆ์ให้ทว่าผมยินดีมากที่ได้เห็นรอยยิ้มอิ่มเอมบนใบหน้าของเขา
เนื่องจากไม่ได้แก้บาปอย่างดี ผมจึงไม่ออกไปรับศีลมหาสนิท ได้แต่มองดูคนอื่นต่อแถวออกไปด้านหน้ากว่าจะแล้วเสร็จพิธีก็เกือบเที่ยง บางคนเข้าไปแห่ล้อมพระสงฆ์องค์ใหม่เพื่อขอให้อวยพรเมื่อเห็นว่าไม่มีทางเข้าถึงตัวชลเทพได้ง่าย ๆ ผม ปราการและเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งจึงชวนกันไปรับประทานอาหารในซุ้มที่จัดเตรียมไว้ข้างอาสนวิหาร
หลังทานอาหารเสร็จผมก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็ตัดสินใจลองเดินไปเยี่ยมชมสวนดอกไม้ด้านหลังอาสนวิหารที่นั่นมีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังถ่ายรูปอยู่ในนั้น แม้น้ำตกจำลองกับรูปปั้นสัตว์บางชนิดจะถูกเอาออกไปแต่ทัศนียภาพที่ปรับปรุงใหม่ก็ทำให้ที่นี่สวยงามไม่แพ้จากของเดิม
ขณะยืนมองอยู่หน้าทางเข้า ผมก็เริ่มคิดถึงเขาอีกครั้ง หัวใจผมสั่นอย่างน่าเวทนาขณะมองกลีบดอกกระดังงาที่กำลังร่วงหล่นเมื่อผมตัดสินใจจะกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ก็มีคุณพ่อท่านหนึ่งเดินมายืนเคียงข้าง พอหันไปจึงพบว่านั่นคือชลเทพอดีตคู่อริสมัยเรียน
“หวัดดีรัน” บุรุษสวมแว่นตาท่าทางสุขุมกล่าวทักทาย
ผมมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง
“สบายดีไหม” เขาถาม
“เรื่อย ๆ น่ะ แล้วมึงล่ะ”
บาทหลวงพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“แปลก ๆ นะที่เราได้คุยกันแบบนี้”
“อือ”
จากนั้นเราก็ยืนเงียบ ๆ พลางมองผู้คนในสวนดอกไม้
“ขอบใจนะที่มางาน กูดีใจมากที่ได้เจอมึง”
คำพูดนั้นทำเอาผมตกตะลึง นอกจากภายนอกที่เปลี่ยนไปแล้ว ภายในชลเทพก็เปลี่ยนไปมากเช่นกันเพราะถ้าเป็เมื่อก่อนคงไม่มีวันที่เขาจะพูดอะไรทำนองนี้กับผมแน่นอน
“ไม่เป็ไร เพื่อนบวชทั้งทีจะไม่มาได้ไง”
เขาหันมาทางผม ดวงตาเื้ักรอบแว่นสี่เหลี่ยมฉายแววบางอย่าง
“มึงนับกูเป็เพื่อนด้วยเหรอ”
ผมนิ่ง แล้วจึงพยักหน้าช้า ๆ
“ใช่ มีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู”
หัวใจผมเต้นแรง ราวกับมันตื่นเต้นที่จะได้ผลัดตะกอนแห่งความทุกข์ที่สะสมมาหลายปีออกไปผมไม่รู้ว่าชลเทพรู้สึกอย่างไรต่อประโยคนั้น เขามองไปทางอื่น จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กูรู้ว่ามันอาจสายเกินไป แต่กูคงรู้สึกผิดไปจนวันตายถ้าไม่ได้พูดสิ่งนี้กับมึง”เขาสูดหายใจ แล้วจึงเริ่มต้นพูดออกมา “กูขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ที่เคยแกล้งมึงเมื่อตอนเด็กกูยอมรับว่าตอนนั้นทำตัวไม่ดี หลายคนต้องเสียใจเพราะสิ่งที่กูทำ” เขาสบตาผม “กูคงย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แต่กูสามารถชดเชยความผิดพลาดด้วยปัจจุบัน กูสัญญา”
ตอนแรกผมขาสั่น ไม่นานก็เริ่มสั่นทั้งตัว ดังนั้นจึงล้วงกระเป๋าเอาบุหรี่มาจุดสูบเพื่อกลบเกลื่อนอาการนี้ไม่ได้เกิดจากการกระหายสารพิษในมวนบุหรี่ แต่เป็เพราะผมตั้งรับไม่ทันกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ผมยื่นบุหรี่ส่งให้ชลเทพ เขามองมันด้วยสายตารังเกียจแล้วส่ายหัวผมจึงหัวเราะในลำคอให้กับสถานการณ์ที่กลับตาลปัตรนี้ เพราะเมื่อก่อนผมเคยเป็ฝ่ายรังเกียจของในมือผมพ่นควันไปอีกทาง รวบรวมความคิดและตอบกลับไปโดยไม่ให้เสียงสั่น
“อืม กูไม่ถือสาอะไรแล้ว กูเชื่อว่ามึงเสียใจจริง ๆ” ผมกลืนน้ำลาย “จากนี้ไปมึงอย่าเก็บมาคิดอีกเลยสนใจทำหน้าที่คุณพ่อดีกว่า”
รอยยิ้มปรากฏที่ริมฝีปากของชลเทพ สีหน้าเขาดูสดใสยิ่งกว่าเก่า
“ขอบใจนะ”
ผมพยักหน้าด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางเอื้อมมือไปตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
เราสลับกันแลกเปลี่ยนเื่ราวที่ผ่านมาในชีวิต ผมเล่าเื่ตัวเองให้เขาฟังแต่เื่ของอีกฝ่ายนั้นน่าสนใจกว่ามาก เขาสารภาพว่าวันนั้นที่ไปพบคุณพ่ออรรถพลที่ห้องทำงานและบังเอิญเจอผมคือเขาตั้งใจไปขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์ และผมก็เป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้
“กูเนี่ยนะ” ผมถามอย่างไม่อยากเชื่อหู “ยังไงว้ะ”
“มึงจำตอนที่เราไปเข้าค่ายตอน ม. 5 ได้ไหม”
ผมพยักหน้า
“ไอ้การเล่าให้กูฟังว่ามึงรับเื่แทนไอ้ตง” สีหน้าเขาสลดลงเล็กน้อย“ไม่รู้สิ คงเป็เพราะได้รู้ว่าความจริงเป็ยังไงกูถึงเริ่มคิดได้ แต่ที่แน่นอนก็คือกูไม่อยากสร้างปัญหาอีกแล้ว”
การได้เปิดอกคุยกับชลเทพเป็่เวลาที่วิเศษที่สุดในรอบหลายปี ข้อสงสัยหลายอย่างที่อยากรู้มานานถูกไขกระจ่างและรอยบาดหมางระหว่างเราก็ถูกเชื่อมสมาน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมยินดีที่เขากลับใจไม่มีอะไรงดงามมากไปกว่านี้อีกแล้ว
ผมตัดสินใจขอแก้บาปก่อนแยกจากกัน เขาดูใแต่ก็ยินดี เขาฟังบาปของผมในสวนดอกไม้ซึ่งตอนนี้มีเพียงแค่เราสองคนผมสารภาพออกมาทั้งหมดอย่างง่ายดาย ไม่มีความละอายขวางกั้นระหว่างเรา
“มึงเป็คนแรกเลยนะ” เขาเอ่ยขึ้นหลังอวยพรเสร็จ
“มึงควรดีใจที่ได้ฟังบาปกู” ผมพูดแหย่ “มึงไม่ใใช่ไหม”
“แค่นี้จิ๊บ ๆ มึงสู้กูไม่ได้หรอก”
ได้ฟังดังนั้นผมจึงหัวเราะ ก่อนจะยื่นมือออกไปข้างหน้าชลเทพยื่นมือขวามาจับและเขย่าเบา ๆ แล้วจากนั้นเราก็เดินกลับไปยังอาสนวิหาร
คืนนั้นพวกเราฉลองการรวมตัวกันที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งในตัวเมือง พนักงานนำโต๊ะและเก้าอี้มาต่อเรียงเป็แถวยาวให้พวกเรานั่งเรากินและดื่มกันเต็มที่ พลางส่งเสียงคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศนั้นทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่มหลายคนก็ขอตัวกลับบ้าน หนึ่งในนั้นมีตงเปียนด้วย
“พวกมึงกูกลับก่อนนะ” เขาบอกกับทุกคน
“รีบกลับจังว้ะ อยู่ต่ออีกสักหน่อยสิ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้ว่ะ เมียกูโทรตามยิก ๆ แล้วเนี่ย”
“โธ่ ที่แท้ก็กลัวเมีย” ปราการพูดเสียงอ้อแอ้
“ใครกลัวเมีย ไม่มี๊!” ตงเปียนทำเสียงสูง เพื่อนคนอื่นๆ พากันหัวเราะชอบใจ
“ขับรถดี ๆ นะมึง” ผมะโ “ว่าง ๆ ก็พาเมียขึ้นมาเล่นที่โคราชบ้าง”
“โอเค พวกมึงก็ขับรถดี ๆ ล่ะ”
จากนั้นเราที่เหลือก็สังสรรค์ต่อจนถึงเที่ยงคืน ผมกับเพื่อนที่ยังมีสติดีช่วยกันพยุงคนเมาไปขึ้นรถเราต่างฝ่ายต่างกล่าวอำลากัน ก่อนจะขับรถแยกย้ายไปคนละเส้นทาง
“มึงไหวเปล่า” ผมถามปราการหลังจากจอดรถที่ด้านหลังโรงแรม
“อะ...อือ กูหวาย” เขาพูดเสียงยานคาง ก่อนจะเปิดประตูออกไปยืนโงนเงนข้างนอก
หลังล็อกรถเสร็จ ผมเข้าไปช่วยพยุงปีกและพาเขาขึ้นห้องนอนที่ชั้นบนอย่างทุลักทุเลปราการพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยขณะผมช่วยเขาถอดรองเท้า จากนั้นก็พาไปล้างหน้าและขึ้นเตียงนอนส่วนผมนอนเตียงอีกหลังที่อยู่ข้างกัน
“กูว่าอ้ายตงแม้งรีบกลับไปเอาเมียแน่นอน”
“เลอะเทอะละมึง รีบนอนได้แล้ว”
ปราการหัวเราะคึกคัก สักพักเสียงของเขาก็ค่อย ๆ เงียบลง จนเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งเบาๆ ผมถอดแว่นตาวางบนโต๊ะข้าง ๆ ดึงผ้าห่มถึงปลายคาง สายตาจ้องมองเพดานดำมืดอย่างใช้ความคิด
แม้จะผ่านมานานมากแล้ว แต่ผมยังคงอยากรู้ว่าตอนสมัยเรียนม. ปลายทำไมปราการถึงไม่คุยกับผมทำไมเขาถึงย้ายห้องกะทันหัน มันน่าแปลกมากที่เพื่อนสนิทจู่ ๆ ก็ตีตัวออกห่าง ผมเคยถามเขาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบทว่าตอนนี้เขากำลังเมา บางทีผมอาจใช้โอกาสนี้เค้นเอาคำตอบจากเขาได้
“มึงอย่าเพิ่งนอน คือ...กูมีอะไรจะถาม”
“อารายของมึง”
ผมเรียบเรียงประโยคในหัวครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
“เกี่ยวกับเื่สมัยเรียนอ่ะ กูอยากรู้ว่าทำไมมึงถึงย้ายห้องว้ะ มึงไม่เคยอธิบายกูเลย”
“อืมมมมม กูม้ายอยากเห็นหน้ามึง”
ผมหันไปหาเขา
“ทำไมว้ะ”
“กูม้ายรู้ กูสับสน”
“สับสนเหรอ สับสนอะไร” ผมถามต่ออย่างสงสัย
ปราการเงียบ ผมจึงทวนคำถามอีกรอบ เขาถอนหายใจลากยาว
“กูคิดว่ากูรู้สึกแปลก ๆ กับมึง” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้มจนแทบฟังไม่รู้เื่
“แปลกแบบไหน”
“ก็แปลก ๆ อ้ะ”
“ทำไม มึงชอบกูเหรอ” ผมพูดเล่น
“คงงั้นมั้ง”
“เห้ย จริงดิ!” ผมดีดตัวลุกนั่ง
“อือ” เขาว่า“แต่กูก็ยังชอบผู้หญิงนะ”
“มึงล้อเล่นปะเนี่ย” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“อัม น็อต” เขาตอบเป็ภาษาอังกฤษ
ผมอึ้งไปเลยผมเคยคิดว่าสาเหตุที่ปราการย้ายห้องเป็เพราะว่าเขาคงโกรธหรือไม่พอใจอะไรสักอย่าง ไม่คิดว่าคำตอบจะออกมาเป็แบบนี้
ผมล้มตัวลงนอน เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วตอนนี้ล่ะมึงยังชอบกูอยู่ไหม”
ปราการหัวเราะ
“ควายละ กูมีคนที่ชอบแล้วเว้ย ม้ายช่ายมึงแน่นอน”
“ว้า กูเสียใจนะเพื่อน”
“เหอะ อย่างมึงต่อให้แถมข้าวแถมทองกูก็ม้ายเอาหรอก”
“ปากดีละ มึงนอนไปเลยไป”
หมอนั่นหัวเราะพลาง สะอึกพลาง ก่อนจะส่งเสียงกรนเบา ๆ ในไม่กี่นาทีต่อมาส่วนผมก็คิดถึงเื่ที่เพิ่งคุยกันจนกระทั่งผล็อยหลับไป
เสียงโทรศัพท์ดังปลุกแต่เช้า ปราการเขวี้ยงหมอนใส่ผมให้ตื่นไปรับ ตอนแรกผมทำเมินเพราะง่วงเกินกว่าจะลืมตาไหวแต่ดูเหมือนคนโทรจะไม่ละความพยายามง่าย ๆ เขาโทรไม่ยอมหยุดจนผมต้องลุกขึ้นมารับสายในที่สุด
“ฮัลโหล” เสียงผมแหบพร่า
“ฮัลโหล ใช่รันหรือเปล่า”
ผมหยิบแว่นมาสวม มองหน้าจอ เมื่อตระหนักว่าเป็เบอร์ของใครผมจึงลุกจากเตียง จากนั้นก็เดินโซเซออกไปคุยที่ระเบียง
“ใช่ครับ หวัดดีครับพ่อ”
“อืม เอ็งจะกลับกรุงเทพฯ วันไหน”
“พรุ่งนี้ครับ”
“เหรอ ถ้างั้นวันนี้มาหาพ่อหน่อยสิ พ่อมีเื่จะคุยด้วย”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มีสิ เกี่ยวกับเื่เ้าคิม” น้ำเสียงท่านฟังดูเศร้า ๆ
ได้ยินดังนั้นผมก็รู้สึกหน้ามืด จึงคว้าราวระเบียงเพื่อทรงตัว ปากคอสั่นฉับพลัน
“คะ...คิมหันต์เหรอครับ ”
“ใช่”
“ขะ...เขาเป็ยังไงบ้างครับ สบายดีไหม ผมไม่ได้ --”
“ไว้เราค่อยคุยกันตอนที่เอ็งมาหาพ่อดีกว่า” คุณพ่อพูดตัดบท “ฮัลโหลได้ยินพ่อไหม”
“ได้ยินครับ ผ...ผมจะรีบไป”
หลังจากวางสาย ผมนั่งร้องไห้เงียบ ๆ อยู่บนเก้าอี้ที่ระเบียง เฝ้าถามตัวเองในใจว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่คือเื่จริงคือไม่เพราะในความรู้สึกของผมมันเหมือนกับความฝัน ฝันที่จะได้รับข้อมูลหรือข่าวคราวบางอย่างเกี่ยวกับคนรักที่ปลายฟ้าแม้จะกินเวลามาสิบห้าปีกว่าก็ตาม
อารมณ์มากมายตีอยู่ในทรวงอก ผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรไม่รู้ว่าควรขอบคุณพระเ้า หรือขอบคุณที่ตัวเองยังคงมีศรัทธาในความหวังอันริบหรี่ แน่นอนว่าผมดีใจมากที่จะได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับคิมหันต์แต่ขณะเดียวกันน้ำเสียงของคุณพ่อก็ทำให้ผมกังวลมาก
จนเมื่อตะวันเริ่มฉายแสงร้อนแรง ผมจึงกลับเข้าไปข้างใน อาบน้ำแต่งตัวเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้ปราการที่ยังคงหลับไม่รู้เื่ จากนั้นก็ขับรถออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่สามเณราลัยเซนต์ดอมินิกด้วยหัวใจเปี่ยมความหวัง