“เจ้าเด็กคนนี้เสียดายที่เป็นคนฉลาดมีไหวพริบ ทำไมไม่รู้จักคิดว่าอะไรควรไม่ควรจึงทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายถึงเพียงนี้” เสียงดังกังวานออกมาจากรัศมีแสงจ้าบนฟ้า
“ย่าๆ……”
ทารกน้อยในผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนของสตรีชุดแม่ชีร้องย่าๆ ออกมาอย่างไร้เดียงสาท่าทางของเด็กน้อยราวกับสนใจในแสงจ้าที่ลอยอยู่บนฟ้า จ้องดวงแสงตาไม่กะพริบพร้อมกับโบกมือไปมาราวกับอยากจะคว้าแสงนั้นไว้
“หืม……”
มีเสียงอุทานเบาๆ ออกมาจากแสงจ้าบนฟ้า จากนั้นก็มีพลังงานไร้รูปร่างพุ่งลงมาเป็นแสงหลากสีผสมดูตระการตามากพลังแสงนี้โถมเข้าไปห่อหุ้มทารกที่อยู่ในอ้อมแขนของสตรีชุดแม่ชีจากนั้นพลังแสงหลากสีนี้ก็มีอักษรยันต์ท่วมท้นทารกน้อยคนนี้มีลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวมาก
“น่าอัศจรรย์น่าอัศจรรย์จริงๆ!”
เสียงดังออกมาจากแสงจ้าด้วยความประหลาดใจจากนั้นก็มีพลังแสงหลากสีอีกพุ่งเข้าไปหาทารกน้อยอีกคนที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วเมื่อพลังงานอักษรยันต์เข้าไปห่อหุ้ม แสงนั้นก็หายไป ชายในแสงจ้าพูดต่อว่า “ทารกหญิงเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ชีพจรลมปราณเสมือนเทพทารกชายไร้พรสวรรค์ ชีพจรลมปราณพิการบางส่วน เกิดมาธรรมดา ทว่าดวงแข็งเส้นชีวิตยังไม่ขาดดี……”
“พรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาชีพจรลมปราณเสมือนเทพ!”
เมื่อชายที่อยู่ภายในแสงจ้าพูดออกมาเช่นนั้นกลุ่มคนที่มีรัศมีแสงจ้าต่างก็มองไปที่ทารกภายในผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนของสตรีชุดแม่ชีคนนั้นด้วยความรู้สึกตะลึงชีพจรลมปราณเสมือนเทพเป็นพรสวรรค์ที่เลอค่าหายากมากจริงๆ
“ช่างเถิดเรื่องวันนี้ให้ข้าตัดสินเลยแล้วกัน เอ้าถง เจ้าพาทารกหญิงกลับตระกูล ขอเพียงสัญญาว่าจะพ่อลูกสองคนนั้นปลีกวิเวกกลับบ้านนอกไปไม่มาพบพวกเจ้าสองแม่ลูกอีกตลอดไป ข้ารับประกันได้ว่าสองพ่อลูกจะมีชีวิตรอดจะไม่มีใครกล้าแตะต้องสองพ่อลูกนั่นอีก”ชายที่อยู่ในแสงจ้ากลางฟ้าประกาศออกมา
“เจ้าอาวาส……” สตรีชุดแม่ชีพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน……
“หรือว่าเจ้าอยากให้สองพ่อลูกต้องมาตายวันนี้เลยล่ะ?” ชายในแสงจ้าบนฟ้ากล่าว “นี่คือการพิพากษาครั้งสุดท้ายทุกคนไม่ต้องมาถกเถียงอะไรกันอีก ให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้แหละ”
เมื่อพูดจบ แสงจ้าบนฟ้าก็ค่อยๆ หายไปไม่มีเสียงพูดอะไรออกมาอีก
“ตู้ถิงเซวียนเจ้ากับสายเลือดผสมไร้ค่ากลับบ้านนอกอยู่ปลีกตัวอย่างสงบๆ ไปซะ หากทำอะไรแผลงๆเจ้าอาวาสคงรับประกันชีวิตเจ้าไม่ได้”
ชายที่มีรัศมีแสงจ้าที่สุดเหลือบมองตู้ถิงเซวียนและทารกน้อยในอ้อมกอดของเขาสายตาเย็นชาไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย เชิดหน้าเหล่ตามองต่ำอย่างเหยียดหยาม
“โฮกๆ”
“กรรซ์ๆ!”
กลุ่มคนรัศมีแสงจ้าขี่อสูรร้ายที่เป็นพาหนะเดินทางจากไปสตรีชุดแม่ชีที่คุกเข่าอยู่หันหน้ากลับไปมองตู้ถิงเซวียนที่โลหิตโชกทั้งร่างและทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างอาลัยอาวรณ์ใบหน้าของนางอาบด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศก จากนั้นก็ค่อยๆ ลอยหายไปบนฟ้าไกลขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากเงาของทุกคนหายไปผ่านมาสักพัก อสูรร้ายทั้งหลายจึงกล้าบินและวิ่งออกมาตามใจ เทือกเขาอันกว้างใหญ่เริ่มมีเสียงร้องของอสูรประจำเขาดังขึ้นมาอย่างครึกครื้น
“เซ่าฝู่!”
ตู้ถิงเซวียนกอดทารกน้อยไว้แน่น เอาแต่ร้องเรียกเสียงดังไม่หยุดพยายามส่งพลังปราณเข้าร่างทารกแต่ก็ไร้ผล
ผ่านมาหนึ่งชั่วยามสีหน้าของทารกในผ้าก็เริ่มซีดจนขาว หัวใจของเขาหยุดเต้นไปแล้วลมปราณที่เหลืออยู่ดับลงในที่สุด
“เซ่าฝู่……!!”
ตู้ถิงเซวียนจ้องมองทารกน้อยในผ้าสีหน้าซีดเผือดและตะลึงทำอะไรไม่ถูก
เวลาค่อยๆผ่านไป เข้าสู่ยามราตรี ท้องฟ้าสว่างด้วยแสงจันทร์ที่ลอยเหนือฟ้า
บนยอดเขาที่เดิมตู้ถิงเซวียนยังคงกอดทารกน้อยไว้ด้วยความรัก ไม่ขยับไปไหน เอาแต่จ้องมองฟ้ามืด
“ตึงโครม!”
ทันใดนั้นเอง บนท้องฟ้า ก็มีเสียงฟ้าผ่าและท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีในทันใด
กลุ่มก้อนเมฆที่ลอยเหนือศีรษะมีสายฟ้าส่องประกายแปล๊บๆ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องโครมครามนภาราตรีกลับกลายเป็นมีแสงจ้าสว่างราวกับฟ้ายามกลางวัน
ฟ้าดินรัตติกาลที่มืดมิดทันใดนั้นธรณีสั่นไหวขึ้นมา สายน้ำในลำธารภายในเทือกเขาไหลซัดเกิดคลื่นสูงท้องฟ้ามีเสียงร้องดังโครมครามไม่หยุด แสงไฟแลบทำให้นภาจ้าดั่งยามตะวันขึ้นฟ้า
ในบริเวณเทือกเขาฝั่งนี้อสูรจำนวนมากก้มคำนับให้กับท้องฟ้า เป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์
“โครม!”
มีพลังงานโบราณและลมปราณอันยิ่งใหญ่ตกลงมาจากฟ้าพลังงานนี้มีความโบราณน่าขลังราวกับเดินทางผ่านมิติเวลาและพุ่งเข้าไปหาทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของตู้ถิงเซวียน
“ตึงโครม!”
ฟ้าดินราวกับกำลังปลุกบางอย่างให้ตื่นจากการหลับใหลพื้นดินสั่นไหวเกิดเสียงโครมครามเกิดเสียงฝีเท้าดังของอสูรจำนวนมากที่วิ่งกันอย่างแตกตื่น
บริเวณเทือกเขาเกิดรอยแยกลึกและยาวจำนวนมากต้นไม้สูงเสียดฟ้าจำนวนมากล้มพังครืน ยอดเขาแตกทลาย ธรณีกำลังเคลื่อนตัวได้
เกิดฟ้าผ่าโครมครามแสดงถึงผู้มีแสนยานุภาพที่มาจุติ เป็นปรากฏการณ์แจ้งข่าวของฟ้าดิน!
“เซ่าฝู่!”
ตู้ถิงเซวียนตะลึง อานุภาพของพลังแห่งฟ้าที่เกิดขึ้นทำให้เขาเองก็สั่นตัวไหวระริกทารกน้อยที่กุมด้วยสองมือเพื่อผ่านพิธีการชำระร้างแห่งพลังข้ามมิติแววตาสั่นไหวและรู้สึกเกรงขาม
พลังงานที่ตกลงมาจากฟ้าทำให้กลางอกของทารกน้อยที่ไร้คลื่นเคลื่อนไหวใดๆจู่ๆ ก็ปึ้งและมีเสียงหัวใจเต้นขึ้นมา ทำให้ทารกน้อยเริ่มมีคลื่นที่ชีวิตจางๆกลับมาอีกครั้ง ทารกน้อยสำลักโลหิตและเริ่มร้องไห้เสียงดัง
“อุแว้ๆ……”
ทารกน้อยร้องไห้เสียงดังแม้จะเป็นเสียงที่ฟังดูอิดโรย แต่ก็สามารถดังก้องสะท้อนไปไกล……
บนยอดเขาลูกหนึ่งที่เขาหลังบ้านสกุลตู้เสียงร้องไห้ของตู้เซ่าฝู่น้อยร้องไห้อย่างเต็มที่ น้ำตาอุ่นๆ ไหลพรากเต็มใบหน้าทั้งสองมือกำหมัดแน่น หัวใจของเขาเต้นแรงเป็นจังหวะคลื่น
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในมิติในห้วงความฝันนี้ตู้เซ่าฝู่เสมือนสัมผัสด้วยตัวเอง ในใจรู้สึกถึงคลื่นหัวใจที่เต้นแรง จากนั้นสายตาที่เห็นเริ่มมัวลงในใจยังคงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ความเศร้าหมอง ความโกรธเคืองอารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น
ตู้ถิงเซวียนเดินมาที่ข้างกายตู้เซ่าฝู่ตบที่บ่าของบุตรชายของตนเบาๆ ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้พูดอะไร พยายามเก็บความรู้สึกไว้ฝืนกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอุ่นๆ รอบดวงตาบางทีบิดาของตนอาจจะไม่อยากให้บุตรชายของตัวเองเห็นสภาพของเขาที่ไร้ความสามารถที่จะปกป้องครอบครัวได้เช่นนี้
“ท่านพ่อสตรีคนนั้นคือท่านแม่ของข้าใช่หรือไม่?” ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้ามองบิดาเมื่อก่อนที่บิดาเล่าเรื่องมารดาให้ฟัง เขาก็สงสัยมาตลอดว่าเป็นเรื่องโกหก
“อืม” ตู้ถิงเซวียนพยักหน้า
“ข้ายังมีพี่ชายหรือว่าน้องสาวอีกคนหนึ่งด้วย?”
ความฝันที่ภาพเสมือนจริงนั้น ตู้เซ่าฝู่ยังเห็นทารกหญิงอีกคนเขารับรู้ได้ว่าทารกหญิงคนนั้นมีสายสัมพันธ์เชื่อมกันทางสายเลือด
“น้องสาวของเจ้าเกิดช้ากว่าเจ้าหนึ่งชั่วยาม เจ้าชื่อเซ่าฝู่ น้องสาวเจ้าชื่อเซ่าจิ่ง” ตู้ถิงเซวียนยิ่งพูด ยิ่งกลั้นน้ำตาไว้ลำบาก ในที่สุดดวงตาที่กลั้นจนแดงคู่นั้นก็มีน้ำตาคลอออกมา
“กลุ่มคนพวกนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดไหนหรือ?” ตู้เซ่าฝู่มองบิดา เขาเองก็เริ่มน้ำตาคลอ กำหมัดสองข้างไว้แน่น
ตู้ถิงเซวียนแหงนหน้ามองฟากฟ้ากล่าวว่า “แข็งแกร่งมากๆ!”
“ต้องมีสักวันที่ข้าจะจัดการพวกเขาให้คว่ำทั้งหมดได้แล้วข้าจะไปพบมารดาและน้องสาวของข้าให้ได้!”
ตู้เซ่าฝู่กำหมัดแน่นขึ้นเล็บของเขาจิกไปที่เนื้อมือจนเลือดประกายสีทองไหลออกมา
“ข้าเองก็อยากแต่พวกเขาแข็งแกร่งมาก ตอนนี้ก็เริ่มมาหาพวกเราถึงที่แล้วเกรงว่าต่อไปจะยังตามมารังควานอีก เจ้ากลัวหรือไม่?” ตู้ถิงเซวียนหันหน้าไปมองบุตรชายของตนขณะพูด
“ไม่กลัวข้าจะพยายามแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ใครมาวุ่นวาย ก็ฆ่าคนนั้นทิ้งฆ่าจนกว่าข้าจะได้พบท่านแม่กับน้องสาว” ตู้เซ่าฝู่พูดพร้อมกับสายน้ำอุ่นๆจากดวงตาไหลอาบแก้ม
ในความฝันเสมือนจริงนั้นเมื่อต้องเห็นมารดาต่อสู้ดิ้นรนอย่างพยายาม อ้อนวอนครวญครางอย่างเศร้าโศก ในใจของตู้เซ่าฝู่ก็เจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งถูกมีดกรีดกลางหัวใจ!
“เมื่อก่อนข้าพาเจ้ากลับมาอยู่ที่เมืองสือเฉิงทว่าตอนนี้ข้าอยากให้เจ้าก้าวออกไปจาก เมืองสือเฉิงไปฝึกฝนให้เป็นคนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!”
ตู้ถิงเซวียนพูดกับบุตรชายของตน “มิเช่นนั้น พวกเราสองพ่อลูกคงจัดการพวกนั้นไม่ได้”
“แล้วท่านล่ะ พวกเราไปด้วยกันหรือไม่?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถาม
“ข้ามีที่ที่ตัวเองต้องไปไม่สามารถอยู่ข้างกายเจ้าแล้ว ก่อนหน้าที่เจ้าถูกพาเข้าเทือกเขาอสุรกายเรื่องสงครามแย่งชิงระหว่างอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับวิหคยักษ์เปลวเพลิงม่วงข้าก็รู้ทว่าจอมยุทธคนงามนางนั้นแข็งแกร่งเกินไป และนางไม่ได้คิดจะเอาชีวิตเจ้ากลับยังสอนเจ้าอีก ดังนั้นข้าเลยไม่ได้เปิดเผยตัว แต่นางต้องรู้แน่ว่าข้าแอบติดตาม”
ตู้ถิงเซวียนมองไปที่บุตรชายและเล่าให้ฟังการเป็นพ่อคนคือการเป็นดั่งภูผาอันแข็งแกร่งที่สามารถเป็นที่พึ่งและสามารถปกป้องลูกของตนได้ทว่าขณะนี้เขามีเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องไปทำ
“ข้าไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า หลายปีมานี้ แม้บิดาเขาจะทำตัวเป็นพวกขี้เมาเหมือนพวกไม่เอาไหนทว่าที่จริงกลับคอยปกป้องตนมาตลอด
“หากเจ้าอยากพบมารดาและน้องสาวเจ้าเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้”
ตู้ถิงเซวียนมองตู้เซ่าฝู่และยิ้มให้ทว่ารอยยิ้มนี้แฝงด้วยความเศร้าเล็กน้อย กล่าวว่า “ส่วนข้าเพื่อสตรีอันเป็นที่รักของข้าและบุตรสาวของข้า ข้าก็ควรไปทำเรื่องที่ต้องทำแล้ว”
“จู่ๆข้าก็เริ่มรู้สึกอิจฉาตัวเองขึ้นมาแล้ว อิจฉาตัวเองที่มีบิดาอย่างนี้”
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองบิดาขี้เมาของตน เมื่อครั้นยังเด็กเวลาเขาเห็นเด็กครอบครัวอื่นได้รับความอบอุ่นและห่วงใยจากบิดามารดาเขาเองก็เคยแอบรู้สึกเสียใจเพียงลำพัง ทว่าเมื่อขณะนี้ตู้เซ่าฝู่รู้แล้วว่าบิดาของตนก็เคยทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อต่อสู้ศัตรูเพื่อภรรยาและบุตรของตัวเองอย่างอาจหาญและแน่วแน่เขาก็เริ่มรู้สึกภาคภูมิใจ
“เจ้าเองก็ไม่เลวเลยข้าเชื่อว่าเจ้าต้องไม่ทำมารดาและน้องสาวของเจ้าผิดหวังแน่นอน” ตู้ถิงเซวียนตบที่บ่าของบุตรชายเบาๆ ขณะที่พูด
“ชีพจรลมปราณเสมือนเทพคืออะไรหรือ?” ตู้เซ่าฝู่หันหน้าไปมอง เอ่ยถามบิดา “น้องสาวของข้าชีพจรลมปราณเสมือนเทพหรือ?”
“ชีพจรลมปราณเสมือนเทพสำหรับโลกใบนี้คือพรสวรรค์ที่น่ากลัวที่สุด ใครก็ตามที่เกิดมาด้วยชีพจรลมปราณเสมือนเทพภายภาคหน้าจะแข็งแกร่งจนสามารถทำให้โลกสะเทือนได้แต่ละตระกูลและขุนนางทั้งหลายต่างให้ความเคารพ”
ตู้ถิงเซวียนกล่าว นัยน์ตาของเขาสั่นไหวจากนั้นมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “เจ้าต้องพยายามเข้าล่ะมิเช่นนั้นตอนได้พบกับน้องสาวแล้วเจ้าอาจจะต้องอับอาย”
“นางหนูจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ข้าคือพี่ชายของนางนางจะกล้ามาทำร้ายข้าด้วยหรือ”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเขาคิดถึงน้องสาวที่ไม่รู้ว่าขณะนี้อยู่แห่งหนใดน้องสาวฝาแฝดของเขาจะหน้าตาเหมือนตนเปี๊ยบเลยหรือไม่และนางหนูจะรู้หรือไม่ว่านางมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้
ตู้ถิงเซวียนไม่ได้พูดอะไรอีกสองพ่อลูกยืนนิ่งๆ อยู่บนยอดเขา มองดูทิวทัศน์ท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป
ขณะนี้สองพ่อลูกรู้สึกว่าหัวใจผูกพันใกล้ชิดแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
สองพ่อลูกคุยกันนานตู้เซ่าฝู่ยังได้รู้มาจากบิดาขี้เมาของตนว่า หลังจากผ่านภัยร้ายครั้งใหญ่นั้นมาตนก็กลับมาที่เมืองสือเฉิงและเติบโตขึ้นมาที่บ้านสกุลตู้
เรื่องที่ชีพจรลมปราณของตู้เซ่าฝู่ใช้การไม่ได้ที่จริงบิดาติดสุราคนนี้รู้นานแล้ว ทว่าลุงใหญ่และลุงรองไม่รู้ และไม่รู้ว่าน้องสามของพวกเขาเคยประสบเรื่องใดข้างนอกมา
ได้ยินมาว่าบิดาเคยไปอยู่ในเมืองหลวงจักรวรรดิสือหลงส่วนเรื่องที่ว่าอยู่ในเมืองหลวงจักรวรรดิสือหลงทำอะไร ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้ยินจากบิดามาก่อนเลยเรื่องของแคว้น บิดาขี้เมาของเขาไม่ค่อยพูดถึงเท่าไร