“ข้าจะจับกุมชายผู้นั้นมาให้เร็วที่สุด”
“ไม่เอา ถ้าไป...ข้าจะไปด้วย”
“แต่เ้าไปด้วยไม่ได้” เริ่มหน้ายุ่ง
“ถ้าไม่ให้ข้าไปเช่นนั้นเ้าก็ไม่ต้องไป” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาในแววตามีความเว้าวอนออดอ้อน “อยู่ด้วยกันที่นี่แล้วให้องครักษ์ของเ้าไปล่อมันมามิดีกว่าหรือ”
“_”
“ถ้ำไอเย็นที่ข้าเห็นก็มิได้อยู่ไกลจากกระท่อมนั้นเลย ในจังหวะที่มันไม่ได้อยู่ในถ้ำเราก็ให้องครักษ์ไปเอาศพของสตรีนางนั้นออกมาเสียแน่นอนว่าชายผู้นั้นต้องตามออกมาแน่ๆ จากนั้นเราค่อยจับตัวเขาไว้”
เ้าหยางหลงอมยิ้มกับแผนของนาง แต่ที่ชอบใจมากกว่าคือการที่นางแสดงออกมาว่า ‘ห่วง’ เขา “เ้าไม่อยากให้ข้าออกห่างจากเ้าจนถึงกับคิดแผนอันแยบยลได้ถึงเพียงนี้เลยรึ?” เอ่ยกระเซ้า
ใบหน้าคนถูกเย้าแหย่แดงก่ำ ‘นั่นสิ’ นางคิดแผนออกมาได้สดๆ ร้อนเลยเชียวนะ เพราะกลัวว่าเขาจะออกไปจากที่นี่แล้วเจอกับเื่อันตราย หากเขาไม่มีชีวิตรอดกลับมาและสุดท้าย...นางก็คงจะเป็ม่ายั้แ่ยังไม่ยกขันหมาก ‘มันมิใช่เื่ที่ถูกต้องนะ’
“อืม” นางผงกหัวขึ้นลงอย่างยอมรับ “ข้าไม่อยากให้เ้าาเ็ อยู่ในนี้มีตาข่ายดักไว้ยังปลอดภัยได้มากกว่าครึ่ง”
“เ้าทำให้ข้ารักเ้าเพิ่มขึ้นอีกแล้วหนิงอัน” ????????
‘บ้าจริงๆ ???????? อายไปหมดทั้งหน้าแล้ว’ นางก้มหน้าซุกอกบุรุษด้วยท่าทางเขินอาย หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีต่างเงียบฟังเสียงหัวใจเต้นแรงของกันและกันอยู่เช่นนั้น ทั้งคู่คิดตรงกันว่าเมื่อไหร่เื่วุ่นวายนี้จะจบลงเสียที...จน
“อะแฮ่ม!!”
ขวับ!! เ้าหยางหลงหันไปมองผู้ที่กระแอมไอขัดจังหวะอารมณ์หวามแต่แล้วเขาก็พบกับบุรุษหัวโล้น ในชุดสีขาวเทา ‘ท่านพ่อตา’
“สถานที่แห่งนี้คือสำนักสงฆ์พวกเ้าควรรักษากิริยาอาการให้สำรวม” แม้อยากจะกล่าวตำหนิบุตรสาวแต่ก็ว่าได้ไม่มาก
เจียวหนิงอันรีบผละตัวออกจากการโอบกอดเพราะมันเป็ดังเช่นที่ท่านพ่อว่า นางก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“ขออภัยขอรับท่านพ่อตา เป็เพราะข้าทนความน่ารักของหนิงอันไม่ไหวจึงเผลอทำกิริยาไม่สมควรออกมาเป็ข้าที่ผิดเองขอรับ” กล่าวออกตัวอย่างสำนึกผิด
“_” ลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “เอาเถิดพ่อมิได้จะว่ากล่าวรุนแรงเพียงแต่จะทำสิ่งใดให้พึงระลึกด้วยว่าพวกเ้าอยู่กันที่ใดมิใช่กระทำตามแต่จิตใจตนเองสั่ง”
“เ้าค่ะท่านพ่อ”
ตี้เจาหยุ่นพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “พูดคุยกันแล้วใช่หรือไม่เื่ที่เ้าหยางหลงจะเดินทางไปจับกุมหัวปู้จื่อ”
เจียวหนิงอันพยักหน้ารับ “เ้าค่ะ”
“แต่หนิงอันเป็ห่วงข้า ไม่อยากให้ข้าเดินทางออกจากสำนักสงฆ์ที่มีตาข่ายจับสัตว์แห่งนี้ไปขอรับ ข้าจึงเปลี่ยนแผนตามที่นางบอก”
“เปลี่ยนแผนอย่างไร?” ท่านพ่อยังคงถาม
เป็เจียวหนิงอันที่เป็ฝ่ายตอบแทน “ข้าจะให้หยางหลงล่อหัวปู้จื่อ ฯลฯ” แผนการณ์ถูกเล่าสู่กันฟังโดยครั้งนี้มีหัวหน้าองครักษ์เงาอีกสี่คนมารับคำสั่งและแบ่งแยกหน้าที่ที่ถนัดให้ไปทำ
กลุ่มที่หนึ่ง
นำด้วยองครักษ์ฟงอี (17.00) เริ่มด้วยการไปขโมยศพของอดีตสนมผู้มีตำหนิในร่างกายนางนั้นมาก่อน งานนี้จะต้องใช้องครักษ์สตรีติดตามไปด้วยเพราะเจียวหนิงอันบอกพวกเขาว่านางอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าแม้นางจะกลายเป็ศพไปแล้วแต่มันก็ยังไม่ถูกต้องที่จะให้บุรุษเป็ผู้ไปอุ้มนางมาทั้งอย่างนั้น
กลุ่มที่สอง
นำด้วยองครักษ์เงายุนเปียว (17.00) จะมีองครักษ์สตรีปลอมตัวเป็สนมนางนั้นหลอกล่อให้หัวปู้จื่อออกมาจากกระท่อมของตนเองและมาพบกันที่ปากทางเข้าสำนักสงฆ์คาดว่าจะใช้คนจำนวนยี่สิบคนเผื่อไว้หากเผื่อมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เ้าหยางหลงคิดว่ากำหนดเวลาเดินทางด้วยวิชาตัวเบาน่าจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นแน่นอนว่าหัวปู้จื่อมีวิทยายุทธ์
กลุ่มที่สาม
เป็เ้าหยางหลงกับกลุ่มองครักษ์อีกห้าสิบนายต้องเร่งสร้างตาข่ายด้านหน้าสำนักสงฆ์เอาไว้จับค้างคาวปีศาจพร้อมกับจับกุมหัวปู้จื่อในคราวเดียวกัน
เจียวหนิงอันหวังไว้ในใจว่ามันคงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและพอพวกเขาเริ่มลงมือกันตามแผน ท่านพ่อของนางก็รีบไปแจ้งแก่ท่านเ้าสำนักสงฆ์ถึงเื่ที่จะมีค้างคาวปีศาจออกมามากมายแม้การล่อเหยื่อในครั้งนี้จะมีสถานที่คือสำนักสงฆ์แต่เ้าหยางหลงกล่าวว่าจะพยายามไม่ให้พวกมันได้เข้ามาถึงด้านในของสำนักเด็ดขาด ตาข่ายอันใหญ่ที่เร่งมือทำจะถูกกางกั้นอยู่ให้ห่างจากสำนักประมาณหนึ่งลี้และศพสตรีนางนั้นพวกเขา้าทำพิธีสวดส่งิญญาให้นางก่อนจะนำไปเผาให้มันถูกต้องมิใช่ปล่อยให้ชายผู้นั้นกระทำการย่ำยีนางทั้งๆ ที่กลายเป็ศพไปแล้ว...ส่วนงานของนางคือการตั้งสมาธิดูชายวิปริตผู้นั้น แม้ภาพเหตุการณ์อาจจะมีการเหลื่อมล้ำเื่เวลาไปบ้างแต่ก็คงมิใช่เื่ใหญ่อันใด
--++++---++++
ภาพการหยั่งรู้ของเจียวหนิงอัน ‘หัวปู้จื่อ’ บุรุษผู้มีร่างกายใหญ่โตก่อนหน้านี้หนึ่งเค่อกำลังเดินวนไปวนมาในห้องที่ปิดผ้าจนมืดราวกับว่ามันคือกลางคืน คำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ‘รึมันอาจจะเป็คาถาอะไรสักอย่าง’ เจียวหนิงอันยังไม่แน่ใจ นางมองสำรวจในห้องแม้ว่ามันไม่ชัดเจนแต่นางเห็นพวกมัน ‘ค้างคาว’ กำลังนอนหลับในเวลากลางวันโดยมีชายวิปริตผู้นั้นขับกล่อม ความจริงแล้วหากพวกนางลงมือในยามนี้ทุกอย่างอาจจะสำเร็จก็ได้เพราะหัวปู้จื่อจะขาดตัวช่วยเนื่องจากสัตว์ร้ายชนิดนี้เป็สัตว์ที่ปรากฏตัวในตอนกลางคืนเท่านั้น ‘หรือข้าควรจะให้หยางหลงเปลี่ยนแผนดีนะ’
ควับ!!! จู่ๆ หัวปู้จื่อก็หันขวับมาทางนาง..
เจียวหนิงอันสะดุ้ง เฮือก!!และลืมตาขึ้น...เป็ไปได้อย่างไร? บุรุษผู้นั้นตั้งใจมองหรือว่าแค่หันซ้ายหันขวาเป็ปกติเฉยๆ เพราะว่านางเพียงหยั่งรู้ หาใช่ไปลอบมองถึงที่ ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจจนมือของนางสั่นเทาไปหมด ‘เขาเห็นนางหรือไม่นะ?’ หรือมันจะเป็เพียงความรู้สึกของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ พวกเขาทุกคนมักจะมีประสาทััที่ไวมากกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว ‘มันต้องเห็นแน่ๆ’ จะอย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ตลอดชีวิตนี้นางและท่านยายจะคอยช่วยเหลือผู้คนมาโดยตลอดมันก็ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมให้ผู้อื่นมาทำร้ายได้ ยังดีที่ตอนนี้นางมีเ้าหยางหลง ???????? หากไม่มีเขา ก่อนหน้านี้ที่ถูกทำร้ายนางอาจจะตายไปแล้ว
เสียงกลุ่มบุรุษมากมายดังอยู่หน้ากระท่อม คาดว่าคงจะเริ่มเตรียมของกันแล้ว นางจึงลุกขึ้นเดินออกไปดูพวกเขา ั้แ่มาถึงที่นี่เมื่อวานและพบกับท่านพ่อนางก็ไม่ได้ปิดตาอีกเลย เหล่าองครักษ์เงารู้อยู่แล้วว่านางมิได้ตาบอดแต่กลุ่มของนักบวช..ยังคงมองนางตาโต
ท่านอาจารย์จื้อโหยวหรือก็คือท่านพ่อของนางลุกขึ้นแล้วกล่าวเสียงดัง “นี่คือบุตรสาวของข้า เจียวหนิงอัน นางได้รับพรจาก์ให้มีญาณหยั่งรู้ ดวงตาของนางจึงมีสีแปลกกว่าผู้อื่น” ในใจของหนิงอันคิดเอาไว้ว่าหากจะโทษให้ผู้ใดผิดก็คงเป็คนชุดดำที่ส่งนางมาที่นี่จึงจะถูก
“และนางคือคู่หมั้นข้าผู้เป็องค์ชายแห่งแคว้นเ้า” เ้าหยางหลงเดินเข้าหานาง “พวกท่านว่านางพิเศษหรือไม่?”