บทที่ 46
คำพูดต้องห้าม
กลางดึกของวันนั้นเอวารีบวิ่งด้วยสีหน้าแตกตื่นมาหาครีโม่และนานา ทั้งสองคนเห็นแบบนั้น จึงรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย
น้ำเสียงตระหนกตกใจดังจากปากของเอวา“แย่แล้วแย่แล้ว...หลังจากที่ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เวิลด์ก็แปลกไปกลางดึกฉันตื่นขึ้นมาเห็นเขาทำท่าทางลับๆล่อๆ จึงแอบตามไป พบว่าเวิลด์เข้าไปในทะเลหมอกเพียงคนเดียว”หญิงสาวบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนทั้งสองรับรู้
ได้ยินเช่นนั้นนานาส่ายศีรษะเบาๆ เธอพยายามข่มความหงุดหงิดในน้ำเสียงที่ถูกขัดความสนุกด้วยเรื่องไร้สาระ“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดียวเขาก็กลับมาเองแหละคนๆเดียวทำอะไรไม่ได้หรอก”
“เมื่ออยู่ต่อหน้าต้นกำเนิดหมอกพิษและรู้ถึงความไร้สามารถของตน มันจะกลับมารวมกลุ่มกับพวกเราเพียงแค่แกหวานล้อมให้มันยอมเป็นเหยื่อล่อ ทุกคนจะผ่านด่านที่สามไปด้วยกันได้”ครีโม่พูดตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เอวาส่ายศีรษะไปมาเธอสูดลมหายใจเข้าลึกปรับลมหายใจจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะพูดออกไป “เวิลด์มีอาร์ติแฟกต์ที่ช่วยขับไล่พิษได้เขาสามารถใช้มันไปถึงต้นกำเนิดหมอกพิษและขุดหาเอียแห่งอาเธริน ได้ด้วยตัวคนเดียว”
นานาแทบจะหัวเราะออกมา“เอวาลีน เธอถูกเวิลด์หลอกให้แล้วอาร์ติแฟกต์ที่ช่วยต้านทานพิษพอจะมีอยู่บ้าง แต่ที่ช่วยขับไล่พิษของแบบนั้นไม่มีหรอก”
เอวายังคงยืนกราน“ของสิ่งนั้นมันมีอยู่จริงนะ” จากนั้นเธอเดินไปยังเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างป่าและทะเลหมอกก่อนจะหยิบกิ่งไม้แห้งออกมา
“ฉันได้ยินเวิลด์เรียกสิ่งนี้ว่าไม้ขีดแห่งผู้พเนจรมันสามารถขับไล่พิษร้ายทั้งปวงได้” พูดจบเอวาแอบใช้เพลิงศักดิ์สิทธิ์เผากิ่งไม้และโยนออกไปด้านในเขตของหมอกพิษ
ทันทีที่เปลวเพลิงสัมผัสเข้ากับอากาศพิษร้ายสีเขียวอ่อนกระจายตัวออกไปรอบๆราวกับกำลังหวาดกลัวเปลวไฟสีน้ำเงิน
เห็นหมอกพิษหลบเลี่ยงเพลิงสีฟ้าดวงตาของครีโม่และนานาเบิกกว้างด้วยสีหน้าตกตะลึง “หรือว่า...มีอาร์ติแฟกต์ที่ช่วยไล่พิษอยู่จริงๆ” นานาพึมพำกับตัวเอง
ก่อนจะเป็นครีโม่ที่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดัง“เอวาลีนแกยังมีสิ่งนี้อีกหรือไม่??”
เอวารีบส่ายศีรษะปฏิเสธ“มะ...ไม่ ฉันขโมยมันมาจากเวิลด์เพียงชิ้นเดียวแต่ว่าในตัวเวิลด์มีสิ่งนี้อยู่หลายสิบชิ้น”
“แม้งเอ้ย!! ถ้ามันขุดเอียแห่งอาเธรินขึ้นมาได้จริงๆ เราจะติดอยู่ในด่านบทสอบที่สามไปตลอดนานาเราจำเป็นต้องไปยังแหล่งกำเนิดหมอกพิษเดี๋ยวนี้”
ได้ยินเช่นนั้นนานากัดริมฝีปากด้วยความคิดในหัว ก่อนจะจ้องมองไปที่เอวาลีน
“พี่สาวพวกเราไม่ทางเลือกแล้ว ฉันจะร่ายเวทย์โลหิตให้กับคุณ ช่วยเราล่อหมอกพิษออกมาจากตำแหน่งของขุมทรัพย์ทีนะ”คำพูดนั้นไม่ใช่คำขอร้อง หรือการถามความเห็นแต่เป็นการตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เอวาเป็นเหยื่อล่อแทนเวิลด์
เอวาพยักหน้าตอบรับคำพูด“ถ้าฉันมีประโยชน์ ฉันยินดีช่วยเหลือพวกคุณ เพียงแต่ครีโม่ คุณเองก็รู้ว่าฉันอ่อนแอ คงจะล่อหมอกพิษได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ กับชีวิตฉันไม่เป็นไรหรอก...แต่ว่าพวกคุณจะเป็นอันตรายไปด้วยนะ”
ครีโม่คิดตามที่อีกฝ่ายพูดก็ได้สติกลับมา“นานา เป็นอย่างที่มันพูดจริงๆ คนที่สามารถล่อหมอกพิษไปได้จะต้องมีความสามารถในระดับเดียวกับพวกเรา”
นานากัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบเธอคิดหาวิธีในหัวอย่างหนัก เดิมทีถ้าไม่มีการปรากฏตัวของเวิลด์ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบสามารถใช้เวลาขุดหาสมบัติ วันละครั้ง อาจใช้เวลาสามเดือน หกเดือนหรือหนึ่งปีจะเสียเวลาไปมากหน่อย แต่ความสำเร็จรออยู่ตรงหน้าอย่างแน่นอนทว่าในตอนนี้หากปล่อยให้ เวิลด์ได้รับสมบัติไปจะกลายเป็นอีกฝ่ายเข้าสู่บททดสอบที่สี่ได้สำเร็จโดยที่พวกเขาจะติดอยู่ในบททดสอบที่สามแทน
ขณะที่ครีโม่และนานาอยู่ในช่วงเวลาตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดเอวาได้พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ทำไมครีโม่หรือ นานา ไม่เป็นเหยื่อล่อหมอกพิษละ ถ้าเป็นคนเก่งๆอย่างพวกเธอ จะต้องรอดไปจากหมอกพิษได้แน่ส่วนอีกคนก็สามารถขุดสมบัติขึ้นมาและทุกคนจะผ่านไปด้วยกัน”
ทั้งครีโม่และนานาไม่เคยมีความคิดที่จะให้คู่รักของตัวเองรับบทเหยื่อล่อหมอกพิษและดอกไม้ปีศาจเลยแม้แต่ครั้งเดียวพวกเขารู้ดีว่าเหยื่อนั้นมีโอกาสตายมากกว่ารอด
ในยามปกติพวกเขาย่อมไม่มีความคิดเช่นนี้หรือต่อให้อยู่ในยามคับขันยิ่งไม่มีใครคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้เพราะพวกเขาคือคู่หมั่นที่กำลังจะแต่งงานกัน ทว่าในตอนนี้เอวากลับพูดกระตุ้นแรงปรารถนาและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ขึ้นมาทำให้สายตาของคนทั้งคู่จ้องมองไปที่กันและกันด้วยความเงียบ
จากนั้นเป็นครีโม่ที่พูดขึ้นก่อน“นานา ฉันเป็นเหยื่อล่อให้เองเธอจะต้องแย่งสมบัติมาจากคนตระกูลอีนิกม่าให้ได้”
“แต่ว่ามันอันตราย”นานาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“หากเราแพ้อีนิกม่าพวกเราจะตกอยู่ในอันตรายด้วยกันทั้งคู่”
หลังจากที่ทั้งสองตกลงกันแล้วพวกเขาจะใช้ครีโม่เป็นเหยื่อล่อ ส่วนนานาจะเป็นคนขุดหาสมบัตินานาได้วาดอักษรรูนเลือดประทับไปที่ร่างของครีโม่ ยามที่หมอกพิษในอาณาเขตได้กลิ่นของเลือดพวกมันจะคลุ้มคลั่งและไล่ล่าครีโม่ แต่ไม่เพียงเท่านั้น นานายังคงสะบัดปลายนิ้วส่งอักษรรูนเลือดประทับไปบนร่างของเอวาอีกคนหนึ่ง
“แกเองก็ต้องเป็นเหยื่อล่อด้วยเหมือนกัน”น้ำเสียงที่ใช้ แสดงตัวตนที่แท้จริงของนานาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
สายลมเย็นผัดผ่านผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกพิษคนทั้งสามใช้การผนึกมานาเพื่อป้องกันพิษจากภายนอกและยิ่งเดินลึกเข้าไปด้านในกลิ่นอายแห่งความตายยิ่งเด่นชัดขึ้น
นอกจากไอพิษในอากาศแล้วยังมีสัตว์มีพิษอีกหลายชนิดแต่สัตว์พวกนี้ถูกไฟร์บอลจากปลายนิ้วของโมฮาน นานาทำลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
“ตรงนี้ฉันจัดการเองครีโม่ คุณเก็บมานาเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเถอะ”
เอวามองความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคนอยู่ด้านหลังด้วยรอยยิ้ม
‘ถึงตอนนี้ยังเล่นบทคู่รักกันได้อยู่แต่ในยามเป็นตายแล้วฉันอยากรู้จริงๆว่า ใครที่จะเป็นฝ่ายทรยศใครก่อน??’