พรึ่บ!
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจก็ปรากฏให้เห็นระฆังสีทองที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า กระแทกลงเบื้องหน้าทางเข้าป่าอสูรร่ำไห้อย่างแรงจนเกิดฝุ่นควันที่ตลบอบอวล!
หว่อง!
เสียงระฆังดังกังวานสร้างคลื่นกระแสลมที่โหมกระหน่ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
จากนั้นระฆังสีทองก็ค่อยๆเลือนลาง ก่อนจะปรากฏให้เห็นร่างของหยุนเหวินที่ค่อยๆลืมตาขึ้นมา พร้อมกันกับที่ระฆังสีทองค่อยๆหายเข้าสู่หน้าผากของเขา
เมื่อหยุนเหวินเงยหน้าขึ้นมาพบกับฉากทัศน์เบื้องหน้า เขาก็ต้องประหลาดใจ “นี่น่ะหรือป่าอสูรร่ำไห้? บรรยากาศในที่นี้ผิดปกติกว่าทุกๆที่ที่ข้าเคยพบเจอจริงๆ”
เบื้องหน้าของเขาเรียกได้ว่าเป็นชายแดนที่มีเพียงผืนป่าทอดยาวไปไกลหลายร้อยลี้ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างและตึกราบ้านช่องในอาณาบริเวณสิบลี้รอบทางเข้าป่าอสูรร่ำไห้เลย
ว่ากันว่าเหตุผลที่ป่าผืนนี้ถูกเรียกว่า ‘ป่าอสูรร่ำไห้’ ก็เป็นเพราะพวกนักผจญภัยมักจะได้ยินเสียงร่ำร้องและคร่ำครวญของสัตว์วิญญาณอยู่ทุกค่ำในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เสียงร่ำร้องนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายราวกับว่าเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่เคยพบเจอกับความเจ็บช้ำในชีวิตมามากมาย
แต่ด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะย่างกรายเข้าไปในส่วนลึกของผืนป่าพวกเขาจึงไม่รู้ว่าเป็นเสียงร่ำไห้ของสัตว์วิญญาณประเภทใด และไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าสัตว์วิญญาณตนนั้นกำลังคร่ำครวญและร่ำร้องด้วยเหตุผลอันใด...
จากนั้นหยุนเหวินก็มองไปรอบๆและพบเข้ากับรถม้าหลายคันที่ห่างไกลออกไปซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางช่วงเวลามักจะมีนักผจญภัยต้องการเสี่ยงดวงในการเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้และหาสมุนไพรเหล่านั้นมาเพื่อหาเลี้ยงชีพ
จากข้อมูลมีการระบุไว้ว่าสามลี้รอบนอกของป่าอสูรร่ำไห้ยังไม่มีอันตรายใดๆมากมายนัก และฝูงชนก็สามารถเข้าออกไปตามสะดวกเพราะทิศใต้ของเมืองหยางโจวเป็นเมืองไร้กฏเกณฑ์อยู่แล้ว
แต่ในขณะที่หยุนเหวินกำลังสอดส่องรอบๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นวูบวาบที่กลางหลังราวกับมีอสรพิษกำลังจ้องมองเขาจากที่ลับ ทำให้ขนของเขาตั้งชันและประสาทสัมผัสของเขาเกิดการกระตุ้นอย่างรุนแรง
ทันใดนั้นสีหน้าแววตาของเขาก็เปลี่ยนไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความเฉียบคมราวกับกระบี่ที่ถูกดึงออกจากฝัก เขาหันกลับมองไปยังทิศทางของผืนป่าด้วยเสียงพึมพำเบาๆ “กลิ่นอายของสัตว์วิญญาณระดับสูง! ปรากฏว่าปัญหาที่เจ้าพวกนั้นร้องเรียนมาเกิดจากสัตว์วิญญาณนี่เอง!”
โดยไม่รอช้าเขาจ้องมองไปยังผืนป่ามืดทึบที่ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ รัศมีของสัตว์วิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขามั่นใจได้ว่าป่าอสูรร่ำไห้มีสัตว์วิญญาณระดับสูงอยู่จริงๆ
ด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าข้ามิอาจเพิกเฉยเรื่องนี้ได้จริงๆ หากสัตว์วิญญาณตนนี้ออกมาจากที่กบดานของมัน นั่นอาจจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ในเมืองหยางโจวอย่างแน่นอน”
โดยไม่รอช้าเขากระทืบเท้าอย่างแรง ก่อนที่ร่างของเขาจะหายลับไปในความมืดทึบของผืนป่าในทันที
บางทีเขาอาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของผลมหาโพธิสัตว์...
. . .
และหลังจากนั้นไม่นานรถม้าที่มีจางหลินนั่งอยู่ก็มาถึงเบื้องหน้าของป่าอสูรร่ำไห้
จางหลินที่สวมหน้ากากงิ้วสีขาวกระโจนลงมาจากรถมาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม เขาทอดสายตามองไปไกลภายในผืนป่า ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความลึกลับและความอันตรายที่มองไม่เห็น
มีข่าวคราวที่เลวร้ายมากมายที่เกี่ยวข้องกับป่าอสูรร่ำไห้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆของเมืองหยางโจวก็ยังไม่สามารถรอดชีวิตออกมาได้หากได้ย่างกรายเข้าไป
นั่นแสดงให้เห็นว่าป่าอสูรร่ำไห้นั่นอันตรายเพียงใด
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจข่าวลือนั้นแม้แต่น้อย ในตอนนี้ชีวิตของจางหยินเซียวกำลังตกอยู่ในอันตราย หากเขาไม่สามารถรับผลมหาโพธิสัตว์กลับมาได้ เกรงว่าคงยากที่จะหาวิธีที่จะทำให้ต้นกำเนิดพลังชีวิตของจางหยินเซียวถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง
หานชิวหงเดินมาถามจางหลินว่า “ท่านอาจารย์ ท่านต้องการให้พวกเราไปกับท่านหรือไม่?”
แต่จางหลินกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่จำเป็น ข้าจะไปด้วยตัวคนเดียว พวกเจ้าเพียงแค่กลับไปยังกลุ่มและจัดการทุกอย่างให้เหมือนเป็นปกติ”
“ขอรับ” หานชิวหงรับคำสั่งโดยการโค้งคำนับ
ด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาภายใต้หน้ากากงิ้วของจางหลินเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ‘ผลมหาโพธิสัตว์...ข้ากำลังไป!’
เมื่อกล่าวจบก็ปรากฏกระแสลม พร้อมกับร่างของจางหลินที่ตรงไปยังต้นไม้ใหญ่และกระโจนผ่านกิ่งไม้ด้วยความเชี่ยวชาญและคล่องแคล่ว
หานชิวหงจ้องมองแผ่นหลังที่จากไปด้วยแววตาที่สั่นไหว “ท่านอาจารย์… ระวังตัวด้วย”
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ขึ้นรถม้าและกลับไปยังกลุ่มทหารรับจ้างหลานเฟิง
โดยที่หารู้ไม่ว่าทันทีที่รถม้าของหานชิวหงกลับไปยังเส้นทางเดิม ก็มีร่างของชายผู้หนึ่งที่หลบซ่อนอยู่หลังรถม้าคันหนึ่งจ้องมองไปยังทิศทางที่จางหลินหายไป
นั่นคือหยางเซี่ยที่ติดตามการเคลื่อนไหวของรถม้าจางหลินมาตลอดทั้งเส้นทาง
หากเป็นสถานการณ์ปกติมันคงไม่มีทางปล่อยให้หานชิวหงกลับไปง่ายๆอย่างแน่นอน
แต่ด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน มันจึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม เพราะมันรู้ดีว่าหากปรมาจารย์ซูหยานรับรู้ว่ามันยังคงอยู่ในเมืองหยางโจวในช่วงเวลาที่ตระกูลจางถูกล้างบาง มันอาจจะถูกค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน นั่นอาจจะนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้มันสูญเสียความไว้วางใจต่อปรมาจารย์ซูหยานไปตลอดกาล
เมื่อเห็นคนทั้งสี่เข้าสู่สถานที่ที่อันตรายถึงเพียงนี้ หยางเซี่ยอดไม่ได้ที่จะลูบคางและครุ่นคิด
[ราชองครักษ์แห่งแคว้นฉู่...]
[ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งสำนักจักรพรรดิดารา...]
[ไหนจะชายสวมหน้ากากงิ้วผู้นั้น...]
[พวกมันเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน...นี่มันผิดปกติเกินไป]
คิ้วของหยางเซี่ยชนกัน การเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของบุคคลที่แข็งแกร่งทั้งสามกลุ่มนี้ยิ่งทำให้มันอดไม่ได้ที่จะสงสัยมากยิ่งขึ้น ว่าแท้จริงแล้วอะไรทำให้พวกเขาถูกดึงดูดมาที่ป่าแห่งนี้ในเวลาเดียวกัน?
จู่ๆ ดวงตาของมันก็สว่างจ้าขึ้นมา “ปะ-เป็นไปได้ไหมว่า...พวกเขามาตามหาสมบัติภายในป่าผืนนี้?”
มันไม่สามารถหาคำตอบที่สมเหตุสมผลได้มากกว่านี้อีกแล้ว การที่จู่ๆสถานที่แห่งหนึ่งจะดึงดูดบุคคลที่แข็งแกร่งในระดับนั้นมารวมตัวกันย่อมมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น…
นั่นคือสมบัติ!
ไม่ว่าสมบัตินั้นจะเป็นอะไร แต่อย่างน้อยมันสามารถดึงดูดความสนใจของราชวงศ์ได้ มันคงไม่ใช่สมบัติธรรมดาที่สามารถตามหาได้ในแคว้นฉู่อย่างแน่นอน
มุมปากที่ราบเรียบของหยางเซี่ยค่อยๆขดเป็นรอยยิ้มลึกลับ “หากป่าผืนนี้มีสมบัติระดับสูงซ่อนอยู่จริงๆ บางทีข้าอาจจะลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง หากข้าพบเจอสิ่งของล้ำค่าจากป่าผืนนี้ท่านอาจารย์จะต้องภูมิใจในตัวข้าอย่างแน่นอน!”
ในตอนนี้จุดประสงค์ของมันได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการตามหาตัวตนที่แท้จริงของชายหน้ากากงิ้ว กลับกลายเป็นตามหาสิ่งที่บุคคลสำคัญของราชวงศ์กำลังตามหาอีกที
ดวงตาของมันฉายให้เห็นถึงความโลภ ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้ไปยังทิศทางเดียวกันกับที่จางหลินเดินเข้าไปเมื่อครู่นี้...