“เฮอะ” มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ“เขาอยากจะขอร้องฉันแทบตายแต่นายดูสิว่าเขากล้าเหยียบย่างเข้าประตูบริษัทซื่อลี่หรือเปล่า”
จี้ทิงมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยพลางนึกในใจ [จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มนิสัยเสียอีกแล้ว แกล้งทำเป็นฟอร์มจัดอีกแล้ว]
ปลายหูของจี้เยี่ยนจื๋อร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเขากำลังจะอ้าปากด่า แต่อีกฝ่ายกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ผมว่าแล้วเชียวว่าพี่คงไม่รับปากเขา ผมก็เลยไปถามสวีเหรินมาแล้วเขาบอกว่าเรื่องโปรแกรมดักฟังนั่น... เขาพอจะลองทำดูได้”
“สวีเหริน?” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วก่อนจะปั้นหน้ายักษ์“ถ้าฉันไม่อนุญาต เขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำงานให้ลู่เหยียนชู”
จี้ทิงแสดงสีหน้าสงสัย“ทำไมล่ะครับ?”
“สวีเหรินเริ่มงานกับฉันก่อน ถึงจะยังไม่ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการแต่ระหว่างฉันกับเขาก็ถือว่ามีฐานะนายจ้างกับลูกจ้างกันแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อกอดอก พลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “พูดง่ายๆคือตอนนี้ฉันเป็นเจ้านายของเขา ถ้าอยากจะทำอะไรมันก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากฉันก่อน”
ความรู้สึกระอาใจสายหนึ่งผุดขึ้นในอกของจี้ทิงทว่าเพียงแค่ขยับริมฝีปากจะเอ่ยโต้ตอบ เสียงท้องร้อง‘โครก’ ยาวๆ ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
เขาก้มลงมองท้องตัวเองจี้เยี่ยนจื๋อจึงหัวเราะออกมา “ทำไมอยู่กับลู่เหยียนชูตั้งนานสองนาน แต่กลับไม่มีปัญญาหาข้าวมากินหรือไง?”
“ผม...”
จิ้งยังไม่ทันพูดจบจี้เยี่ยนจื๋อก็ลุกขึ้นจากโซฟา “ผมอะไรของนายไปกินข้าวซะ!”
จากนั้นทั้งสองก็เดินตามกันไปยังห้องอาหารก่อนที่อาหารจะขึ้นโต๊ะ จี้ทิงก็หาจังหวะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
ลู่เหยียนชู: [จี้ทิง ถึงบ้านหรือยัง?]
จี้ทิงตอบกลับไปว่า‘อืม’ จากนั้นก็กดออกจากบทสนทนาแล้วส่งข้อความหาสวีเหรินแทน: [สวีเหริน นายอยู่ที่ห้องแล็บหรือเปล่า?]
ไม่ถึงครึ่งนาทีสวีเหรินก็ตอบกลับมา [อาจารย์จี้ ผมกำลังส่งเอกสารการทดลองให้อาจารย์อยู่ครับ]
จี้ทิงพิมพ์ตัวอักษรลงไปไม่กี่คำทว่าคิดดูอีกทีเขาก็ลบทิ้งเสีย เรื่องนี้พูดยาวๆ ผ่านข้อความคงไม่จบไว้คุยกันทีหลังน่าจะดีกว่า
จี้ทิง: [ถ้าคุณว่าง อีกครึ่งชั่วโมงผมจะโทรหานะ]
สวีเหรินส่งสติกเกอร์รูปดีใจกลับมาทันควัน
“นายกำลังส่งข่าวให้ลู่เหยียนชูงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
จี้ทิงเงยหน้าสบตาแล้วตอบตามความจริง“เปล่าครับ เขาแค่ถามว่าผมถึงบ้านหรือยัง”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงในลำคอ“ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะลู่เหยียนชูคนนั้นภายนอกดูสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเทพบุตรแต่ข้างในเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอย่าให้เขาแค่ส่งยิ้มให้ไม่กี่ทีก็ยอมไปถวายหัวทำงานให้เขาล่ะ”
คิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อยเขาถามออกไปตรงๆ ด้วยความสงสัย “พี่ประเมินเขาแบบนี้เป็นเพราะพี่เคยเสียท่าให้เขามาก่อนเหรอครับ?”
“ฉันเนี่ยนะจะเสียท่าให้ลู่เหยียนชู!” จี้เยี่ยนจื๋อขึ้นเสียงสูงขึ้นสองระดับ“เขามีค่าคู่ควรพอเหรอ สมองอย่างเขาน่ะมีปัญญาทำได้งั้นเหรอ!”
จี้ทิงพยักหน้าเงียบๆในใจ [ดูท่าจะเคยจริงๆ ด้วยสินะ มิน่าล่ะจี้เยี่ยนจื๋อถึงอยากจะเอาคืนนัก]
เมื่อสิ้นความคิดนั้นร่างของจี้ทิงก็พลันชะงักงันไปชั่วขณะกระทั่งคำพูดที่จี้เยี่ยนจื๋อพ่นออกมาหลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้ยินมันอีกเลย
เมื่อกี้...เขาสามารถแยกแยะได้แล้วว่าคนอื่นกำลังพูดประชดประชันอยู่เขารับรู้ได้โดยไม่ต้องลังเล ไม่ต้องวิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้าแต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณล้วนๆ
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้ามองไปยังจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาพร่าเลือน [หรือว่าจะเป็นเพราะเขาจริงๆที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนปกติได้?]
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่จู่ๆก็เงียบเสียงลง ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อยคิ้วที่ขมวดมุ่นแสดงถึงความไม่เข้าใจอย่างชัดเจน
หมายความว่ายังไงกลายเป็นคนปกติงั้นเหรอ นี่ที่ผ่านมาจี้ทิงมองว่าตัวเองไม่ปกติอย่างนั้นเหรอ?
ทั้งสองตกอยู่ในห้วงความคิดอันสับสนพร้อมๆกัน ทันใดนั้น พ่อบ้านก็เดินเข้ามาที่โต๊ะ “คุณชายใหญ่ให้จัดโต๊ะเสิร์ฟอาหารเลยไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อได้สติทว่าหัวคิ้วยังคงขมวดเป็นปม “อืม”
จี้เยี่ยนจื๋อมองจี้ทิงแวบหนึ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งค้างคล้ายติดอยู่ในวังวนของคำถามเมื่อครู่เขาจึงละสายตาลงและเลือกที่จะไม่พูดอะไร
หลังมื้ออาหารจบลงจี้ทิงก็กลับมามีท่าทีสงบนิ่งดังเดิม
เมื่อเห็นจี้เยี่ยนจื๋อวางตะเกียบลงเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “พรุ่งนี้เป็นวันหยุดลู่เหยียนชูจะไปหาสวีเหริน พี่จะไปด้วยไหมครับ?”
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อขรึมตึงขึ้นมาทันที“นายเห็นคำพูดของฉันเป็นแค่ลมปากหรือไง?”
“ผมถึงได้ถามพี่ไงครับ เพราะถ้าพี่ไปลู่เหยียนชูก็จะได้ขอร้องพี่ต่อหน้าได้เลย” จี้ทิงดูเหมือนจะเริ่มหาวิธีรับมือกับอีกฝ่ายได้แล้ว
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบเขาเดินลุกออกจากโต๊ะอาหารไป ทว่าก่อนจะพ้นจากห้องเขาก็ทิ้งคำพูดเย็นชาไว้ประโยคหนึ่ง “ดูอารมณ์ฉันก่อนแล้วกัน”
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะลากไส้ไอ้สายลับนั่นออกมาเขาคงไม่สนความเป็นความตายของลู่เหยียนชูหรอก
จี้ทิงพอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายน่าจะตอบตกลงจึงกลับห้องไปโทรหาสวีเหริน
เมื่อสวีเหรินได้ยินว่าโปรแกรมดักฟังจะใช้ชื่อของเขาเป็นคนทำแม้จะรู้สึกผิดและละอายใจอยู่บ้างแต่ก็ตอบตกลงทันทีทว่าพอได้ยินว่าคนที่จะให้ใช้คือลู่เหยียนชู สมองของเขาก็ถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ“ใคร... ใครนะครับ ลู่... ลู่เหยียนชูงั้นเหรอดาราดังคนนั้นน่ะเหรอครับ?”
“อืม”
สวีเหรินกลืนน้ำลายอึกใหญ่“อาจารย์จี้ ไปรู้จักเขาได้ยังไงครับเนี่ย”
จี้ทิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเลือกอธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย “ลู่เหยียนชูเป็นศัตรูหัวใจของพี่ชายผมน่ะพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน”
“ฮะ?”
จี้ทิงถือว่าได้เอ่ยเตือนเพื่อดักทางล่วงหน้าแล้วเขาจึงเอ่ยต่อเรียบๆ “เพราะงั้นพรุ่งนี้ถ้าสองคนนั้นมีท่าทีแปลกๆ ใส่กัน คุณก็ทำเป็นไม่เห็นไปซะแค่ทำหน้าที่เพื่อนของผมให้ดีก็พอ”
สวีเหรินเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา“ผม... ผมจะพยายามครับ”
“อืม รบกวนด้วยนะ”
หลังจากวางสายจากสวีเหรินเขาก็กดเข้าไปในแชทของลู่เหยียนชู
ผ่านไปไม่นานหลังจากส่งข้อความอีกฝ่ายก็โทรกลับมา
“ฮัลโหล”
“จี้ทิง ฉันเห็นข้อความแล้วนะ” ลู่เหยียนชูเว้นจังหวะเล็กน้อยน้ำเสียงดูทุ้มต่ำลง “จี้เยี่ยนจื๋อคงจะว่านายเรื่องของฉันใช่ไหมขอโทษนะที่ฉันเป็นต้นเหตุทำให้นายลำบาก”
เขามองผ่านข้อความก็รู้ได้ทันทีว่าจี้ทิงคงถูกบีบบังคับเพราะด้วยนิสัยของจี้ทิงตอนนี้คงไม่มีทางหาเรื่องใส่ตัวด้วยการดึงจี้เยี่ยนจื๋อเข้ามาเกี่ยวแน่ๆ
จี้ทิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นเขาแค่ถามว่า “งั้นพรุ่งนี้ที่ต้องเจอกัน คุณ...”
“วางใจเถอะ” ลู่เหยียนชูหัวเราะเบาๆ “ในเมื่อมาขอร้องเขา ก็ต้องมีท่าทีแบบคนมาขอร้อง ต่อให้ต้องทำเพื่อนายฉันก็จะยอมโอนอ่อนให้จี้เยี่ยนจื๋อแล้วกัน”
บรรยากาศในคำพูดนั้นดูแปลกประหลาดไปบ้างทว่าจี้ทิงกลับไม่ได้รู้สึกถึงมัน “อืมงั้นเจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“เจอกันพรุ่งนี้ ฝันดีนะ”
เมื่อประสานงานทั้งสามฝ่ายเสร็จสิ้นก็เหลือเพียงจี้เยี่ยนจื๋อเท่านั้น
จี้ทิงนั่งนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้หนึ่งนาที ก่อนจะล้มเลิกความคิดที่จะเดินลงไปหาคนข้างล่าง
...
เวลา10.00น. ลู่เหยียนชูส่งโลเคชั่นมาให้ เป็นคลับส่วนตัวที่ชื่อว่า ‘แชนทิลลี’
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์เดินลงมาข้างล่างจนถึงหน้าห้องของจี้เยี่ยนจื๋อ
เขาเคาะประตูสองครั้งครู่ใหญ่ประตูจึงเปิดออก
จี้เยี่ยนจื๋อยืนอยู่หลังบานประตูทั้งที่รู้ดีว่าจี้ทิงมาหาเพราะเรื่องอะไร แต่เขาก็ยังคงปั้นหน้านิ่งถามไปว่า“มีอะไรก็รีบพูดมา”
จี้ทิงมองสำรวจใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไปว่า “วันนี้พี่อารมณ์ดีไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยพร้อมแค่นเสียง‘ฮึ’ “ก็พอใช้ได้”
สิ้นคำนั้นจี้ทิงก็ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ตอนนี้เวลาสิบโมงสิบสามนาที”
พูดจบเขาก็เงยหน้าสบตากับจี้เยี่ยนจื๋อ “เราต้องไปรับสวีเหรินที่มหาวิทยาลัยด้วยเพราะงั้นเราต้องออกเดินทางก่อน ผมให้เวลาพี่สิบห้านาทีในการเปลี่ยนชุดแล้วผมจะไปรอที่ข้างล่างนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อ"..."