ย้อนชะตา กลับมาเริศ

    ตอนที่ 31 ท่องเที่ยวโลกโบราณ

            ไป๋ชิงเดินทางเข้าเขตเมืองแห่งหนึ่ง อาคารบ้านเรือนล้วนเป็นไม้ เรียบง่าย แต่ดูมีอารายธรรม นางเดินเล่นพลางมองดูสิ่งก่อสร้างเหมือนมาเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์สถาน ผู้คนเดินกันขวักไขว่ไม่สนใจนางที่เป็นหนุ่มน้อยเจ้าสำอาง

            สถานที่แรกที่นางแวะคือเหลาอาหารที่ใหญ่โตที่สุดในเมือง หลังจากเดินสำรวจไปรอบๆ มาแล้ว 1 รอบจึงเลือกเข้าเหลาแห่งนี้เพราะการตกแต่งสวยงามวิจิตรบรรจงดูแล้วน่าจะเจริญอาหาร เงินทองของไป๋ชิงมีมากมายในมิติ ทั้งของตนเองและของตงเฟยให้มาเป็นสิบหีบ นางเพียงใช้จิตสั่งการให้เงินทองออกมาอยู่ในถุงเงินที่เอวนางเท่านั้น จึงไม่เกี่ยงราคาเดินเข้ามาในเหลาแห่งนี้ด้วยอยากลิ้มลองอาหารดูว่าจะรสเริศเช่นการตกแต่งหรือไม่

            ไป๋ชิงสั่งอาหารขึ้นชื่อของเหลามา 4-5 อย่าง นางชิมอย่างละนิดและเก็บเข้ามิติก่อนหยิบออกมาใหม่ ในมิติหากมีของชิ้นหนึ่งในนั้นแล้วสามารถหยิบสิ่งนั้นออกมาใช้ได้เรื่อยๆ เหมือนก๊อปปี้ออกมาเท่านั้นอีกทั้งอาหารก็ไม่เน่าเปื่อย ไป๋ชิงจึงชอบเก็บสิ่งที่ชอบเข้าไป เผื่อหยิบออกมาใช้ได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะอาหาร

            เมื่อทานอิ่มหนำสำราญแล้ว ไป๋ชิงอยากขี่ม้าท่องเที่ยวไปยังเมืองถัดไป จึงสอบถามเสี่ยวเอ้อให้ช่วยแนะนำที่ขายม้าพันธุ์ดีให้ นางเบื่อใช้วิชาตัวเบาแล้ว แม้จะว่องไวแต่ก็ใช้พลังงานพอสมควร เมื่อทราบที่ขายม้า นางก็เดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจ ในระหว่างทางนางเจอคนโดนรุมทำร้ายจึงเข้าไปช่วยเหลือ จนคนที่รุมผู้อื่นเหล่านั้นแตกกระเจิงหนีหายไปคนละทิศละทาง คนที่โดนรุมทำร้ายเป็นเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ หน้าตามอมแมมแต่งกายขาดวิ่นจนไป๋ชิงสงสาร นางพาเขาไปที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ สั่งอาหารให้ทานและหาซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ เขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในโรงเตี๊ยมจนสะอาดสะอ้านแล้วเดินลงมา ทำเอาไป๋ชิงตะลึง ที่เด็กผู้นี้ดูไม่เหมือนที่เจอครั้งแรก ผิวพรรณดูเป็นคุณชายน้อยตระกูลใหญ่เลยทีเดียว

    แต่บาดแผลที่แขนเป็นทางยาวนั่นทำให้ไป๋ชิงสงสัยในตัวเขา เหตุใดเด็กแค่นี้จึงมีรอยดาบฟาดฟันจนเป็นแผลยาวเช่นนี้ นางแอบหยดเลือดของตนลงในน้ำชาแล้วยื่นให้เขาเมื่อเขาเดินตรงมาหานาง เพื่อช่วยรักษาร่างกายให้เขาแข็งแรงขึ้นไม่โดนรังแกอีก

            เมื่อช่วยเหลือเสร็จแล้วไป๋ชิงก็ลุกขึ้นเพื่อจะไปโรงค้าม้าอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่อยู่ดีๆ เด็กชายผู้นั้นกลับคุกเข่าลงก้มคำนับนาง

            "เจ้าทำอันใด ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นะ"

            ไป๋ชิงรีบร้องห้ามเขาไม่ให้คุกเข่าเช่นนี้

            "ข้าติดหนี้บุญคุณท่าน ตัวข้าเองไม่มีที่ไป ไร้ญาติขาดมิตร ขอติดตามท่านได้หรือไม่ขอรับ"

            ไป๋ชิงตกใจที่เด็กคนนี้ขอติดตามเช่นนี้ นางเองอยากเดินทางท่องโลกโบราณนี้คนเดียว แต่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจเด็กคนนี้ ใจหนึ่งก็สงสารกลัวเขาถูกรังแกอีก หากเดินทางไปด้วยกัน ทางข้างหน้าอาจมีคนอยากรับเลี้ยงดูแลเด็กค่อยฝากฝังผู้อื่นอีกทีแล้วกัน ไป๋ชิงคิดในใจ

            สุดท้ายไป๋ชิงซื้อม้ามา 2 ตัว ด้วยเด็กคนนี้บอกว่าขี่ม้าเป็น และบอกว่าเขาชื่อ ฟางอี้ นางจึงให้เขาขี่คนละตัวกับนางเผื่อต้องแยกย้ายจากกันไป ในตอนแรกนางไม่คิดว่าเด็กอายุเท่านี้จะขี่ม้าเป็นแล้วจึงตั้งใจจะซื้อเพียงตัวเดียวแต่เด็กคนนี้บอกว่าเขาขี่ได้สบายมากนางจึงตัดสินใจซื้อให้เขาและหากระเป๋าสัมภาระมาไว้ตรงบั้นท้ายม้าคนละตัวใส่กระโจมพักผ่อนไว้คนละอันซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ตงเฟยเคยใช้ รวมทั้งเสื้อผ้ารองเท้าสำรองให้เด็กชายส่วนของนางมีในมิติมากมาย

            "ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าท่องเที่ยวไปก่อน หากเจ้าพบเจอใครที่ต้องการเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมค่อยแยกจากกันดีหรือไม่"

            ฟางอี้ พยักหน้ารับคำอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

            "เช่นนั้นไปเมืองถัดไปกันเถอะ"

            พูดจบไป๋ชิงก็กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างลืมตัวว่าฟางอี้ตัวยังไม่สูงมากกลัวขึ้นหลังม้าไม่ได้ นางกำลังจะลงไปอุ้มเขาขึ้นหลังม้า ก็เห็นเขาเหมือนใช้วิชาตัวเบาดันตนเองกระโดดเหยียบที่พักเท้าขึ้นไปอย่างรวดเร็วคล่องแคล้วไป๋ชิงอ้าปากค้างมองอย่างตะลึง แล้วเหตุใดตอนโดนรังแกไม่ใช้วิชาตัวเบาหลบหนีเล่า ไป๋ชิงคิดในใจ

            "ท่านเป็นอันใดขอรับ ใยมองหน้าข้าเช่นนี้"

            "ข้าแค่แปลกใจที่เจ้ามีวิชาตัวเบา เหตุใดไม่ใช้หลบหนีคนที่มารุมทำร้ายเจ้าเล่า"

            "ข้ามัวตกใจจนลืมตัวขอรับเลยหลบหนีไม่ทัน"

            ไป๋ชิงอึ้งไปอีกกับคำตอบ เด็กก็คือเด็กสินะ แม้จะเก่งกาจแต่หากควบคุมสติไม่อยู่ก็พลาดพลั้งได้

            "ไปกันเถอะเดี๋ยวจะถึงเมืองถัดไปมืดค่ำเกินไป"

            ไป๋ชิงบอกฟางอี้น้อยพลางขยับขากระแทกสีข้างม้าให้เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ฟางอี้เองก็คล่องแคล่วว่องไวรีบขี่ม้าตามมาติดๆ อย่างร่าเริง

            ทางด้านตงเฟยเมื่อไป๋ชิงไม่อยู่ก็อารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด พาลพาโลผู้อื่นไปทั่ว จนไม่มีใครกล้าสู้หน้า เรื่องที่ไป๋ชิงหายไปทุกคนต่างรับรู้พร้อมกันจนหลายคนต่างงุนงงว่านางทำอย่างไรให้พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่านางแอบออกไปจากสำนักแล้ว ช่างแนบเนียนยิ่งนัก

    กงลี่เองเมื่อรู้ว่าไป๋ชิงหายไปนางก็ไม่ทุกข์ร้อนอันใด เพียงแปลกใจที่เห็นตงเฟยมีอาการโมโหร้ายใส่นางและพาลไม่อยากพบหน้านาง ทั้งไล่นางไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามในห้องทำงานอีกด้วย จนนางต้องไปฟ้องบิดาให้จัดการเขา

            เมื่อเจ้าสำนักวิหคถูกลูกสาวขอร้องให้ตักเตือนว่าที่ลูกเขย เขาจึงต้องจำใจมาพูดกับตงเฟย ทั้งที่รับรู้ว่าตงเฟยอารมณ์ไม่ดีมาหลายวันแล้ว

            "เจ้าเป็นอันใดเหตุใดถึงทำร้ายจิตใจกงลี่เช่นนั้น นางแค่หวังดีกับเจ้าจึงมาคอยปรนนิบัตรดูแล ทำไมเจ้าถึงไล่นางไปเช่นนั้น"

            "เพราะนางทำให้ว่าที่ภรรยาข้าหนีไป"

            "กงลี่ก็เป็นว่าที่ภรรยาเจ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดบอกว่านางทำว่าที่ภรรยาเจ้าหนีไปล่ะ"

            "กงลี่นางไม่ใช่ว่าที่ภรรยาข้า ท่านพ่อเพียงทาบทามยังไม่มีหนังสือหมั้นหมายหรือแลกเทียบใบชะตาใดๆ จะมากล่าวอ้างว่าข้ากับนางหมั้นหมายกันได้อย่างไร ไป๋ชิงนางจากข้าไปเพราะกงลี่ทำให้นางเข้าใจผิดว่าเป็นว่าที่ภรรยาข้า จะไม่ให้ข้าโมโหนางได้อย่างไร"

            เจ้าสำนักวิหคอึ้งไปกับคำตอบของตงเฟยที่บอกว่าไป๋ชิงคือว่าที่ภรรยาเขา แต่ก็ยังไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

            "แล้วเจ้ากับเด็กไป๋ชิงนั่นหมั้นหมายกันแล้วรึถึงบอกว่านางเป็นว่าที่ภรรยา"

            "นางกับข้าเข้าหอกันแล้ว ข้าพานางมาอยู่ที่สำนักนี้ในฐานะว่าที่ภรรยาข้า ทุกคนต่างรู้ความสัมพันธ์ของเรา ข้าเพียงรอให้นางอายุครบ 15 ปีเท่านั้นจึงจะตบแต่งนาง แต่พอพวกท่านมา นางก็หนีข้าไป"

            พูดจบตงเฟยก็เดินหนีไปอย่างอารมณ์เสีย เขาสั่งการให้ลูกน้องทุกแห่งตามหานางโดยวาดภาพเหมือนให้ทุกคนไปแจกจ่ายกันแต่ละหัวเมือง แต่เขาหารู้ไม่ว่านางแต่งตัวเป็นชาย เอาภาพหญิงสาวไปตามหาเช่นนี้คงไม่มีทางเจอ