ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 ราชาโอสถนิรันดร์ (2)

            “ซากวิชาของศาสตร์การหลอมแกนพลังภายในและการหลอมยายังคงตกค้างมาจนถึงปัจจุบันนี้การฝึกฝนหลอมแกนพลังภายใน อันที่จริงก็คือการ ‘บำเพ็ญเพียร’ ที่เป็นแก่นของการฝึกตนทุกรูปแบบหรือจะให้อธิบายให้ละเอียดก็คือการฝึกบำเพ็ญด้วยความพากเพียรอดทนเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังโดยการหลอมแกนพลังภายในขึ้นมานั้นจะต้องเริ่มจากขั้นเลี่ยนชี่ จู้จี จนเกิดเป็นแก่นพลังแท้จริงที่เรียกว่า ‘จินตัน’แต่ว่าการบำเพ็ญเพียรนี้ ปัจจุบันก็ยังมีชื่อเรียกอยู่อีกชื่อหนึ่ง ก็คือ‘บำเพ็ญสัจจะ’ อันที่จริง ทั้ง ‘เพียร’ และ ‘สัจจะ’ เหมือนจะคล้ายกันแต่ก็แตกต่างกัน จุดมุ่งหมายของการบำเพ็ญเพียรก็คือการหลอมแกนพลังจนเกิดเป็นจินตันส่วนบำเพ็ญสัจจะ หากอธิบายตามศาสตร์ของลัทธิเต๋าแล้ว มีอยู่ด้วยกันสองคำอธิบายอย่างแรกก็คือรูปสัจจะ อีกอย่างก็คือนามสัจจะ...”

            ดวงตาสวีหยางอี้แวววาวขึ้นมารำไรเทียนเต้าไม่เคยบอกข้อมูลพวกนี้ละเอียดขนาดนี้

            “หรือก็คือสัจจะ คือความจริงแท้ หมายความถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวฉันงั้นเหรอ?ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาตอนที่ตัวเองจะทำอะไรสักอย่างงั้นเหรอ?ความปรารถนาแรกเริ่มของตัวเองงั้นเหรอ?” สวีหยางอี้บ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอาตัวทาบไปที่ประตูห้องใต้ดิน“ตัวตนที่แท้จริงของผู้ฝึกตนบางคนอาจเป็นความยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม แต่สำหรับตัวตนที่แท้จริงของผู้ฝึกตนบางคนก็คือการทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและนั่นก็คือตัวตนที่แท้จริงของฉันด้วยเช่นกัน...”

            โจวถิงถิงมองสีหน้าที่ไร้แววหงุดหงิดแต่กำลังครุ่นคิดอยู่อย่างหนักหน่วงของสวีหยางอี้ ก่อนจะพูดขึ้นต่อด้วยเสียงบางแผ่ว“แต่ว่าเหล่านักวิชาการในปัจจุบันต่างบอกว่าทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน แค่เรียกต่างกันเฉยๆนักวิชาการบอกว่า ‘เพียร’ หมายถึง ความเพียรที่จะยืนหยัดในวิถีของตน ส่วน ‘สัจจะ’ ก็คือความซื่อตรงและยืนหยัดในตัวตนที่แท้จริงของตนและทั้งสองต่างก็มีนัยยะแฝงไปในทางเดียวกันคือยืนหยัดไปข้างหน้าแต่ว่าก็มีการถกเถียงเรื่องคำนิยามของสองคำนี้มาหลายพันปีแล้ว...”

            “แล้วก็...”เธอเม้มปากลง ก่อนพูดขึ้นต่อ “มีข่าวลือว่าคัมภีร์โจมอี้ชันถงชี่ในสมัยนั้นหรืออีกชื่อก็คือคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ แท้จริงแล้วมีอยู่สองฉบับ...ฉบับที่ตกทอดมานั้นคือฉบับธรรมดาที่ไว้ให้มนุษย์ธรรมดาได้ศึกษา โดยมีเว่ยปั๋วหยางเป็นปรมาจารย์สูงสุดของศาสตร์วิชาการหลอมยาแห่งลัทธิเต๋าส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นฉบับสำหรับฝึกฝนวิชายุทธเวท ซึ่งคาดว่าน่าจะสลักบนวัตถุอะไรสักอย่าง...ว่ากันว่าเทพจางเทียนซือ นามเดิมจางฟูฮั่น ฉายาทางธรรมคือจางเต้าหลิงเป็นผู้คิดค้นปลุกเสกขึ้นมา โดยชื่อคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้ท่านคุรุเทพจางเทียนซือเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง...”

            สวีหยางอี้หันขวับไปมองโจวถิงถิงทำเอาเธอตกใจจนสะดุ้งโหยงและรีบถอยหลังกรูดยกมือขึ้นมาปัดป้องทันที “ก็แค่เป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมาปากต่อปากคุณก็รู้ดีว่าข่าวที่ประโคมประกาศกันอยู่ทุกวันไม่มีข่าวไหนเป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก!”

            ผ่านไปสักพัก สวีหยางอี้จึงผละสายตาออกจากอีกฝ่าย

            คำพูดของเธอเมื่อครู่ทำเอาหัวใจเขาเต้นระรัวขึ้นอย่างฉับพลัน

            กล่องใบนั้นที่ติดตัวเขามาด้านในก็คือคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์งั้นเหรอ?! คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรของท่านฝู่หยุนเจินเหรินเป็นเพียงแค่ภาชนะบรรจุวิชายุทธเวทเล่มนี้งั้นเหรอ?!

            หลังจากผ่านเหตุการณ์พิศวงที่บึงบัวนั่นคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรก็มีตัวอักษรมากมายพรั่งพรูออกมาจากด้านใน ถ้าหากคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเป็นใส้สอดของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์หรือคัมภีร์โจมอี้ชันถงชี่ขึ้นมาจริงๆ งั้นมันก็คงจะเป็นของวิเศษที่สุดยอดที่สุดในยุคสมัยของการฝึกตนนี้ก็เป็นได้

            “เธอนี่น่าสนใจจริงๆ”เขากวาดสายตามองโจวถิงถิงก่อนผลักประตูห้องใต้ดิน ในเวลาเดียวกันก็ตัดสินใจขึ้นทันทีว่าหลังจากที่ออกฌานแล้วเขาจะเป็นคนชี้แนะการฝึกตนให้เธอเอง

            บางทียายเด็กจอมทะนงตนคนนี้อาจมีคุณสมบัติการฝึกตนที่ล้ำเลิศก็เป็นได้แม้จะยังอยู่คนละชั้นกับเขา แต่ว่าเธอก็พอมีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง

            ความจำดีเยี่ยมเลยทีเดียวและดูเหมือนว่าเธอจะมีความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าเหมือนในพวกข่าวซุบซิบดาราอะไรทำนองนั้น

            รอบกายเขายังขาดคนแบบนี้อยู่หากหลังจากนี้เธอได้รู้จักกับเมาปาเอ้อองค์ความรู้ของเธอจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นทวีคุณอย่างแน่นอนซึ่งจะนำพามาซึ่งประโยชน์และโอกาสในหลากหลายมิติให้แก่ตัวเขา

            เขาต้องการคนที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ในโลกผู้ฝึกตนใบนี้สักคน

            “ตึ่ง...”บานประตูด้านหลังปิดลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสวีหยางอี้ตอนนี้คือห้องที่สร้างขึ้นจากหินบลูสโตนไม่มีสิ่งของอื่นใดอยู่ในห้อง แต่ว่าด้านบนหินบลูสโตนที่อยู่รอบๆมียันต์อักขระที่คุ้นตาอยู่

            นี่คือค่ายกลดูดอณูปราณ

            คล้ายกับค่ายกลหลอมปราณรูปแบบเรียบง่ายประสิทธิภาพการใช้งานน่าจะอยู่ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของค่ายกลหลอมปราณคุณภาพต่ำแต่ข้อดีก็คือไม่จำเป็นต้องใช้หินวิญญาณ

            ปฏิกิริยาต่ออณูพลังปราณโดยรอบก็แตกต่างกับของค่ายกลหลอมปราณอย่างสิ้นเชิงค่ายกลดูดอณูปราณนี้จะทำให้เกิดหมอกไอสีขาวนวลลอยขึ้นมาจากพื้นดิน หากคนธรรมดาเข้ามาในห้องนี้ก็จะรู้สึกสบายตัว อาการเจ็บไข้หายไป แต่สำหรับผู้ฝึกตนอัจฉริยะอย่างสวีหยางอี้ มันส่งผลให้บาดแผลตามตัวเขาก่อนหน้านี้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            เขานั่งขัดสมาธิลงเงียบๆองค์ความรู้ของวิชาวรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าทั้งหมดผุดขึ้นมาในห้วงสมองทันทีความรู้สึกนึกคิดค่อยๆ จมดิ่งลงไปในบ่อน้ำพุร้อนแห่งอณูปราณความรู้สึกผ่อนคลายเริ่มแทรกซึมเข้าตามรูขุมขน

            เขาคืออัจฉริยะแต่ตัวเขาก็รู้ดีว่าโลกใบนี้สร้างเหล่าอัจฉริยะขึ้นมาแล้วมากมาย

            การที่เมี่ยรื่อได้รับขนานนามว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่เหนือกว่าเหล่าอัจฉริยะไม่ใช่เพราะเขามีข้อได้เปรียบกว่าเหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆแต่เขามีความเพียรพยายามมากกว่ามนุษย์ทั่วไปจนสามารถบรรลุขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์ได้และยืนหยัดในเส้นทางของตนมาจนถึงปัจจุบัน

            เก่งและยืนหยัดต่อไปได้ถึงจะเป็นคุณสมบัติของอัจฉริยะที่แท้จริงเพราะในประวัติศาสตร์ของประเทศหวาซย่ามีพวกอัจฉริยะที่ท่าดีทีเหลวอยู่ไม่น้อย

            สิ่งแรกที่สวีหยางอี้จะทำก็คือรักษาอาการบาดเจ็บทุกจุดในร่างกายเพื่อให้มีสภาพเตรียมพร้อมต่อการฝึกวิชายุทธเวทเล่มแรกของตัวเองจากคัมภีร์โจมอี้ชันถงชี่หรืออีกชื่อก็คือ คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!

            “ตี๊ดๆๆ...”ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ภายในห้องลับห้องหนึ่งในสาขาย่อยของอี้หลินเว่ยมีแผนที่มากมายปรากฏสลับไปสลับมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่อง ในตอนนี้แผนที่ทุกแหล่งกลายเป็นสีเหลืองทั้งหมดและยังส่งเสียง “ตี๊ดๆ” ดังระงม นอกจากนี้ยังมีตัวหนังสือขนาดใหญ่แสดงขึ้นบนหน้าจออย่างเด่นชัดว่า“การแกะรอยล้มเหลว”

            ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงภายในห้องมีพนักงานสองสามคนกำลังนั่งเหงื่อตกอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะมีรังสีอาฆาตแผ่มาจากด้านหลังอยู่ตลอด

            ผู้เฒ่ายืนประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันอยู่ด้านหลังพวกเขายังคงใส่ชุดคลุมตัวยาวอยู่เหมือนเดิมเครายาวขาวโพลนกระเพื่อมอยู่ด้านหน้าหน้าอกตามแรงลมหายใจ ท่าทางดูเหมือนสบายอารมณ์แต่หลังจากเสียง “ตี๊ดๆ” ดังขึ้นสีหน้าเขาก็เยือกเย็นลงอย่างเหนือสิ่งอื่นใดเปรียบ

            “ฉันบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลาหนึ่งร้อยสิบสองปี...”น้ำเสียงพร่าแหบของเขาดังขึ้นกลางห้อง “ก่อนหน้านี้ห้าปี เพิ่งจะออกจากการเข้าฌานยี่สิบเอ็ดปี”

            สิ่งที่เขาพูดดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่คนที่นั่งอยู่ต่างไม่มีใครกล้าปริปากพูด แม้แต่เลขาฯที่อยู่ข้างๆ เขาก็ค่อยๆขยับตัวออกห่าง เหงื่อกาฬไหลซึม

            “ฉันไม่เข้าใจพวกอินเทอร์เน็ตอะไรพวกนี้แต่ว่าฉันเข้าใจอยู่หนึ่งอย่าง” เขาค่อยๆ เดินเข้าไปข้างพนักงานคนหนึ่งก่อนตบเก้าอี้ที่พนักงานคนนั้นนั่งเบาๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “หากเราไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเราก็ควรมอบหมายงานนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญใช่หรือไม่?”

            “ใช่ครับ...”พนักงานคนนั้นขานรับ แต่ไม่กล้าหันไปสบตาโดยตรง

            “แล้ว...”ผู้เฒ่าแสยะยิ้ม “พวกนายตอบแทน ‘ความเชื่อใจ’ ของฉันแบบนี้งั้นเหรอ”

            “ขออภัยด้วยครับ!!”สิ้นสุดเสียงพูด พนักงานทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นก็ลุกขึ้นพรวดขึ้นมาพร้อมกันและโค้งตัวคำนับกันอย่างพร้อมเพรียงขับให้ผู้เฒ่าที่ตัวไม่สูงมากเด่นตระหง่านขึ้นมา ราวกับหงส์กลางฝูงไก่

            หลังจากบรรยากาศนิ่งเงียบอยู่หลายวินาทีผู้เฒ่าก็เอ่ยปากพูดขึ้น “ลุกขึ้นเถอะ”

            ยังไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นแม้แต่คนเดียวผู้เฒ่าพลันแสยะยิ้มขึ้นอีกหนึ่งครั้ง ก่อนพาเลขาฯผู้ฝึกตนทั้งสามคนเดินออกจากห้องไป

            “กระ กระผม...”ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง พนักงานระดับสูงคนหนึ่งได้กัดฟันพูดขึ้น “ต้องขออภัยด้วยอย่างยิ่งขอรับแต่ว่า...”

            ผู้เฒ่าหันกลับไปมองเขาอย่างรวดเร็วเขาหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง ก่อนพยามยามพูดขึ้น “เป้าหมายที่ท่านให้หาเมื่อครู่ไม่เพียงแต่หาไม่เจอ...”

            ผู้เฒ่าก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวพนักงานยิ่งก้มหัวลงต่ำกว่าเดิม “แต่เนื่องจาก...เป้าหมายใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียงแปบเดียว ซ้ำยังเกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้... แล้วก็... คือว่า...”

            “มีคนแทรกแซงเข้ามาในระบบหลักของอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยของพวกเราข้อมูลทั้งหมดเมื่อครู่มัน...”

            “ปึ่ง!”ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างฉับพลัน

            เพิ่งออกจากประตูเมื่อครู่สีหน้าของผู้เฒ่าก็เยือกเย็นลงฉับพลัน ตอนนี้จิตสังหารอันน่าเกรงขามของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีแผ่ซ่ายออกมาทันทีทำเอาเลขาฯ ขั้นเลี่ยนชี่ทั้งสามคนแทบเข่าอ่อน

            “มีกองกำลังพร้อมปฏิบัติในอวี้หลินเว่ยในมณฑลหมิงสุ่ยอยู่กี่กอง?”

            “ท่านอาวุโสมีกองกำลังพร้อมปฏิบัติทั้งหมดสี่สิบกอง ในนั้นมีกองกำลังระดับ C อยู่ด้วย...”

            เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกน้ำเสียงอันเยือกเย็นของผู้เฒ่าพูดขึ้นแทรก“ในบรรดานั้นมีกองกำลังที่มีผู้เชี่ยวชาญการสะกดรอยอยู่กี่กอง?”

            “สามครับ”เลขาฯ รีบก้มหน้าพูดขึ้น “กองกำลังบัญชาสวรรค์ กองกำลังคราบพายุและกองกำลังราชาพยัคฆ์...”

            “ฉันต้องการกองกำลังระดับA !” ผู้เฒ่าหันกลับมาแสยะยิ้มอย่างดูถูก “ไอ้พวกสวะ แค่ตำแหน่งของรหัส IPก็หากันไม่ได้”

            “กองกำลังมังกรเร้นของหัวหน้าฉู่...”

            “ไม่ต้องพูดถึงเขา”ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเย็น “หากไม่มีใครอื่น ก็สั่งให้ทั้งสามกองกำลังนั้นส่งคนสะกดรอยที่เก่งที่สุดไปที่สาขาย่อยมณฑลหมิงสุ่ยทันที”

            “แต่ว่ากองกำลังมังกรเร้น...”

            ผู้เฒ่ามองหน้าเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์นาทีนี้ เลขาฯ ได้แต่เม้มปากก้มหน้า “ท่านอาวุโส อย่าหาว่าผมถือวิสาสะ...แต่ว่าทั้งสามกองกำลังนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจกันอยู่... เกรงว่าอีกสองเดือนคงจะรับคำสั่งได้อีกครั้ง...”

            “เอาคำสั่งของฉันไปให้พวกเขาเดี๋ยวนี้!”ผู้เฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก แววตาอาฆาตเปล่งประกายออกมาจากดวงตา “แล้วถ้าใครแพร่งพรายเรื่องวันนี้ออกไปแม้แต่นิดเดียวล่ะก็...”

            “ไม่ครับ!” “ตามประสงค์ของท่านอาวุโสครับ!”

            ผู้เฒ่าแค่นเสียงในลำคออย่างหงุดหงิดก่อนจากไป

            กองกำลังมังกรเร้นงั้นเหรอ?

            คำสั่งนี้ มีแต่คนในระดับเขาเท่านั้นที่รู้หากจะมีใครอื่นรู้... ก็น่าจะเป็นผู้ฝึกตนคนพิเศษจากรัฐบาลหวาซย่าอย่างฉู่เจาหนานแน่นอน!

            ดูจากความน่าจะเป็นแล้วน่าจะมาจากคนในองค์กรของตัวเอง!

            อีกด้านหนึ่งเกาเย่ผละนิ้วมือออกจากหน้าจอ มือสั่นระริกเล็กน้อย ก่อนหลับตาเอนตัวผิงต้นไม้พร้อมเอ่ยขึ้น“หัวหน้าฉู่ เป็นอย่างที่นายคิดจริงๆ ด้วยเมื่อครู่นี้อวี้หลินเว่ยสาขาย่อยได้พยายามใช้ระบบค้นหาตามหาเขาอย่างสุดกำลัง”

            ผู้ชายหมวกฮู้ดนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นยามวิกาลก็ไม่ปาน

            “หัวหน้าฉู่”เกาเย่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดหนึ่งมวน ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย “ปล่อยให้พวกเขาจับได้แบบนี้จะดีเหรอ?ทำแบบนี้ก็เหมือนว่านายกำลังสร้างรอยร้าวกับสาขาหลักอยู่นะเพราะพวกเราทำอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อครู่ผมออกจากระบบไม่ทัน”

            “เขาจะตายไหม”

            “ก็ไม่แน่”ชายหมวกฮู๊ดเงยหน้ามองดาวบนท้องฟ้า “หากคนอื่นเจอตัวเขา เขาคงตายแน่”

            “เป็นไปได้อย่างไร!”เกาเย่ตกใจจนยืดตัวตรง “เขา เขาเป็นถึงผู้ชนะตัวจริง! พลังไร้ขีดจำกัด!ซ้ำยังมีคัมภีร์วิชาเวทแห่งจินตัน! จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร!ใครจะกล้าทำแบบนั้นได้ลง?!”

            ผู้ชายหมวกฮู้ดเงียบไปสักพักใหญ่ก่อนจะพูดอย่างสลด “เมื่ออยู่ต่อหน้าเหตุผลบางอย่างมันไม่ใช่เรื่องของความกล้าไม่กล้า แต่มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์”

            “มีผู้ทรงอิทธิพลให้ค่าหัวตามล่าเขางั้นเหรอ?”

            “เหตุผลบางอย่าง?หรือว่าจะเป็นคัมภีร์วิชาเวทจินตันนั่น?” ตอนนี้ เกาเย่ตาลุกวาวขึ้นมาทันที “ผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นเป็นใครกัน?”

            ไม่มีใครตอบคำถามผ่านไปอีกหลายนาที ผู้ชายหมวกฮู้ดก็เปิดหมวกออกและกระโดดลงจากต้นไม้

            สายตาเขาฉายแววดุดันขึ้นมาอย่างไม่มีใครสังเกตเห็น

            ฉันรู้ดีว่านายไม่มีทางตายในสภาพนี้แน่

            ฉันยังกำราบนายไม่ลงแล้วนายจะตายไปทั้งๆ แบบนี้ได้อย่างไร?

            สามปีตลอดสามปีเต็ม ฉันตามหาข่าวของนายมาโดยตลอดแล้วฉันจะปล่อยให้คนอื่นชิงแย่งนายตัดหน้าไปได้อย่างไร?

            ฉันติดค้างหนี้บุญคุณจากนายครั้งนี้ฉันจะขอคืน!

            เวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียว เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็ผ่านไป

            ภายในห้องใต้ดินความรู้สึกแรกตอนที่สวีหยางอี้ลืมตาขึ้นมา เขารู้สึกอย่างเหนือสิ่งอื่นใดเปรียบ

            เขากำหมัดแน่นเลือดลมทั่วร่างกายสูบฉีดพลุ่งพล่าน มวลพลังมหาศาลอัดแน่นอยู่ในกล้ามเนื้อทุกมัดทั่วร่างกายของเขาก่อนหน้านี้สามปี ไม่มีผู้ใดในรุ่นกล้าเป็นศัตรูกับเขาและตอนนี้ตัวเขาเองก็ยังมีความมั่นใจแบบนั้นอยู่!