“มีผมลง พวกคุณต่างหากที่จะไม่ไหว”
และพวกเธอ…
…ก็ไม่ไหวจริงๆ
พวกเธอไม่รู้ว่าตอนนี้ วิฬาร์มีเลเวลเกือบเท่าพวกเธอแล้วและยิ่งมีพลังเวทมนตร์มาก เขาก็สามารถใช้มนตร์ได้สุรุ่ยสุร่ายมากขึ้นอีกทั้งจากความปราชัยในการประลองกลยุทธ์เวทกับโคบุตรและพิเภกจากครั้งก่อนวิฬาร์ก็ตกตะกอนความคิดมาได้ไม่น้อย การตั้งรับของเขาจึงยิ่งแข็งแกร่งมาก
แถมบวกกับความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกซิกมาที่มีต่อลูกพี่ก็ยิ่งทำให้การประสานงานของพวกเขาราบรื่นขึ้นไปอีก
พวกฑิฆัมพรรุมตีกลุ่มของวิฬาร์อยู่ครึ่งชั่วโมงอย่างเต็มกำลังทว่าไม่มีแม้สักคนที่เลือดลดเกินครึ่งหลอด ซ้ำแล้วยิ่งสู้นานกลับยิ่งแข็งแกร่ง วงดาราเวทหลากสีสันผสานกับธาตุเวทของวิฬาร์ปูจนพร่างพร่าเต็มพื้นที่ ทั้งฟื้นพลัง เสริมบัฟให้กับทุกคนอย่างเต็มกำลัง
เวทฟื้นพลังของอาเมียร์ก็ไม่ต่างกันแถมขานั้นยังเป็นมือวางอันดับสองในการบัญชาการกลุ่มรองจากวิฬาร์ด้วยการวางกลยุทธ์เขาของจึงเชื่อมต่อกับวิฬาร์ได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาทั้งห้าแทบไม่ต่างกับเรือใหญ่อันไม่มีวันโคลงเคลง
ทำให้ในช่วงหลังๆพวกเธอถึงกับเรียกคนมาเพิ่มอีกห้าคนเพื่อเร่งดาเมจ ทว่าผลสุดท้ายก็ยังเจาะการป้องกันเขาเข้าไปได้เพียงไม่กี่ครั้ง
สู้ห้าต่อสิบห้า เสมอแถมยังไม่มีใครตาย
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการประลองกันเองภายใน ทว่าสถิตินี้ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี
คราวนี้แม้แต่สมาชิกใหม่ของทีมฑิฆัมพรก็ยังสั่นสะท้าน
แต่ละคนมองวิฬาร์ด้วยสายตาระย่นย่อคำพูดถากถางที่เคยแอบนินทาพลันเก็บกลับไปอย่างเรียบสนิท ลืมเรื่องที่หลายวันก่อนโดนวิฬาร์ดูถูกก่อนเข้าป่ามายาไปจนสิ้น
เหตุเพราะคำพูดนั้นช่างจริงแท้
คนคนนี้ หากประลองแบบเอาจริงกับพวกตนนับว่าเสียเวลาของเขาอย่างยิ่ง
“เอาละ พวกคุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าทำไมการป้องกันของพวกเราถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนั้น” พอจบการประลองวิฬาร์ก็กล่าวสรุปราวกับเป็นโค้ชนักกีฬา
เมื่อมีตัวอย่างฉายให้ดูแบบเต็มตาเช่นนี้ ฝั่งของฑิฆัมพรก็ยิ่งเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น
เหตุผลหลักที่ทำให้การป้องกันของพวกเธออ่อนแอนั้นมีด้วยกันสองประการ
อย่างแรก ขาดคนบัญชาการที่เหมาะสม
และอย่างที่สอง คือความไม่ไว้ใจต่อกันและกัน
คนทั้งยี่สิบคน ล้วนเป็นสมาชิกหน้าใหม่ของกิลด์ไม่เว้นแม้แต่ฑิฆัมพรเอง พวกเขาเหล่านี้ หากจะกล่าวไป ก็เหมือนเด็กมัธยมต้นห้องคิง
แม้แต่ละคนจะใช้เวทมนตร์ได้โดดเด่นไปคนละแบบทว่าไม่มีใครที่รู้จักเวทสายอื่นได้ดีจนสามารถบัญชาการโดยรวมได้เลย เพราะแม้แต่ฑิฆัมพรที่เป็นหัวหน้าปาร์ตี้เองเธอก็รู้จักทักษะของสายอื่นเพียงระดับต้น แต่เมื่อต้องเริ่มประสานงานเวทมนตร์ระดับกลางเธอก็เริ่มคุมจังหวะไม่ทันแล้ว
ไอ้ส่วนนี้ยังไม่เท่าไหร่เหตุเพราะนี่เป็นเพียงปาร์ตี้ขนาดยี่สิบคนเรื่องราวที่ต้องดูแลก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร ความจริงแล้ว หากวางแผนล่วงหน้ากันดีๆสักหน่อย กำหนดหน้าที่รับผิดชอบให้แต่ละคนเอาไว้ จากนั้นเมื่อถึงหน้างานก็ทำตามแผน ก็ใช่ว่าจะไม่ได้
การทำแบบนั้นขอเพียงทุกคนพยายามเพิ่มขึ้นอีกคนละนิดคนละหน่อยก็ทำให้พลังการรบของทั้งทีมเพิ่มขึ้นได้มหาศาลแล้ว ต่างจากการหาผู้บัญชาการสุดเทพที่รู้จักทุกภาคส่วนของทีมมาคนหนึ่งอย่างมาก
ทว่าส่วนที่หนักที่สุดคือความเชื่อใจของกันและกัน
เหตุเพราะกลัวว่าตัวเองจะตายหรือบาดเจ็บทำให้บางครั้งเมื่อการโจมตีถึงตัว ก็จะเผลอป้องกันขึ้นมาโดยปริยายและเมื่อเจ้าตัวแบ่งสมาธิมาป้องกันตัวเอง ก็จะทำให้หน้าที่เดิมเสียจังหวะไปคนอื่นจึงต้องเข้าไปเติมส่วนนั้นแทน หรือที่แย่กว่าคือหน้าที่ตรงนั้นถูกปล่อยเบลอไปเลย
ไอ้เติมหรือเบลอครั้งสองครั้งยังไม่เท่าไหร่ทว่าหากเติมซ้ำซาก มึนซ้ำกันสิบรอบยี่สิบรอบ ระบบโดยรวมของปาร์ตี้ก็จะเริ่มรวนเดี๋ยวตรงนั้นรั่ว เดี๋ยวตรงนี้แตก ไอ้ที่เป็นระเบียบก็พลันพังทลายลง
สุดท้าย ก็ตายยกก๊วน
………………..
ผ่านมาอีกสามวัน นับตั้งแต่ฑิฆัมพรมาว่าจ้างวิฬาร์เดิมที พวกซิกมาจะต้องออกจากลงกาไปที่ค่ายทหารใหม่ แต่เมื่อมีเรื่องนี้เข้ามาแทรกการเดินทางจึงถูกเลื่อนออกไป
เหตุเพราะตอนนี้ค่ายทหารใหม่ก็ยังไม่เรียบร้อยดีนักหากไปรอที่โน่น ก็คงได้แต่ตีมอนฯ อัปเลเวลไปพลาง จึงถือโอกาสนี้ฝึกฝีมือพวกเขาด้วยการให้ซ้อมมือกับปาร์ตี้ของฑิฆัมพรไปด้วย
ตอนนี้การประสานงานของฝั่งฑิฆัมพรก็ดีขึ้นอีกเล็กน้อยเนื่องจากได้รับการชี้แนะจากวิฬาร์หลายเรื่อง รวมถึงการใช้ทักษะของแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นมาช่วงหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมีความกังวลอยู่ดีแถมยังมีเรื่องให้คิดเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่องด้วย
ในการประลองช่วงสามวันที่ผ่านมา มีสองสามครั้งที่วิฬาร์เข้ามาช่วยคุมกระบวนทัพของพวกเธอสิบคนโดยให้พวกซิกมา และสมาชิกที่เหลือของฝั่งเธอสลับกันรุมโจมตี เพื่อจำลองสถานการณ์ฝ่าด่านฝูงสัตว์อสูรในดันเจี้ยน
และผลที่ได้เมื่อเทียบกับตอนที่ปาร์ตี้ของเธอจัดการเรื่องราวทั้งหมดกันเองนั้น…
…ช่างแตกต่างราวหิ่งห้อยกับพระอาทิตย์!
หมอนี่ทำงานได้ดีเกินไปแล้ว ไอ้จะยกเลิกภารกิจรึก็ทำกับเฉือนเนื้อตัวเอง แต่จะให้ทำต่อ ก็ยังเหมือนทำร้ายตัวเองอีก ฑิฆัมพรรู้สึกอับจนหนทางสุดท้ายจึงได้แต่กัดฟัน พยายามตักตวงความรู้และประสบการณ์ที่วิฬาร์สอนเพื่อที่ว่าสักวันหนึ่ง เธอจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหมอนี่
แต่ฝึกกันมานานขนาดนี้ อีกปัญหาหนึ่งที่เธอกำลังกังวลมากกว่าเรื่องวิฬาร์ก็คือฝีมือของพวกเธอตอนนี้ เพียงพอกับการฝ่าด่านสัตว์อสูรแล้วหรือไม่
ฝึกฝนกันสามวันสามคืน แม้มีการพัฒนาขึ้นแต่ใช่ว่าจะรวดเร็วปรู๊ดปร๊าด หากตีเป็นตัวเลข เธอเชื่อว่าอยู่ในหลักไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ตอนนี้พวกเธอเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่กำลังอัปเดตซอฟต์แวร์ตัวใหม่ เพื่อปรับปรุงให้ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
แน่นอนว่ามันย่อมจะดีขึ้นทว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้โดดเด่นจนถึงกับแว่นตาตก
ต่างจากตอนที่วิฬาร์เข้ามาบัญชาการเป็นหัวเรือใหญ่
ขานั้น หากเทียบกันแล้ว ก็คือยกเครื่องเปลี่ยนซีพียูใหม่กันเลยทีเดียว
ความเร็วที่เพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าปรอทแตก!
และเธอจะไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนี้ตลอดไปอย่างแน่นอน
………………..
ณ ตำแหน่งหนึ่งในภารกิจชิงหอกของฑิฆัมพร
วิฬาร์หอบหายใจเล็กน้อย หลังจากที่ฝ่าด่านแรกๆ ของดันเจี้ยนมาได้
แม้ว่าช่วงแรกจะเหน็ดเหนื่อยกันไปไม่น้อยเนื่องจากมีสัตว์อสูรที่ต้องต่อสู้เป็นจำนวนมากในดันเจี้ยนลับนี่ทว่าเมื่อบวกกับฝีมือของวิฬาร์และความสามารถในการประสานงานของทุกคนที่เพิ่มขึ้นแล้วพวกเขาก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเท่าไหร่ ทำให้พวกเขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น
และการตะลุยด่านหลังจากนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเนื่องจากทั้งทีมของเธอเคยผ่านกันมาสองรอบแล้ว
พวกเขาบุกตะลุยกันไปได้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงหน้าห้องถัดไป
และห้องนี้คือเส้นทางฝ่าฝูงสัตว์อสูรที่ทำให้พวกเธอตายกันไปถึงสองครั้ง
ทั้งหมดมายืนรออยู่หน้าห้องด้วยใจที่เต้นระรัวแต่ละคนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่มั่นใจ
แม้จะฝึกฝนกันมาหลายครั้ง ซ้อมกันมาหลายหนอีกทั้งครั้งนี้มีวิฬาร์ยอดมนุษย์แถมมาด้วยพวกเขาก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ดี
ทว่าผู้มาใหม่คล้ายไม่ทันสัมผัสถึงบรรยากาศกดดันนี้เพราะเจ้าตัวหันมาถามทุกคนด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า
“ไปเลยมะ?”
เอ่อ…
ทั้งหมดประสานตากันอย่างอิหลักอิเหลื่อ พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าห้องสอบทว่ากลับมีไอ้เด็กหัวดีคนหนึ่งหันมาบอกว่าอย่ายืนเกะกะ เข้าไปสักทีสิ
เอาวะ ไปก็ไป!
ทั้งหมดสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าอกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่นให้แก่กัน
ยืนทอดถอนใจอยู่ตรงนี้อีกสิบนาทีก็คงไม่ช่วยอะไรไม่สู้บุกตะลุยให้จบในทีเดียวไปเลยดีกว่า
แล้วพวกเขาก็เปิดประตู ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ด้านใน
เมื่อสิ้นเสียงกึงกังของประตูหนาหนักทางเบื้องหน้าพวกเขาก็คือเส้นทางมืดมิด รอบด้านล้อมรอบไปด้วยความว่างเปล่า มันทอดตัวลึกเข้าไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดดูราวกับเป็นทางเดินไปสู่ขุมนรกก็ไม่ปาน
และเดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่นาทีเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น
“ผู้เล่นวิฬาร์ พบชูมา เลเวล 90 จำนวน 20 ตัว”
“ผู้เล่นวิฬาร์ พบนกกัณฑิมา เลเวล 80 จำนวน 20ตัว”
“ผู้เล่น…”
เสียงรายงานจำนวนสัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ดังขึ้นมาพร้อมกับดวงตาวาวแสงนับสิบๆคู่ ที่เรืองออกมาจากความมืดลึกล้ำเบื้องหน้า
ดวงตาทั้งหมดล้วนเล็กใหญ่ชิดห่างแตกต่างกันบ้างอยู่สูง บ้างอยู่ต่ำ บ้างก็กระโดดไปมาบอกให้รู้ว่าเจ้าของมันมีความสามารถในการเคลื่อนที่เพียงใด
“ฝ่าไป!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ทั้งหมดก็ตั้งขบวนตามที่วางแผนมาทันทีก่อนจะบุกตะลุยไปเบื้องหน้าโดยมีหนุ่มสาวสายยุทธเวทอย่างแพนเธอร์ มินตรา ฑิฆัมพรและคนอื่นๆ นำหน้า
เมื่อพื้นที่ของพวกมันถูกบุกรุก เสียงร้องเสียดหูหลายสิบเสียงก็พลันดังขึ้นพร้อมกันวงเวทและการโจมตีนับสิบร้อยสายพุ่งเข้ามาหาพวกเขาราวเม็ดฝนที่โปรยปรายระเบิดความเงียบเมื่อครู่ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
แม้พวกมันมีเลเวลต่ำกว่าพวกเขามาก และทักษะล้วนเป็นระดับต่ำทั้งสิ้นทว่าเมื่อเสริมด้วยจำนวนราวดวงดาวบนท้องฟ้าก็แทบไม่ต่างจากสัตว์อสูรระดับสูงกำลังรุมโจมตีพวกเขาอยู่
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เหตุเพราะว่ากลุ่มพวกเขาจัดระเบียบกันมาอย่างดีจึงลดพื้นที่ตั้งรับลงมาเหลือเพียงนิดเดียว ทำให้พวกมันส่วนใหญ่เบียดเสียดกันอยู่ด้านหลังไม่สามารถใช้จำนวนเข้าข่มพวกเขาได้เต็มไม้เต็มมือนัก งานบุกทะลวงจึงเบาลงไม่น้อย
กองหน้าของพวกเธอฉีกฝ่าฝูงสัตว์อสูรอย่างบ้าคลั่งทั่วร่างกะพริบวูบวาบด้วยเวทมนตร์บัฟหลากสีสันจากพาราลีนและอิสราและพร้อมกันนั้นวิฬาร์และคนอื่นๆ ก็เร่งยิงเวทโจมตีเสริมให้จากแนวหลัง มรณเวทกระสุนเวท ระเบิดเวท ปลิวกันว่อน ส่วนผู้เล่นสายพันธุเวทของกลุ่มพวกเธอ ก็เรียกสัตว์อสูรทั้งหมดออกมาร่วมต่อสู้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทั้งหมดกำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ!
ทุกคนต่อสู้ตามที่ได้วางแผนกันมาทำให้การฝ่าฝูงสัตว์อสูรรวดเร็วกว่าสองครั้งแรกมากแต่ละคนพกพาความมั่นใจมาเต็มปรี่ ทว่าก็ยังมีความกดดันปกคลุมอยู่ไม่น้อยเนื่องจากนี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายแล้ว