เมื่อเห็นนายหญิงกอดเขาแน่นด้วยความกังวลเ้าจ้อยก็เริ่มรู้สึกละอายแก่ใจขึ้นมาในฐานะลูกผู้ชาย (ที่อยู่ในร่างสัตว์ขนฟู)แทนที่เขาจะเป็ฝ่ายปกป้องและมอบความมั่นใจให้นางเขากลับแผดเสียงร้องลั่นปานจะขาดใจเสียนี่!
คิดได้ดังนั้นจ้อยจึงรีบเปลี่ยนเสียงร้องที่ดูขี้ขลาดให้กลายเป็เสียงะโยาว ๆลากเสียงโหนไปมาพลางใช้อุ้งเท้าทุบอกตัวเองปึก ๆ เลียนแบบเ้าป่าในหนังที่เขาเคยดู
“อ๊าาาา...ฮู้ววววววว!”
จ้อยะโเลียนแบบเสียงทาร์ซานดังก้องฟ้าก่อนจะหันมาฉีกยิ้มกว้างให้นายหญิง “มันยอดเยี่ยมไปเลยครับนายท่าน! ฮ่า ๆสะใจชะมัด!”
นายหญิงที่ตอนแรกคิดว่าจ้อยกลัวจนสติหลุดพอเห็นท่าทางประหลาด ๆ ของเขา ความเครียดที่สะสมมาก็ผ่อนคลายลงนางหลุดยิ้มพลางกำชับ “นั่งลงดี ๆ อย่าซนนัก เดี๋ยวก็ได้ตกลงไปจริง ๆ หรอก”
จ้อยััได้ถึงอ้อมกอดที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมกรุ่นจากตัวนายท่านวินาทีที่แสนจะสมบูรณ์แบบขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะยอมนั่งนิ่ง ๆ เป็ตุ๊กตาเขาหัวเราะร่าพลางว่า “ถ้าตกลงไปจริง ๆ ก็ถือว่าาเ็จากการทำงานไงครับนายท่านเดี๋ยวผมค่อยไปเรียกค่าทำขวัญจากตาเฒ่าเทวดาหัวล้านนั่น!ถ้าผมเจ็บหนักจนไปงานเลี้ยงไม่ได้ เราก็จะมีข้ออ้างที่ฟังดูดีเอาไว้รอดตัวไงล่ะ!”
พูดจบจ้อยก็ดวงตาสว่างวาบขึ้นมาทันที เหมือนเขาจะนึกแผนการ ‘เจ็บตัวกู้หน้า’ ออกจริง ๆเขาจึงดีดตัวพุ่งออกจากก้อนเมฆทิพย์ไปดื้อ ๆ!
“จ้อย!อย่า!” นายหญิงอุทานด้วยความใ รีบเอื้อมมือไปคว้าตัวเขาไว้
แต่ทว่า... ปึก!
หน้าของจ้อยกระแทกเข้ากับกำแพงโปร่งใสบางอย่างที่กั้นอยู่รอบก้อนเมฆจนหน้าแบนแต๋สี่เท้ากางเหยียดแปะอยู่กับอากาศครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆรูดลงมานอนกองที่พื้นเมฆอย่างหมดสภาพ
นายหญิงรีบคว้าตัวเขาขึ้นมาพาดบ่าแล้วฟาดเผียะเข้าที่ก้นป่องๆ หนึ่งที “เ้าทำบ้าอะไรของเ้า!”
จ้อยลูบหน้าตัวเองปุยๆ พลางตอบอู้อี้ “ไม่มีอะไรครับ แค่อยากลองของเฉย ๆ ...”
จ้อยพูดเหมือนเป็เื่เล่นๆ แต่นายหญิงมองออกว่าเ้าตัวแสบคิดจะยอมสละตัวเองะโลงไปให้าเ็เพื่อช่วยให้นางไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับความยากลำบากในงานเลี้ยงหัวใจของนางสั่นไหวด้วยความซึ้งใจ นางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางลูบหัวเขาเบา ๆ
“อย่าทำแบบนี้อีกนะ...เชื่อฉันเถอะ ฉันจะต้องทำให้ทุกคนยอมรับพวกเราให้ได้ พวกเราไม่ตายง่าย ๆ หรอก...กะอีแค่ร่ายรำเอง ฉันน่ะเก่งจะตาย!”
จ้อยไม่นึกว่านายหญิงจะอ่านใจเขาออกทะลุปรุโปร่งเขาได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
ก้อนเมฆพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานดวงจันทร์สีนวลก็ดูเล็กลงถนัดตาส่วนวิมานลอยฟ้าที่ดูเหมือนเมืองในฝันก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ระหว่างทางเริ่มมีเหล่าเทพยดาและบริวารปรากฏให้เห็นหนาตาขึ้นบ้างก็ประทับมาบนราชรถทองคำที่แผ่รัศมีเจ็ดสีสว่างจ้าบ้างก็ทรงม้าสินธพหุ้มเครื่องทรงทองถักเหาะละลิ่วตัดเมฆาและบางตนก็ลอยล่องมาบนบุษบกแก้วหลังย่อมที่ประดับประดาด้วยอัญมณีระยิบระยับดูวิจิตรตระการตา
ขบวนเทพหลากรูปแบบปรากฏขึ้นนับไม่ถ้วนแต่จ้อยรู้ดีว่าพวกนี้คงมุ่งหน้าไปงานสโมสรเทวสมาคมเหมือนกันและการที่ได้รับเชิญจากพระแม่เ้า์ ย่อมไม่ใช่เทวดาปลายแถวแน่เขาจึงหลับตาลงกะจะพักสายตาเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอไปมองแรงใส่ใครเข้า
ยิ่งเข้าใกล้ประตู์ทิศใต้มากเท่าไหร่บรรยากาศก็ยิ่งคึกคักมากขึ้นเท่านั้น
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงทุ้มกังวานและดูใจดีดังขึ้นข้าง ๆ
“แม่นางท่านนี้...ใช่แม่นางจากวิมานจันทราหรือไม่?”
จ้อยได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณแต่เขายังไม่ทันได้เงยหน้ามอง ก็พบกับ "ไม้เท้าขรรค์" หัวฝังมุกเล่มหนึ่งยื่นมาขวางหน้าไว้ พร้อมกับเห็นชายชราในชุดนุ่งขาวห่มขาวแบบตาปะขาวผู้ทรงศีลแต่กลับมีรัศมีผ่องใสดูภูมิฐาน มีผ้าสไบพาดบ่าเป็แพรสีเหลืองทองในมือถือพัดด้ามเล็กขยับไปมาอย่างอารมณ์ดี
จ้อยแอบเบะปากคิดในใจ‘พระเ้าช่วย... นึกว่าตาเฒ่าที่ไหนหลงทางมาแถวนี้ แต่นี่รังสีเทวดาขาใหญ่ชัด ๆ’
จ้อยมองสำรวจั้แ่หัวจรดเท้าจนไปหยุดที่ใบหน้าอิ่มเอิบมีหนวดเคราสีขาวสะอาดยาวถึงอกท่านกำลังส่งยิ้มที่ดูใจดีมาให้เขากับนายท่าน
จ้อยอดไม่ได้ที่จะแอบนินทาในใจต่อ‘แต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากวัดป่าแต่รัศมีทองพรึ่บพรั่บแบบนี้ถ้าไม่ใช่อรชุนปลอมตัวมา ก็คงเป็เทวดาระดับเ้ากรมแน่ ๆ’
เปรี้ยง!
ทันทีที่คิดจบจ้อยก็โดนดีดหน้าผากจนหน้าหงาย ท่านเทวดาผู้นั้นหัวเราะร่า“เ้ากระรอกตัวนี้นี่... คิดอะไรพิเรนทร์จริงเชียว”
จ้อยใตาค้างร้องเสียงหลง “ท่าน... รู้ด้วยเหรอว่าผมคิดอะไร?”
ท่านเทวดาหัวเราะก้อง“แค่วิชาอ่านใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่นับว่าเป็วิเศษวิโสอะไรหรอก”
แม้จะพูดอย่างนั้นแต่สายตาที่ท่านมองมายังจ้อยกลับดูคมกล้าพิกล รัศมีสีทองอ่อน ๆที่แผ่ออกมาจากตัวท่านทำให้จ้อยรู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาทันทีราวกับว่าสายตาคู่นั้นไม่ได้แค่มองเห็นพฤติกรรมภายนอก แต่กำลังมองลึกลงไปถึงก้นบึ้งของิญญา
จ้อยเริ่มเหงื่อตกแอบนึกในใจอย่างกังวล ‘ชิบหายแล้ว... ตาเฒ่านี่ไม่ธรรมดาแน่ รังสีอำนาจแรงขนาดนี้ถ้าท่านอ่านใจเราเพลินจนไปเจอความลับเื่โลกเก่าเข้ามีหวังถูกจับไปผ่าวิสูจน์แน่ ๆ!’
ป๊ก!
จ้อยโดนดีดหน้าผากอีกครั้งจนเจ็บจี๊ดคราวนี้เขาแยกเขี้ยวใส่ “โธ่ท่าน! จะมากไปแล้วนะ ดีดเอา ๆ ถ้าดีดอีกทีเชื่อไหมว่าผมจะกัดนิ้วท่านให้ขาดเลย!”
ท่านเทวดากล่าว“เ้าคิดร้ายกับข้าในใจอย่างไร เ้าก็รู้อยู่แก่ใจ ข้าดีดเพื่อเตือนสติว่าเมื่อไปถึงงานเลี้ยงแล้ว จงอย่าได้เที่ยวคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อย หากไปล่วงเกินท่านผู้ยิ่งใหญ่เข้ามีหวังเ้าได้กลายเป็กระรอกอบสมุนไพรขึ้นโต๊ะเสวยในงานแน่ ๆ”
ได้ยินดังนั้นนายท่านที่ตอนแรกจะโกรธแทนจ้อยก็เริ่มใจเย็นลงนางมองออกว่าเทวดาท่านนี้มีเจตนาดีที่มาเตือน
จ้อยจิ๊ปากอย่างขัดใจ“เทวดานี่ชอบแอบดูใจคนอื่นกันทุกคนเลยหรือไง?”
“เ้าว่าอย่างไรล่ะ?”ท่านเทวดายักคิ้วให้จ้อยอย่างยวนประสาท
จ้อยมองท่าทางนั้นแล้วแสยะยิ้มทั้งที่ในใจยังสั่นระรัวด้วยความกลัวว่าความลับเื่ "ข้ามโลก" จะแตก“การที่ท่านมาแอบดูใจผมบ่อย ๆ เนี่ยระวังผลลัพธ์มันจะรุนแรงเกินกว่าที่ท่านจะรับไหวนะครับ”
“หือ?รุนแรง? รุนแรงขนาดไหนกัน?” ท่านเทวดามองจ้อยด้วยความเอ็นดูปนท้าทาย“ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเ้าสัตว์ทิพย์ตัวน้อยจะมีดีอะไรมาทำอันตรายข้าได้”
จ้อยเชิดหน้าขึ้นพยายามตั้งสมาธิเพื่อปิดกั้นความจำส่วนลึกที่สุดไว้ “แน่ใจนะครับ? เตือนไว้ก่อนนะว่าผลที่ตามมาน่ะท่านต้องรับผิดชอบเอง!”
ท่านเทวดาหัวเราะ“ฮ่า ๆ ทั่วหล้าพื้นดินจนถึงชั้นฟ้า คนที่จะข่มขู่ข้าได้น่ะมีไม่กี่คนหรอก มา...เ้าอยากจะลองก็ลองดู ข้ารับผิดชอบเอง”
จ้อยดวงตาเป็ประกายทันที“งั้นเรามาพนันกันไหมล่ะ? ถ้าสิ่งที่ผมให้ท่านดูในใจมันทำให้ท่านถึงกับอึ้งหรือะเืขวัญได้ ท่านที่เป็เทวดาผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องมี ‘ของขวัญแรกพบ’ ติดไม้ติดมือให้ผมบ้างนะ?”
ท่านเทวดายิ้มกว้าง“น่าสนใจ... แล้วถ้าข้าไม่ะเืขวัญล่ะ?”
จ้อยยักไหล่“ท่านเป็เทวดาใหญ่ จะมาหวังเอาอะไรจากกระรอกจน ๆ อย่างผมอีกล่ะครับ? อีกอย่างพวกเราสองคนก็มีแต่ตัวกับหัวใจเนี่ยแหละ ไม่มีอะไรจะให้ท่านหรอก... ทำไมล่ะครับ?หรือว่าท่าน ‘กลัว’ ซะแล้ว?”
ท่านเทวดาดีดหน้าผากจ้อยอีกที“อย่ามาใช้อุบายยั่วยุเสียให้ยาก ข้ารู้ทันความคิดเล็กคิดน้อยในใจเ้าน่า”
จ้อยหัวเราะหึ ๆเขาพยายามคุมสติอย่างหนัก ไม่ยอมให้ท่านเทวดาเจาะเข้าไปถึงความทรงจำเื่โลกเดิมได้แต่เขากำลังเตรียมดึงเอา "ภาพขยะ" และ "ความสยองขวัญ"ในหัวออกมาเป็กำแพงกั้นไว้อีกชั้น
“ว่าไงครับ?พนันไหมล่ะ?” จ้อยย้ำ
ท่านเทวดาตอบตกลง“ได้ ข้ารับพนัน”
จ้อยกระหยิ่มยิ้มย่องในใจทันที“ท่านผู้เฒ่า... เอ๊ย ท่านเทวดา ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไรครับ?”
ท่านเทวดาปรายตามองจ้อยอย่างรู้ทัน“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเ้าจะทำให้ข้ากลายเป็ ‘คนเสียรู้’ ได้อย่างไร...ข้ามีนามว่า พระดาบสเท้าเปล่า ใคร ๆ ก็เรียกข้าแบบนั้น แล้วพวกเ้าล่ะ?”
จ้อยใจหายวาบไปครู่หนึ่งเขาััได้ถึงพลังกดดันมหาศาลจากชื่อนั้นร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้รัศมีอำนาจรอบตัวท่านดาบสช่างน่าเกรงขามจนจ้อยต้องรีบกดความสงสัยและภาพจำจากโลกเก่าทิ้งไปให้หมดสิ้นเขาต้องระวังตัวขั้นสุด เพราะหากพลาดท่าเพียงนิดเดียวความลับที่ว่าเขาไม่ใช่คนจากโลกนี้อาจถูกเปิดเผยภายใต้ตบะบารมีที่กล้าแข็งของเทวดาตนนี้แน่!