“เร็วสิ โอกาสสุดท้ายที่ข้าจะฟังความเห็นท่านแล้วนะ... ข้าไม่ได้มีเวลาทั้งวันท่านก็รู้ดี”
ทั้งสีหน้าและสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีขาวนั้น พระองค์ทำท่าทางราวกับว่าพระองค์ไม่ใช่เด็กอายุสิบสี่อย่างไรอย่างนั้น ท่าทางของกงจู่ที่ทำให้ทั้งสองบุรุษต่างรู้สึกทั้งสับสนและประหลาดใจไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งคนที่รู้จักมานานและคนที่เพิ่งจะเจอครั้งแรก มิสเฉินสังเกตเห็นความประหลาดใจในสายตาของคนทั้งคู่แต่เธอเลือกจะมองผ่านมันไปเสียเพราะมันไม่ใช่ปัญหาของเธอ
...If they can't handle me, it's their problem, not mine...
ทั้งคู่นั่งลงตรงหน้าพระที่นั่งหากแต่เว้นระยะการนั่งเอาไว้อย่างเหมาะสมรวมถึงเลือกที่จะนั่งในพื้นที่ต่ำลงไป ท่าทางอย่างนั้นย่อมสร้างความประหลาดใจให้กับมิสเฉินอยู่แล้ว เธอรู้ดีว่าทั้งสองคนนี้ไม่ได้ให้ความเคารพเธอแน่นอน แต่เพียงเพราะคำนำหน้านามว่า ‘กงจู่’ นั้นทำให้พวกเขาต้องวางตัวเช่นนี้เลยหรือ...
“กงจู่ทรงคิดจะขึ้นครองบัลลังก์จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสีหน้าและท่าทางของซูเจียงจวินนั้นแสดงออกถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน สำหรับชายในยุคนี้การที่ผู้หญิงขึ้นครองราชย์ หรือเป็ผู้นำก็คงเป็เื่ประหลาดอัศจรรย์เสียยิ่งกว่าการท่องดวงจันทร์หรือสร้างพันธมิตรกับมนุษย์ต่างดาว ไม่ก็คงดูอันตรายพอ ๆ กับรัสเซียประกาศจับมือกับโสมแดงกระมัง
“การครองบัลลังก์ไม่ใช่เื่ง่ายนัก ขอกงจู่ทรงพิจารณาอีกครั้งให้ถี่ถ้วน” เถียนลี่ปู้เองก็เอ่ยสำทับ
“...” มิสเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจเสียเท่าไหร่
คนพวกนี้กำลังดูแคลนเธออยู่ หากอยู่ในสภาพของมิสเฉินที่นำธุรกิจกว่าพันล้านดอลลาร์ฮ่องกงก็คงจะหัวร้อนไม่น้อยกับคำพูดนี้ แต่เธอก็ทำใจให้เย็นพอที่จะเข้าใจว่าทั้งสองคนนี้ไม่ได้มองเธอเป็ ‘ควีน’ อย่างที่เคยเป็มาสำหรับพวกเขาแล้วเธอก็เป็เพียง ‘กงจู่น้อย ๆ ที่ยังไม่ถึงวัยเรียนรู้เท่านั้น’
...But I’m not that princess…
“ต้าซีเป็เมืองกันชนของดินแดนใหญ่สองแห่ง แม้ว่าจะเป็เมืองเล็ก ๆ แต่ก็ไม่สามารถจะปกครองแบบละเลยได้”
เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยเตือนอีกครั้ง แม้ว่าสัญชาตญาณของเขาจะบอกว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นก็ตามแต่ไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็เป็เพียงสตรีเท่านั้น แม้เด็กคนนี้อาจจะสังหารฏหรือคิดเล่นแง่กับคำพูดของเขาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะสามารถปกครองได้ ตำราการปกครองตามหลักโบราณแล้วต้องเรียนตำรากว่าสี่กรุใช้เวลาศึกษาอย่างน้อยห้าปี อีกทั้งยังต้องมีประสบการณ์ในการจัดการบ้านเมืองอีกไม่น้อย
“ใน่ที่ต้าซีอ่อนแอเช่นนี้ เห็นทีจะปล่อยให้กงจู่เล่นสนุกบนบัลลังก์ไม่ได้” ขุนนางหนุ่มแสดงความเห็นอย่างไม่เกรงอาญา
“กงจู่ กระหม่อมรู้ดีว่าทรงห่วงเื่สายเืและวัฒนธรรมเดิม หากแต่ตอนนี้ต้าซีเราอ่อนแออย่างที่ท่านเถียนได้กล่าวไป ขอกงจู่ทรงพิจารณาอีกครั้ง” แม่ทัพซูเองก็ช่วยเอ่ยเช่นกัน
ภาพกงจู่ตัวน้อยที่มักจะร้องไห้เมื่อโดนขัดใจกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง ทำให้เขาไม่กล้าจะใช้คำพูดรุนแรงกับพระองค์มากนักด้วยกลัวว่าพระองค์อาจจะรู้สึกไม่ดีหรือร้องไห้ออกมา เขารู้ว่าพระองค์ต้องแบกรับความเศร้ามากเพียงใด ทั้งการสูญเสียเสด็จพ่อของพระองค์ทั้งการได้รับรู้การทรยศของคนใน
“ขอทรงพิจารณาอีกครั้งเถอะพ่ะย่ะค่ะ การกระทำด้วยพลังความโกรธนั้นไม่อาจอยู่ได้นาน ความกริ้วต่อพวกฏนั้นพระองค์ได้สังหารไปแล้วถือว่าทรงลงมือไปด้วยความโกรธกริ้ว แต่การปกครองต้าซีไม่อาจทำด้วยความโกรธได้”
การที่กงจู่ลุกขึ้นมาสังหารฏทั้งสามนั้นอาจจะเป็เพราะว่าพระองค์สุดจะทนกับเื่ทั้งหมดแล้ว ความเศร้าสุดขีดอาจจะทำให้พระองค์ลงมือไปแล้วบังเอิญว่ามันสำเร็จ แต่น่ากลัวว่าพระองค์จะเข้าใจว่าพระองค์สามารถสังหารคนได้คงไม่มีอะไรยากไปกว่านั้นจึงทำให้พระองค์ มาทวงบัลลังก์ของพระองค์คืน และหากคิดเท่านั้นก็ถือว่ายังตื้นเขินอยู่มาก
“ดูท่าว่าพวกท่านจะไม่เชื่อข้าเลยสักนิดสินะ” เด็กหญิงเอ่ยปากอย่างเบื่อหน่าย
...คนพวกนี้ตัดสินเธอแค่เปลือกนอกเท่านั้น...
แต่สำหรับมิสเฉินมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโดนอย่างนี้ ตอนเธอเดินเข้าตลาดหุ้นครั้งแรกก็เป็อย่างนี้ คนมากมายดูถูกว่าเธอที่อายุสิบหกปีคงไม่อาจจะทำได้จนกระทั่งเขาเห็นผลกำไรของเธอ
พอมาถึงตอนที่เธอเริ่มดันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองขึ้นเป็บริษัทระดมทุนขนาดใหญ่ตอนอายุสิบแปดก็ไม่มีใครไว้ใจเธอเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ทัศนคติของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงก็ยังเป็เหมือนเดิม ทั้งที่หลายบ้านตอนเดินเข้าบ้านแทบจะก้มหัวให้ภรรยาด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีความมั่นใจแบบผิด ๆ ว่าตัวเองยิ่งใหญ่อยู่อย่างนั้นเอง
“ไม่ใช่ไม่เชื่อพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางหนุ่มแย้ง
“แค่ไม่วางใจ” เด็กหญิงสวนกลับทันที สายตาของเขากับคำพูดนั้นไม่เคยจะตรงกันแม้แต่คำเดียว...
ขุนนางฝ่ายซ้ายเงียบไปทันทีเมื่อเห็นสายตารู้ทันของเด็กหญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า แม้ว่าเื่การปกครองนั้นจะยังไม่อาจไว้ใจพระองค์ได้ แต่สายตารู้ทันของพระองค์นั้นถือว่ามีความแม่นยำไม่น้อยเลยทีเดียวเชียวสำหรับเด็กในวัยนี้
“เพราะข้านับถือความกล้าของท่านทั้งสองที่เข้ามาตักเตือนข้า” เด็กหญิงเอ่ยวรรค “ข้าจะช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดให้ก็แล้วกัน”
มือบางวางถ้วยชาลงก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ไม่อาจจะโกหกตัวเองได้แต่ทั้งสองบุรุษที่กรำงานมานานนั้นเกิดรับรู้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างในจิตใจขึ้นมา ลางสังหรณ์ที่พวกเขาพยายามจะปัดมันทิ้งไปด้วยไม่อยากจะเชื่อมันนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ปัดออกไปยาก เพราะท่าทางของเด็กหญิงในตอนนี้รังสีที่แผ่ออกจากตัวพระองค์นั้นบ่งบอกถึงอำนาจอย่างชัดเจน อำนาจที่แม้ไม่ต้องมีบัลลังก์ก็ยังมองเห็น
“ก่อนอื่นข้าไม่ได้คิดทำเพื่อสายเืแห่งราชสกุลหยาง” เด็กหญิงเอ่ยคำแรกออกมา เป็สิ่งที่พวกเขาทั้งคู่ไม่อาจคาดคิดมาก่อน
“แมวสีไหนจับหนูได้ก็ถือว่าเป็แมว ข้าไม่สนว่าจะมาจากตระกูลใหญ่หรือแม้กระทั่งยาจกไร้สกุลหากปกป้องต้าซีได้ ข้าย่อมพอใจที่จะได้คนพวกนั้นมาทำงาน”
คำพูดของเด็กหญิงที่ยกเอาปรัชญายุคใหม่มาเอ่ยนั้นแม้จะค้านกับความเชื่อเดิม หากแต่กลับสามารถซื้อใจคนที่นิยมคนเก่ง อย่างเถียนเจิ้งซื่อได้เป็อย่างดี เขามองกงจู่อย่างพิจารณาอีกครั้ง คำพูดที่พระองค์เอ่ยมานั้นแสดงถึงความฉลาดของเ้าตัวได้ไม่น้อยไปกว่าการโยกโย้เอาผลประโยชน์ในห้องว่าการเลย หากแต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือเขาได้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้เอาแต่ยึดถือสกุลทั้งที่พระองค์เป็ราชสกุลหยางนั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว...
“เราไม่ควรรับยาจกขอทาน...” แต่หากไม่สามารถซื้อใจแม่ทัพซูที่นับเอาองค์หยางจิ่นเฉ่าเป็สรณะได้
“ข้าแค่ยกตัวอย่าง” เด็กหญิงกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย
“แค่ยกตัวอย่างก็ถือเป็การกดราชบัลลังก์ให้แปดเปื้อน ขอกงจู่ทรงระวัง”
ชายชาติทหารที่ได้รับการอุปการะอย่างดีจากเสด็จพ่อของหยางเยว่ซือนับว่าเป็คนหัวดื้อไม่น้อย แต่ก็ดีที่อย่างน้อยเธอก็จะได้แจงเื่บัลลังก์เพิ่ม
“เื่บัลลังก์สำหรับข้ามันก็แค่เก้าอี้ ไอ้หินนี่ก็แค่หินสลักธรรมดา” เด็กหญิงแกว่งป้ายหยกอาญาสิทธิ์ไปมาด้วยท่าทีไม่ยี่หระนัก
“เสด็จพ่อทรงมีทั้งสองอย่าง แต่ก็ยังไม่วายถูกพวกคนชั่วคิดลิดรอนอำนาจ พอถึงคราวเกิดเื่ก็ไม่เห็นว่าทั้งเก้าอี้ทั้งหินจะมีประโยชน์ตรงไหน... กลับกัน ถ้วยยาโง่ ๆ อันเดียวที่ข้าใช้จัดการฏพวกนั้นไป กลับเป็เครื่องมือที่ดึงอำนาจที่เกือบจะถูกคนชั่วริบไปกลับคืนมา...”
คำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้เกิดจากการดูถูกหรือเอ่ยด้วยอารมณ์แต่อย่างใด หยางเยว่ซือกงจู่ดูสงบในยามที่เอ่ยถ้อยคำเ่าั้ออกมา ไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นไม่มีแม้กระทั่งความเสียใจ พระองค์กล่าวราวกับมันเป็เพียงแค่เื่ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ถ้วยชาที่พระองค์วางเอาไว้ถูกมือน้อยหมุนมันไปมา... ความกดดันที่พระองค์ทิ้งความเงียบเอาไว้ทำให้คนที่ฟังอยู่อดจะกลั้นหายใจตามไม่ได้...
“ต่อให้ข้าไม่ขึ้นครองบัลลังก์ข้าก็สร้างขั้วอำนาจข้าได้เองอยู่ดี”
เด็กหญิงเบ้ปากขึ้นในขณะที่มองเงาตัวเองในถ้วยชา เงาของเด็กหญิงวัยละอ่อนที่ไม่ว่าดูอย่างไรก็ไม่สามารถจะทำเื่อันตรายได้ที่มองสะท้อนกลับมาทำให้เธออดจะเจ็บใจไม่ได้
เธอเฝ้าสร้างอำนาจมาตั้งนานกว่าจะขึ้นเป็มิสเฉินได้ แล้วทำไมเธอต้องมาเริ่มทุกอย่างใหม่หมดที่นี่กัน มันเสียเวลาไม่น้อยเลยนะให้ตายเถอะ แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องฝึกติดกระดุมเสื้อใหม่หรือฝึกใช้ตะเกียบตอนเด็กอีกรอบ อายุสิบสี่ก็คงถือว่าย่นย่อมาเยอะแล้ว
เพล้ง!!!
ถ้วยชาในมือถูกเหวี่ยงกระแทกโต๊ะจนแตกเป็เสี่ยง เด็กหญิงเลือกหยิบเสี้ยวถ้วยชาที่ชิ้นพอจะใหญ่กว่าชิ้นอื่นขึ้นมาก่อนจะถือมันไว้ในมือ สายตาของพระองค์เปลี่ยนจากแววตาเฉยเมยเป็แววตาอาฆาตทันที แววตาที่ทำให้คนที่เห็นต้องกลั้นหายใจทันที รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของพระองค์นั้นทำให้คนที่นั่งอยู่เมื่อครู่ขยับตัวลุกขึ้นทันที
“...หากจะเข้ามายึดป้ายหยกจากข้าตอนนี้ก็ทำได้” เด็กหญิงเอ่ยเสียงเย็นขณะยันตัวขึ้น
โครม!!!
เสียงกระแทกม่านกั้นดังขึ้นจากทางขวามือของเด็กหญิง ชายชุดดำสามคนกระแทกตัวเข้ามาก่อนจะล้อมพระองค์เอาไว้อย่างรวดเร็ว ซูหลวนคุนเจียงจวินชักดาบออกมาเตรียมะโเข้าไปปกป้องกงจู่ของตนแต่กลับต้องถอยหลังเมื่อชายอีกแปดคนวิ่งเข้ามาล้อมเขากับเถียนเจิ้งซื่อเอาไว้...
...คนพวกนี้มาั้แ่เมื่อไหร่กัน...
ขุนนางฝ่ายซ้ายที่ไม่ค่อยจะสันทัดด้านการต่อสู้นักจำใจต้องชักกระบี่สั้นออกมา สายตาเขาประเมินคนที่บุกเข้ามาทันที ด้วยฝีมือของแม่ทัพซูคนเดียวคงจัดการคนพวกนี้ได้ไม่ยากนักแต่...
...รู้อยู่แล้วสินะ...
เด็กหญิงในชุดขาวที่อยู่กลางวงล้อมอีกวงนั่น พระองค์คงรู้มาสักพักแล้วสินะถึงได้ใช้จังหวะนั้นในการจัดการกับถ้วยชาของตัวเอง... แต่ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น ร่างหนึ่งของผู้บุกรุกก็พุ่งตรงเข้ามาหาเขาเสียก่อนทำให้เขาต้องยกกระบี่สั้นของตัวเองรับในจังหวะเดียวกับที่ซูหลวนคุนเองก็ยกดาบรับอีกสองคนเช่นกัน
มิสเฉินหมุนเศษถ้วยชาในมือให้หลุบเข้าอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอจับไปที่การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนไปรอบเธอด้วยสายตาพิจารณา คนพวกนี้ยังไม่ชักอาวุธออกมาเหมือนคนอีกฝั่งหนึ่งนั่นแสดงว่าคนพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายกงจู่คนนี้ แต่ไม่ว่าจะทำร้ายหรือลักพาตัวก็ไม่นับว่าเป็เื่ดีทั้งนั้น เสียงการปะทะกันทางด้านของบุรุษทั้งสองดังขึ้นแล้ว และเธอก็คงไม่รอให้เขามาช่วยหรอก...
เด็กหญิงพุ่งตัวเข้าไปหาชายคนแรกที่ยืนอยู่ฝั่งขวาทันที นิ้วเรียวหมุนเศษแก้วในมือมาคีบเอาไว้ที่ปลายนิ้ว เพียงพุ่งเข้าใกล้เท่านั้นเศษแก้วชิ้นน้อยก็ปาดเข้าที่ลำคอของชายคนแรกเป็แผลยาวทันที เืแดงสดสาดกระเซ็นมาโดนชุดสีขาวสวยของเธออีกครั้ง นิสัยรังเกียจความสกปรกของเธอทำให้เผลอทำหน้าเหยเกอีกครั้ง
“อี๋...” กงจู่ร้องสบถเบา ๆ ด้วยความขยะแขยง แต่มือของพระองค์ไม่ได้หยุดลง
ฉัวะ!
มือที่เพิ่งจะปาดคอชายคนแรกพุ่งตรงเข้าไปที่ลูกตาของอีกคนอย่างรวดเร็ว เสียงโหยหวนของชายคนที่สองดังขึ้นพร้อมกับการเอี้ยวกายหลบคมกระบี่ของเด็กหญิง เธอกระชากมือออกทำให้มีลูกตาเขาหลุดออกมาด้วย เธอโยนทั้งลูกตาและเศษถ้วยชาไปที่ชายอีกคนเพื่อถ่วงเวลาเขาไว้ก่อนจะใช้ทั้งสองมือคว้าเข้าที่ข้อมือของชายคนที่สองที่ยังไม่ตายพลิกสวนกระบี่เข้าแทงร่างของเ้าของจนทะลุ
โดยไม่รอให้ได้จังหวะหายใจ ชายคนที่สามก็ทุ่มตัวเข้าหาเธอทันทีเด็กหญิงเอี้ยวตัวหลบวิถีดาบอย่างรวดเร็ว แขนน้อยไร้เรี่ยวแรงของพระองค์คว้าเอาที่แขนของชายคนนั้นก่อนจะใช้วิชาป้องกันตัวที่ตัวเองเรียนมาหักกระดูกแขนของชายที่คิดจะปองร้ายเธออย่างรวดเร็ว เสียงร้องของชายคนนั้นดังสนั่น
เด็กหญิงผลักร่างนั้นออกไปให้พ้นกายหากแต่ชายคนนั้นไม่ยอม เขาใช้แขนข้างที่เหลือคว้ากระบี่มาจากพื้นก่อนจะพุ่งเข้าหาเด็กหญิงที่ก้าวถอยทันที
พล็อก!
เคร้ง!!
เสียงการบิดหักของลำคอดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระบี่ที่ร่วงลงพื้น ชายที่โถมร่างกายเข้ามาสิ้นใจคามือของเด็กหญิงตัวน้อยที่เพิ่งจะะโขึ้นบิดกะโหลกเขาให้หมุนหลุดจากลำคอด้วยมือเปล่าเพียงสองข้าง เด็กหญิงทิ้งร่างของชายที่เธอเพิ่งสังหารลงกับพื้น ในขณะเดียวกันกับที่ทั้งสองบุรุษเพิ่งจะชักดาบออกจากร่างของศพสุดท้ายของพวกเขาพอดี
แม่ทัพซูหลวนคุนมองไปที่กงจู่ของเขาที่พระวรกายเปรอะไปด้วยโลหิตด้วยสายตาบ่งบอกถึงความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง ไม่ต่างจากขุนนางเถียนเจิ้งซื่อที่ได้ประจักษ์กับความสามารถของเด็กหญิงกับตาของตัวเอง เขาไม่สงสัยอีกต่อไปว่าข่าวลือที่ว่าพระองค์สังหารทั้งสามคนนั้นจริงหรือไม่…
“กงจู่...” แม่ทัพซูหลวนคุนเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
เขาไม่ได้ตาฝาดแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรเช่นกัน ในขณะที่เถียนเจิ้งซื่อที่ไม่ได้รู้จักกับหยางเยว่ซือกงจู่เป็การส่วนตัวมาก่อนนั้นกลับทำใจได้ง่ายกว่า
ขุนนางหนุ่มเก็บกระบี่สั้นเข้าฝักก่อนจะค้อมกายลงให้กับเด็กหญิงที่กำลังวุ่นวายกับการเช็ดเืที่เปรอะใบหน้าของตัวเอง ชายหนุ่มหันไปมองสหายร่วมงานของตัวเองที่ยังตกอยู่ในความงุนงงก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เขารู้ดีว่านี่เป็เื่ที่ไม่น่าเป็ไปได้ที่สุดแต่มันก็เป็ไปแล้ว…
“น่ากลัวว่ากงจู่จะทรงปกป้องราชบัลลังก์ได้ด้วยถ้วยชาจริง”