ครืดด ครืดดดดดด ~ เสียงสั่นจากมือถือบนโต๊ะอ่านหนังสือของแชยอง
‘ซองซู คนซื่อบื้อ’
เมื่อเห็นชื่อของปลายสายที่เธอเพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อตอนเย็นโชว์บนจอมือถือ แชยองก็ได้แต่มองมันและเกิดความลังเลที่จะรับสายนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะห้ามตัวเองไม่ได้และกดรับไปในที่สุด
“มีอะไร ทำไมโทรมาป่านนี้”
“ออกมาหน่อยสิมีเื่จะคุยด้วย ตอนนี้ฉันอยู่หน้าบ้านเธอ” เมื่อได้ยินปลายสายพูดเช่นนั้น แชยองรีบลุกขึ้นไปที่หน้าต่างและมองไปที่ประตูรั่วบ้านและเธอก็พบว่าคนปลายสายกำลังยืนมองมาที่เธอเช่นกัน
เด็กสาวกดวางสายและรีบวิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อออกไปหาคนที่ยืนรออยู่อย่างลืมตัว เธอเกลียดตัวเองที่มักจะดีใจเวลาที่ซองซูพยายามเข้ามาหาเธอก่อน จนเผลอลืมเื่ที่ไม่พอใจไปจนหมดสิ้น
แต่ถึงรู้อย่างนั้นเธอก็หยุดตัวเองไม่ทันแล้ว ตอนนี้แชยองกำลังใส่รองเท้าอยู่ที่ประตูบ้านด้านใน
“จะไปไหนคุณลูกสาว ดึกแล้วนะ” เสียงผู้เป็แม่ดังมาจากในครัวถามลูกสาวที่รีบวิ่งเสียงดังลงมาจากห้องของตัวเอง
“ออกไปข้างนอกแปปหนึ่งค่ะ สัญญาว่าจะรีบกลับ” แชยองพูดพร้อมกับเปิดประตูออกจากบ้านไป
จากท่าทางรีบร้อนตอนอยู่ด้านในบ้านเมื่อเห็นคนที่ยืนรออยู่ เธอก็ปรับเป็เดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ ใบหน้าเรียบเฉย
“มีอะไร ทำไมมาป่านนี้ มันดึกแล้วนะรู้ไหม” แชยองถามคนที่ยืนรอหน้าประตูรั้วบ้าน แต่สายตาก็มองไปทางอื่น
“ก็เห็นเมื่อกลางวันเธอมีเื่จะคุยกับฉันนี่นา ไหนล่ะเื่อะไร” อีกคนถามพร้อมกับมองไปที่หญิงสาวตรงหน้า และยิ้มเล็กน้อยกับอาการที่ดูเหมือนว่าเธอจะยังโกรธ ๆ เขาอยู่
“ลืมไปแล้ว ช่างมันเถอะไม่ใช่เื่สำคัญอะไร นายไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม กลับไปเถอะเดี๋ยวคุณย่าจะเป็ห่วง”
“สำหรับฉันไม่ว่าเื่อะไรที่เธอจะคุยก็สำคัญหมดนั้นแหละ รีบนึกแล้วก็พูดมาได้เลย” เด็กชายพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้คนที่ยังโกรธเขา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเมื่ออีกฝ่ายทำท่าทางจะหันหลังกลับเข้าบ้าน
“ล้อเล่นน่า ฉันมีเื่จะคุยกับเธอจริง ๆ” มือที่สวมใส่ถุงมืออยู่ตลอดของซองซูเอื้อมไปจับข้อมือเล็ก ๆ เพื่อรั้งคนตรงหน้าที่ทำท่าทางจะเดินกลับเข้าบ้านไปทั้งที่เพิ่งออกมา
“วันนี้อากาศดี เดินเล่นไปพูดไปดีกว่า มาเถอะน่า” ว่าแล้วเขาก็เลื่อนตำแหน่งของมือตัวเองมาลงมาที่มือเล็กของคนตรงหน้า กระชับมือให้แน่นขึ้นและดึงให้เธอเดินตามเขาออกมา
ทั้งสองออกเดินไปตามถนนบรรยากาศค่ำคืนนี้ปกคลุมไปด้วยความมืดแต่ก็มีดวงดาวสว่างอยู่เต็มท้องฟ้า
ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา ตอนนี้สิ่งเดียวที่แชยองได้ยินคือเสียงหัวใจของเธอเองที่มันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอกลัวว่าคนข้างหน้าจะได้ยินเข้า ความรู้สึกไม่พอใจที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้เลือนหายไปจากสมองของเธอหมดสิ้นแล้ว
เขาพาเธอเดินมายังสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน สนามพื้นทรายที่เคยดูกว้างตอนที่ทั้งสองยังเด็กตอนนี้กลับดูแคบลงมาก ในสนามมีเครื่องเล่นอยู่ไม่กี่อย่าง
ทั้งคู่เดินเข้าไปในนั้นผ่านม้าโยก กระดานหก กระดานลื่น เครื่องเล่นปีนป่าย และมาหยุดที่หน้าชิงช้ากลางสนามเด็กเล่น
“ปล่อยได้แล้ว” ในที่สุดแชยองก็เอ่ยปากขึ้นเป็คนแรก
“อะไร อ่อ...ขอโทษที” ซองซูก้มมองดูมือตัวเองก็รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ก่อนจะยอมทำตามคำสั่ง ทั้งสองเดินมานั่งที่ชิงช้า
“เธอจำครั้งแรกที่เราเจอกันได้มั้ย”
“แน่อยู่แล้ว ฉันเป็คนความจำดีจะตายไป โดยเฉพาะเื่ของนาย”
เสียงที่ดูมั่นใจในคราแรกอ่อนลงตรงประโยคสุดท้าย แต่ก็ยังดังพอให้คนด้านข้างก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาของเด็กชายที่แต่งตัวมิดชิดทันที
แชยองยังจำภาพในวันนั้นได้ดีดังที่เธอกล่าว เธอในวัย 6 ขวบ ออกมาเดินเล่นและผ่านสนามเด็กเล่นแห่งนี้ แต่ก็ต้องใเมื่อได้ยินเสียงดัง ‘โครม’ มาจากด้านในสนามเด็กเล่นแห่งนี้
เสียงนั้นทำให้เด็กหญิงสะดุ้งและรีบหันไปมอง เธอพบว่ากระดานหกด้านในล้มลง หลังจากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงร้องของแมว ร้องคลอมาเบา ๆ เป็ระยะ ๆ
เด็กหญิงรีบเดินเข้าไปดูก่อนจะพบว่าแม่แมวถูกทับขาอยู่ โดยมีลูกแมวตัวเล็ก 5 ตัว ร้องอยู่ข้าง ๆ ร่างของแม่พวกมัน เธอพยายามจะยกเครื่องเล่นขึ้นแต่ด้วยแรงอันน้อยนิดของเด็กหญิงมันไม่ส่งผลต่อเครื่องเล่นเลยแม้แต่น้อย
เธอพยายามคิดหาทางอื่นอยู่สักพัก ก่อนจะคุกเข่าลงพยายามขุดทรายรอบ ๆ ตัวแม่แมว แต่ก็ไม่มีประโยชน์ มิหนำซ้ำยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เมื่อบริเวณที่เธอพยายามจะขุดมันทรุดตัวลงเครื่องเล่นก็ยิ่งกดทับแม่แมว ตอนนี้เสียงแม่แมวร้องเบาลงเรื่อย ๆ หัวใจดวงน้อยกระตุกหวูบด้วยความกลัว
เด็กหญิงตัวน้อยเห็นแบบนั้นน้ำตาก็เริ่มร่วงหล่นออกมาจากดวงตากลมโต ในที่สุดเธอก็หยุดร้องไม่ได้อีกต่อไป เธอนั่งร้องไห้ข้าง ๆ ร่างแม่แมวที่ใกล้จะหมดลมและลูกแมวที่ร้องเสียงดังแข่งกับเธอ
‘เธอร้องไห้ทำไม เจ็บตรงไหนอย่างนั้นเหรอ’ เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเด็กหญิงตัวน้อย
‘ช่วย...ช่วยด้วย ฮืออออ แม่แมว...แม่แมวกำลังจะตาย’ เด็กหญิงหันไปมองคนที่เพิ่งมาทางด้านหลัง พร้อมกับพยายามพูดอธิบายเหตุการณ์อย่างตะกุกตะกัก
‘ใจเย็นก่อน หยุดร้องแล้วมาหาทางช่วยแมวกันก่อนดีกว่า เอาแบบนี้ฉันจะลองยกเครื่องเล่นนี่ เธอพยายามพาแมวออกมานะ อย่าจับมันแรงเข้าใจไหม’
เด็กชายคุกเข่าลงข้าง ๆ ร่างเล็กที่เอาแต่ร้องไห้ พร้อมกับใช้มือที่สวมถุงมือของตัวเองเช็ดน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้างของเด็กหญิงอย่างเบามือ
‘เข้า...เข้าใจแล้ว’ เด็กหญิงตอบพร้อมกับใช้แขนเสื้อทั้งสองข้างถูเช็ดน้ำตาที่หน้าของตัวเองอีกครั้ง
‘ฮึบ! ตอนนี้แหละ ลองดู’ เด็กชายใช้แรงทั้งหมดเพื่อยกเครื่องเล่น มันได้ผล เครื่องเล่นขยับยกสูงขึ้นจากพื้นนิดหนึ่ง
‘ได้ตัวมาแล้ว’ เด็กหญิงร้องส่งสัญญาณเพื่อให้อีกคนวางเครื่องเล่นลงได้
เด็กชายรีบถอดเสื้อวางกับพื้นและยกร่างแม่แมวขึ้นมาวางบนเสื้อของเขาด้วยความเบามือก่อนจะเงยหน้าสั่งงานคู่หูตรงหน้า
‘ฉันจะรีบพาแม่แมวไปที่คลินิกสัตว์ที่หน้าหมู่บ้าน ส่วนเธอไปตามผู้ใหญ่หรือหากล่องมาใส่ลูกแมวแล้วค่อยตามไปก็แล้วกัน’
พูดเสร็จเด็กชายก็อุ้มร่างแมวที่อยู่ในเสื้อขึ้นมาและรีบวิ่งออกจากสนามเด็กเล่นไป
เด็กหญิงได้แต่มองตามหลังร่างที่เพิ่งออกไป น้ำตาของเธอยังไหลออกมาแม้จะไม่มากเท่าเมื่อกี้ เธอเช็ดน้ำตาอีกครั้งก่อนจะตั้งสติและตัดสินใจออกไปหากล่องเพื่อเอามาใส่ลูกแมวตามคำสั่งของคนที่เพิ่งออกไป
‘คลินิกสัตว์’
“แม่แมวไม่เป็อะไรแล้ว แต่ยังอ่อนแออยู่มาก หมอคงต้องดูแลต่อไปอีกสักพัก ส่วนลูกแมวทิ้งไว้ที่นี่แหละมันไม่ควรอยู่ไกลจากแม่ของพวกมัน ส่วนพวกเธอเก่งมากที่ช่วยพวกมันไว้ เอาล่ะตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้วรีบกลับบ้านได้แล้วเดี๋ยวผู้ปกครองจะเป็ห่วง”
เ้าของคลินิกชื่นชมเด็ก ๆ พร้อมทั้งเอื้อมมือมาเพื่อจะลูบหัวทั้งสองคน เด็กหญิงยอมให้เขาลูบหัวอย่างว่าง่าย
แต่เด็กชายอีกคนกลับโยกตัวหลบมือคุณหมอด้วยความเร็ว เขาถอยไปยืนด้านหลังของเด็กหญิงทันทีที่หลบได้ ทำเอาคุณหมอถึงกับใเล็กหน่อยแต่เขาก็ยังส่งยิ้มให้เด็กชาย เขาเพียงแค่คิดว่าเด็กชายคงเป็คนขี้อาย ก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองกลับไป
‘รอด้วยสิ~’ เด็กหญิงตัวเล็กพยายามสาวเท้าเดินให้เร็วขึ้นเพื่อตามคนด้านหน้าให้ทัน คนด้านหน้าก็รีบเดินให้ห่างเธอเพิ่มขึ้นราวกับว่าเขากำลังรักษาระยะห่างจากเธอ
ภายในใจของเด็กชายนั้นเขาอยากวิ่งกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขาเริ่มรู้สึกกลัวว่าจะมีใครมาโดนตัวเขาเข้า ตอนนี้เขาไม่มีเสื้อแขนยาวปกคลุม่แขนและลำคอแล้ว เนื่องจากเขาลืมมันทิ้งไว้กับแม่แมวที่คลินิก
แต่ก็ไม่สามารถทำตามความคิดของตัวเองได้เพราะจะทิ้งเด็กผู้หญิงเดินกลับบ้านคนเดียว่ใกล้มืดเขาก็อดห่วงไม่ได้ จึงทำได้แค่เดินนำและรักษาระยะห่างไว้เสมอ
‘ออกไปเดินห่าง ๆ เลยนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน’ เขาหันไปบอกคนด้านหลังเสียงเข้ม เมื่อเด็กหญิงเริ่มเปลี่ยนจากเดินเร็วเป็วิ่งตรงมาที่เขาแทน
‘ทำไมล่ะ นี่นายเพิ่งย้ายมาเหรอ ทำไมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย ฉันชื่อแชยองนะยินดีที่ได้รู้จัก นายล่ะชื่ออะไร’
‘ซองซู หยุดเลยนะ บอกว่าอย่าเข้ามาใกล้ยังไงล่ะ’
‘ฉันไม่ทำอะไรนายหรอกน่า ทำไมต้องกลัวด้วย อ๊ะ..โอ้ยยย’ เด็กหญิงที่ไม่ยอมฟังคำสั่งห้ามปรามของอีกฝ่าย เธอได้เอื้อมมือมาดึงแขนของเด็กชายไว้เพื่อให้เขาหยุดและคุยกับเธอ
แต่มือของเธอกับรู้สึกราวกับโดนกระแสไฟฟ้าซ็อตทั่วมืออย่างแรงมันทั้งเจ็บและชาจนเธอต้องรีบดึงมือออกมาทันที
‘เป็อะไรไหม ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามาใกล้’ เด็กชายรีบใช้มือที่สวมถุงมือของเขาจับมือเด็กหญิงขึ้นมานวดเพื่อลดอาการชาที่เกิดขึ้น
เด็กหญิงตัวเล็กที่รู้สึกใและกลัวกับสิ่งที่ััไปเมื่อสักครู่ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจจนอธิบายไม่ถูก ความรู้สึกมันคล้ายกับตอนที่เด็กชายเข้ามาช่วยยกเครื่องเล่น และตอนที่เธอมองเด็กชายอุ้มแม่แมววิ่งไปคลินิก
เธอได้แต่ยื่นจ้องใบหน้าของคนตรงหน้าราวกับว่าวินาทีนี้หัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอได้ถูกโอบกอดด้วยท่าทางที่แสนอ่อนโยนจากคนที่นวดฝ่ามือให้เธออยู่ในตอนนี้
‘เมื่อกี้มันคืออะไรกัน ความรู้สึกเจ็บแล้วทำให้มือชาแบบนี้’
‘จะบอกให้ก็ได้ ต่อไปเธอจะได้ระวังตัวไว้ ฉันเป็แบบนี้มาั้แ่เกิดน่ะ ใครที่โดนตัวฉันมักจะรู้สึกเหมือนโดนไฟซ็อตอย่างแรง แบบที่เธอรู้สึกเมื่อกี้’
‘ว่าแล้วว่านายต้องไม่ใช่คนธรรมดา นายมีพลังวิเศษเหมือนกับพวกซุปเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ในทีวีใช่ไหม’ คนฟังถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปจนเห็นความเศร้าในสายตาของเด็กชายอย่างชัดเจน
‘มันไม่ใช่พลังวิเศษหรอก สำหรับฉันมันเหมือนกับคำสาปซะมากกว่า กระแสไฟพวกนี้มันทำให้แม่ที่คอยดูแลฉันร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน เพราะว่าท่านมักจะมีเื่ให้ต้องโดนตัวฉันบ่อย อาการชาที่เธอรู้สึกเมื่อกี้แม่ต้องรู้สึกแบบนั้นหลายต่อหลายครั้ง จนมันสะสมทำให้ท่านเริ่มมีอาการป่วยและชาตามร่างกายอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าพวกเราจะพยายามป้องกันแล้วก็ตาม’
‘อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ มันดูไม่เข้ากับนายเลย เท่าที่ฟังมันก็ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย เราเลือกเกิดไม่ได้นี่นา การที่นายเกิดมาไม่เหมือนใครบางทีนายอาจจะเกิดมาพร้อมกับโชคชะตาพิเศษกว่าคนอื่น ๆ ก็ได้นะ เพียงแค่ตอนนี้นายยังไม่รู้’
‘เธอคงดูละครมากไปแน่ ๆ เป็ยังไงบ้างรู้สึกหายชาบ้างไหม’
‘โอ๊ะ หายแล้ว ขอบใจนะ’ เด็กหญิงยกมือขึ้นมาขยับดูเพื่อเช็คให้แน่ใจอีกครั้ง
‘ทีนี้ก็อย่ามาโดนตัวฉันอีกเข้าใจไหม’
‘เข้าใจแล้ว แต่นายอย่าเดินห่างแบบเมื่อกี้ได้ไหม เดินไปพร้อม ๆ กัน ฉันสัญญาจะไม่ไปโดนตัวนายอีก’ เด็กชายได้แต่ผยักหน้าแทนคำตอบ
เด็กทั้งสองคนเดินไปคุยกันไปตลอดทางมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็ครั้งคราวจากบทสนทนาของทั้งคู่ แชยองรู้สึกว่าวันนี้เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินเมื่อพวกเขาทั้งคู่มายืนอยู่หน้าบ้านเธอ เด็กหญิงจำใจต้องบอกลาเพื่อนใหม่แล้ว
‘วันนี้ขอบใจนะ ถ้านายไม่มาช่วยไว้แม่แมวคงไม่รอดแน่’
‘อื้ม รีบเขาบ้านได้แล้ว ฉันกลับก่อนนะ’ เด็กชายโบกมือลาเพื่อนคนแรกของเขาเพราะเขาพึ่งย้ายมาอยู่เมืองนี้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนเด็กชายจะหันหลังและรีบวิ่งกลับบ้านทันที
แชยองเข้าบ้านไปเธอก็เล่าเหตุการณ์วันนี้ให้พ่อกับแม่ฟังในระหว่างที่ครอบครัวนั่งกินข้าวเย็นกัน ผู้เป็พ่อและแม่รับรู้ได้ทันทีว่าลูกสาวปลื้มในตัวเพื่อนใหม่คนนี้มากเป็พิเศษ เพราะเธอพูดถึงเขาไม่ยอมหยุดเลย สองสามีภรรยาได้แต่หัวเราะกับการกระทำของเด็กหญิงตัวน้อย
“ว่าแต่นายถามขึ้นมาทำไม เกี่ยวกับที่นายบอกว่ามีเื่จะคุยเหรอ”
“ใช่” ซองซูตอบพลางหันหน้ามาสบตาคนที่ถามเขา
“ ”
“แค่อยากจะบอกว่าเธอยังน่ารักเหมือนในวันนั้นไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด” พูดจบเขาก็ส่งยิ้มกว้างให้เธอ
“อะ...อะไรของนาย จะแกล้งอะไรฉันอีกเนี่ย”
“ฮ่า ๆ แค่อยากจะสื่อว่าความรู้สึกที่ฉันมีให้เธอในวันนั้นกับวันนี้มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็แค่นั้น” คนพูดยังคงพูดไปพร้อมกับมองหน้าคนข้าง ๆ ไปด้วย
ซองซูเอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่ายอีกครั้งทำเอาคนที่ถูกจับมือถึงกับทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรือห้ามปรามแต่อย่างใด
แชยองได้แต่สับสนว่านี่คืออะไรกัน เขากำลังสารภาพรักกับเธออยู่ใช่ไหมหรือเธอคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า
“เพราะฉะนั้นหยุดคิดอะไรไร้สาระได้แล้ว”
“คิดอะไร”
“ก็อย่างเช่น เื่ของ...นาบีไง ฉันรู้ว่ามันกวนใจเธอ แต่มันก็เป็แค่การช่วยเพื่อนร่วมห้องเฉย ๆ ฉันไม่อยากให้เธอหวั่นไหวกับเื่แค่นี้ ฉันว่าเราควรเชื่อใจกันให้มากขึ้นนะ จะได้ไม่มาเสียเวลากับเื่แค่นี้”
“อะไร ฉันเนี้ยนะคิดมากเื่นั้น ไม่ใช่สักหน่อย ปล่อยเลยนะ” แชยองพยายามสะบัดมือออกจากคนที่เอาแต่ส่งยิ้มให้เธอ แต่อีกฝ่ายกับยิ่งออกแรงจับมากขึ้น
“อะไรกัน ไม่ชอบให้ฉันจับมือหรอกเหรอ เดาใจยากจังผู้หญิงคนนี้” เห็นคนข้าง ๆ ทำท่าทางไม่ถูกเขายิ่งอยากแกล้งเธอเข้าไปใหญ่
“อะไรของนายเนี่ยวันนี้ กินยาอะไรผิดมารึไง” คนพูดได้แต่ทำเป็มองไปทางอื่น เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าเธอไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลยตอนนี้
“จริง ๆ แล้วฉันเองก็อยากจับมือเธอแบบไม่มีถุงมือบ้านี่กั้นสักครั้งในชีวิตเหมือนกันนะ อยากจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วมือเธอเล็กแค่ไหนกัน แล้วมันจะนุ่มแบบที่ฉันคิดไว้ไหม”
“ฉันเชื่อว่าต้องมีสักวันที่เราจะทำแบบนั้นได้ ฉันจะหาวิธีนั้นให้ได้คอยดู”
ทั้งสองคนสบตากันอีกครั้งและเชื่อว่าต่างฝ่ายต่างรับรู้ความรู้สึกที่มีให้กันดีว่ามันคืออะไร
แม้พวกเขาจะไม่เคยพูดเื่สถานะของความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจัง แต่ก็เหมือนกับว่าพวกเขาเข้าใจในความสัมพันธ์และความรู้สึกที่เป็อยู่ตอนนี้ได้ชัดเจนโดยไม่ต้องพูดมันออกมา