หัวหน้ากองลาดตระเวนะโลงมาจากม้าประสานมือรายงานมาทางรถม้า “โปรดอภัยที่คุ้มกันล่าช้า หวงจื่อเฟยปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ลี่หนาน ชางอิงยังคงใจนหน้าซีด เมื่อได้รับสัญญาณจากนายหญิง พวกนางจึงค่อย ๆ เปิดม่านรถม้าออก
ซูอันหนิงนั่งนิ่งเหมือนกำลังวางท่าพระชายาอยู่ สองมือซุกไว้ในแขนเสื้อเพื่อซ่อนปลายนิ้วที่กำลังสั่นระริก นางมองออกไปนอกรถม้า นอกจากคนขับรถม้าและเหอไห่แล้ว ก็มีทหารรักษาเมืองเพิ่มขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง
ยามนี้ผู้เป็หัวหน้าหน่วยทำความเคารพนางอยู่ตรงนั้น ซูอันหนิงไม่รู้จักบุรุษตรงหน้า แต่สัญชาตญาณบอกว่าห้ามให้คนผู้นี้เห็นความอ่อนแอของนางเด็ดขาด นางถึงได้มีท่าทีราวกับนางพญาเช่นนี้
“ข้าไม่เป็ไร” นางได้ยินเสียงของตนเองเอ่ยเรียบ ๆ
หัวหน้ากองเงยหน้าทอดสายตามองเข้าไปในรถม้านานกว่าปกติ แววตาของเขาปรากฏความสงสัยอย่างเลือนราง กระทั่งได้ยินเสียงกระแอมเตือนเขาจึงได้ถอนสายตากลับ
“กระหม่อมจะนำกำลังคุ้มกันหวงจื่อเฟยกลับจวนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เหอไห่คิ้วกระตุก เอ่ยเสียงเรียบ
“หัวหน้ากองเหลยอย่าได้เสียเวลาอยู่เลย เชิญลาดตระเวนต่อเถิด คนร้ายสมควรจับตัวมาให้ได้หาไม่แล้วหวงจื่อเฟยจะออกจากจวนอย่างสบายใจได้อย่างไร ข้าคือองครักษ์ที่หวงจื่อวางไว้ให้คอยปกป้องหวงจื่อเฟย ความปลอดภัยนับจากนี้ข้าจะดูแลเอง”
ได้ยินคำพูดของเหอไห่ซูอันหนิงก็คลายหัวคิ้วลง มือที่กำแน่นอยู่ปล่อยออกโดยไม่รู้ตัว
นางไม่รู้เลยว่าคนผู้นั้นจะใส่ใจเพียงนี้ ที่แท้เขาก็ไม่ได้เฉยชาเสียทีเดียว...ยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง
เหลยเจิ้นถิงไม่หงุดหงิดกับท่าทีของอีกเหอไห่ เขาตอบอย่างจริงจังว่า “องครักษ์เหอกล่าวได้ถูกต้อง ข้าได้ให้เ้าหน้าที่ไล่ตามคนร้ายไปแล้ว จะต้องจับตัวมาให้ได้อย่างแน่นอน”
เหอไห่ยิ้ม “สมเป็หัวหน้ากองเหลย ละเอียดรอบคอบจริง ๆ หวังว่าจะได้รับข่าวดีว่าจับคนร้ายได้ มิใช่ข่าวร้ายแจ้งว่ามันหนีไปได้”
ขณะที่เหลยเจิ้นถิงพยายามจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด องครักษ์เหอก็พยายามกีดกันการสร้างผลงานของเขาอย่างสุดทาง พระชายาขององค์ชายรองกลับเอาแต่ครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์เฉียดตายที่เพิ่งผ่านมา
มือของนางเคลื่อนไหวไปเอง พลังของข้อมือไม่ธรรมดาเลย หากเป็ตัวนางในชาติก่อน ไม่มีทางที่จะหลบการโจมตีนี้ได้แน่ หรือว่าจะเป็ปฏิกิริยาป้องกันตัวของเ้าของร่างเดิม ?
จู่ ๆ ความร้อนก็แล่นขึ้นมาที่อก รสหวานตีพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ นางกระอักโลหิตออกมาแล้วล้มไปพิงสาวใช้ที่ใจนลนลาน
สุดท้ายมาดพระชายาผู้เก่งกาจก็ถูกฝนโลหิตทำลายลงเช่นนี้
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง ซูอันหนิงเอนกายพิงผนังรถอย่างอ่อนแรง พอกระอักเืออกมาแล้วในอกถึงได้โล่งขึ้นมาบ้าง
“หวงจื่อเฟยจะให้บ่าวเรียกหมอหลวงหรือไม่เพคะ” ลี่หนานขมวดคิ้วถาม สีหน้าเป็กังวล
ซูอันหนิงส่ายหน้า “ข้ารู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วรีบกลับจวนเถิด ข้าอยากพักผ่อน”
ชางอิงขยับเข้ามากระซิบรายงานเสียงเบา “คุณหนูเ้าค่ะ...หัวหน้ากองคนเมื่อครู่ก็คือคุณชายเหลยเจิ้นถิง เป็เพื่อนเล่นวัยเด็กของคุณหนูเ้าค่ะ”
ซูอันหนิงสำลักเบา ๆ ขมวดคิ้วมองสาวใช้ทั้งสอง นึกถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นยามพบหน้ากันเมื่อครู่ จึงอดถามอย่างระมัดระวังไม่ได้ “แล้ว...เขากับข้าเป็อะไรกันหรือ ?”
“เป็เพื่อนเล่นวัยเด็กเ้าค่ะ” ชางอิงยังยืนยันคำเดิม
ซูอันหนิงหลับตาลงนั่งเอนไปด้านหลังขมวดคิ้วครุ่นคิด...เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าข้ากับเขาเป็ศัตรูที่ไม่ลงรอยกันเล่า ความรู้สึกอยากเอาชนะที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุเมื่อครู่คืออะไรกันแน่ ?
ขมับของนางเต้นตุบ ๆ เหมือนมีบางสิ่งกำลังเคาะอยู่ในความทรงจำ แต่กลับคว้าจับเอาไว้ไม่ได้เลย
เหอไห่ที่ขี่ม้าตามอารักขาขยับม้าเข้ามาใกล้หน้าต่างคล้ายไม่ตั้งใจคล้ายไม่เจตนา แววตามองตรงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังแต่หูกลับจดจ่ออยู่ที่บทสนทนาภายในรถม้า ไม่ยอมให้พลาดไปแม้แต่คำเดียว
ข่าวพระชายาองค์ชายรองถูกลอบสังหารแพร่ออกไปทั่วเป่ยจิง ฮ่องเต้มีความกังวลจึงได้ส่งขันทีมาส่งของขวัญปลอบใจ
“หวงจื่อเฟยอย่าได้มากพิธี ฝ่าารับสั่งว่ามิต้องให้หวงจื่อเฟยคุกเข่ารับของพระราชทานพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียกมือปรามเมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของนาง
แขนข้างหนึ่งของซูอันหนิงาเ็ต้องพันผ้าขาวราวกับขนมจ้าง แม้ตัวคนก็ดูซีดเซียวอิดโรย กงกงถ่ายทอดรับสั่งที่แสดงถึงความห่วงใยจากฝ่าาเสร็จ มองประเมินนางอีกเล็กน้อยก็กลับไปรายงานทันที
หลังจากส่งขันทีจากไปมารดาของซูอันหนิงก็มาเยี่ยม ทั้งคู่ประคองกันเข้าไปจนถึงเรือนหลัง ซูหลินซื่อชะงักมองสระบัวเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าแล้วหันมาทางบุตรสาว
“เหตุใดจึงทรุดโทรมเพียงนี้ ท่านพ่อของเ้าเองก็กังวลจึงได้ให้แม่มาพาสาวใช้ที่เป็วรยุทธ์มาให้ลูกอีกสองคน”
ด้านหลังของซูหลินซื่อมีสาวใช้รุ่นใหญ่อายุประมาณยี่สิบกว่าปียืนกุมมืออย่างสำรวมอยู่ แต่ละคนมีรูปร่างสูงโปร่งหน้าตางดงามท่าทางกระฉับกระเฉง
ซูอันหนิงเอียงคอมองสาวใช้ทั้งสองก่อนจะสบตามารดา “ท่านแม่ข้าไม่เป็ไร อีกไม่กี่วันจะถึงงานเลี้ยงในวังแล้ว ข้าไม่อยากไปก็เลยทำให้ตัวเองดูเหมือนอาการหนักเท่านั้นเอง”
นางกล่าวพลางโบกมือข้างที่าเ็ด้วยท่าทางร่าเริง เมื่อเห็นสายตาตำหนิของมารดาจึงได้วางมือลงพูดเสียงอ่อย
“ข้าในี่นา...เกือบจะถูกแทงตายกลางทางแล้วร่างกายก็เลยไร้เรี่ยวแรง าเ็ไม่เท่าไรแต่ป่วยเพราะความใคือเื่จริงนะเ้าคะ”
สีหน้าซูหลินซื่ออ่อนลง นางดึงมือที่าเ็ของบุตรสาวไปกุมไว้หลวม ๆ “เอาละ ๆ ไม่ต้องมาแสดงละครหลอกแม่ แม่เป็แม่ของเ้า ลูกไม้แบบใดที่แม่ไม่เคยเห็นบ้าง”
กล่าวจบนางก็ยิ้มกว้างมองบุตรสาวตรงหน้า สายตาที่มองมาราวกับว่าได้กลับมาพบกันหลังจากต้องห่างหายไปนาน
ซูอันหนิงเงียบไปชั่วครู่ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ ชะงัก ปลายนิ้วที่กุมแขนมารดาแน่นขึ้นเล็กน้อย
มารดานางอาจไม่ทราบ ทว่านางไม่ได้ลืมว่าตนเองเป็เพียงดวงิญญาจากโลกอื่น แล้วเหตุใดนิสัยของนางจึงได้คล้ายคลึงกับพระชายาซูผู้นั้นได้ถึงเพียงนี้
แท้จริงแล้ว...นางคือนางจากโลกก่อน หรือเป็นางจากโลกนี้กันแน่
เทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้เข้ามา ซูอันหนิงกำลังยุ่งอยู่กับการทำขนมไหว้พระจันทร์ ยังต้องสั่งตัดชุดฤดูหนาวเตรียมไว้สำหรับทุกคนในจวนอีกด้วย
พอเห็นนางง่วนอยู่กับงาน หม่าหมัวมัวจึงเข้ามาเลียบเคียงเอ่ยถึงองค์ชายรอง กล่าวเตือนสติให้รู้ตัวว่านางยังมีสามีอยู่อีกคน
“อากาศใกล้หนาวแล้ว ได้เวลาส่งเสื้อกันหนาวไปให้หวงจื่อแล้วนะเพคะ หวงจื่อเฟยจะเขียนจดหมายถึงหวงจื่อหรือไม่”
ซูอันหนิงกำลังครุ่นคิดลวดลายขนม เมื่อได้ยินคำถามของหม่าหมัวมัวก็ตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องไตร่ตรอง “ไม่มี”
“หวงจื่อเฟยเขียนสักหน่อยนะเพคะ รายงานเื่ราวภายในจวนกลับไปก็ได้ นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว อีกไม่นานหวงจื่อก็จะกลับมา แต่หวงจื่อเฟยยังไม่เคยเขียนจดหมายส่งไปสักครั้ง”
“ก็ได้...ข้าเขียน...ข้าเขียน...” เสียงตอบรับลากยาวราวกับ้าจะตัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น
นางวางปากกาขนนกลง ลี่หนานจึงเข้ามายกกระดาษวาดแบบออกไปตากหมึกให้แห้ง ชางอิงขยับเข้ามาวางกระดาษแผ่นใหม่ลง ซูอันหนิงจุ่มปากกาขนนกที่นางประยุกต์ใช้จากขนห่านแล้วยกค้างกลางอากาศ
กำลังจะก้มหน้าเขียนก็เห็นเงาสามเงาโน้มเอียงเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย หม่าหมัวมัว ลี่หนาน และชางอิงจึงพากันยืดตัวกลับอย่างรวดเร็ว
พอก้มหน้าลงก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามอง จึงเงยหน้าขึ้นพูดอย่างเหลืออด “พวกเ้าทำอย่างนี้ข้าเขียนไม่ออกหรอกนะ”
หม่าหมัวมัวยิ้มแย้มให้กำลังใจ “ค่อย ๆ เขียนก็ได้เพคะ ถ่ายทอดความคิดถึงของหวงจื่อเฟยลงในจดหมาย บอกออกไปให้หวงจื่อทราบว่าท่านคิดถึงองค์ชายมากเพียงใด... พวกบ่าวจะออกไปรอข้างนอก หวงจื่อเฟยจะได้มีสมาธิ”
ซูอันหนิงบ่นพึมพำ “ถ่ายทอดความคิดถึงหรือ...ถ่ายทอดความอัดอั้นตันใจจะถูกกว่ากระมัง”
เมื่อห้องกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง นางจึงได้ก้มหน้าลง แล้วเริ่มเขียนความในใจที่อัดแน่นของตนอย่างช้า ๆ