กู้ชิงเฉิงยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อย“หากก้าวพ้นคุกหลวงต้าฉินออกไป ความเป็นความตายนั้นคงยากจะคาดเดา”
“จริงแท้” โม่อวี้เฉินครุ่นคิดพลางหันไปมองเฟิงเจ๋อ“จัดคนไปช่วยพวกเขาออกจากคุกหลวง และกำชับที่ประตูเมืองให้ด้วย”
จะต้องให้พวกเขาจากไปอย่างราบรื่นเพราะเมื่อพ้นจากเมืองหลวงแล้ว การเผชิญกับเหล่าคนชั่วร้ายนั้นย่อมเป็นเรื่องปกติ
โม่หรั่นถังพึงพอใจกับการจัดการของโม่อวี้เฉินยิ่งนักหลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เขากลับจวนอ๋อง แน่นอนว่าพรุ่งนี้เขาก็จะกลับมาอีกตำหนักบูรพาแห่งนี้มีทั้งสุราและอาหาร เขาอยากจะมาที่นี่ทุกวันการรับกู้จิ่งเซวียนเป็นศิษย์นั้นถือเป็นเหตุผลที่เหมาะสมยิ่ง
“เซวียนเอ๋อร์ ท่านลุงสวีคือใครกัน?” โม่อวี้เฉินอุ้มกู้จิ่งเซวียนเข้ามาในอ้อมแขนมองเห็นกู้ชิงเฉิงกำลังเขียนจดหมายตอบ จึงเอ่ยถามเสียงเบา
“ท่านลุงสวีก็คือท่านลุงสวีอย่างไรเล่าขอรับ” กู้จิ่งเซวียนตอบกลับมาแต่คำตอบนี้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการไม่ตอบ
“แล้วเจ้าว่าผู้ใดดีกว่ากัน ระหว่างพ่อกับท่านลุงสวี?” โม่อวี้เฉินรู้สึกว่าช่วงนี้ตนเองนั้นหึงหวงจนเกินพอดีไปหน่อย
จากเกอจวิ้นไปถึงหยวนจิ่วแล้วจากหยวนจิ่วมาถึงสวีอิ่นชิงเขาสังเกตเห็นว่ากู้ชิงเฉิงมีผู้มาชอบพอนางมากเกินไปช่างเพิ่มภาระงานให้เขาเสียจริง บรรดาผู้มาชอบพอนางเหล่านี้จะต้องถูกกำจัดไปทีละคน
“ท่านพ่อดีกว่า แต่ท่านลุงสวีก็ดีเช่นกันขอรับ” กู้จิ่งเซวียนตอบโดยไม่ลังเลทำเอาโม่วอวี้เฉินเจ็บใจจนแทบจะกระอักเลือด
“ช่างเถอะ สักวันหนึ่งพ่อจะไปพบเขา” โม่อวี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองกู้ชิงเฉิงที่กำลังเขียนจดหมายใบหน้าของนางนั้นสงบนิ่ง ทำให้เขาวางใจได้ในระดับหนึ่ง
“เฉาปอถูกกู้ตงหลิงทำให้พิการ” กู้ชิงเฉิงปล่อยนกพิราบสื่อสารไปแล้วเอ่ยข่าวอันน่าตกใจอีกเรื่องหนึ่ง “หมากตัวนี้คงหมดประโยชน์แล้ว”
“ไม่เป็นไร ยังมีชาวซีหลินอยู่” โม่อวี้เฉินปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น“อันที่จริงเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้กับกู้หยวนเจี๋ยตระกูลกู้ก็ถึงคราวจบสิ้นแล้ว”
“แต่ยังเหลือตระกูลถังอีก” กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยตระกูลถังที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับเป็นภัยที่จัดการได้ยากยิ่งถังเชี่ยวก็เป็นผู้มีเล่ห์เหลี่ยมเช่นกันมิเช่นนั้นนางคงไม่ทำร้ายไป๋ซินได้ถึงเพียงนั้น
โม่อวี้เฉินพยักหน้า“เจ้าวางใจเถอะ ตระกูลถังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “พรุ่งนี้จวนตระกูลซูจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาข้ารับเทียบเชิญแทนเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนหย่อนใจเสียบ้างเถอะ”
เขารู้ว่ากู้ชิงเฉิงกลับมาด้วยสองจุดประสงค์หนึ่งคือการรักษากู้จิ่งเซวียน และสองคือการแก้แค้น
ช่วงนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นไปอย่างราบรื่นนักแม้ว่าตระกูลกู้จะต้องเผชิญหน้ากับการล่มสลาย แต่ก็คงไม่ง่ายดายนักเขาหวังว่านางจะวางความระแวงลงบ้าง อีกทั้งการเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเป็นวิธีที่ดี
“ข้าจะไปกับเจ้า และจะพาทั้งเซวียนเอ๋อร์ไปพร้อมกันด้วย” โม่อวี้เฉินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “วางใจเถอะตระกูลซูเป็นตระกูลบัณฑิต พูดคุยง่าย”
“ซูเหวินจิ้งก็คงจะอยู่ที่นั่นด้วยกระมัง” กู้ชิงเฉิงกลับหัวเราะแล้วถามคำถามนั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้โม่อวี้เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยนึกถึงซูเหวินจิ้งเลยแม้แต่น้อย
ยามนี้เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา“แล้วอย่างไรเล่า? พระชายาของข้าหึงหวงแล้วหรือ?”
“บ้าจริง” กู้ชิงเฉิงแย่งกู้จิ่งเซวียนมาจากอ้อมแขนของเขา“ไปเถอะ เซวียนเอ๋อร์ ถึงเวลาดื่มยาแล้ว”
“งานเลี้ยงน้ำชาในวันพรุ่งนี้…” โม่อวี้เฉินถอนหายใจออกมาอย่างจนใจแต่เขาจะไม่ท้อแท้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิมเขาต้องรั้งภรรยาและบุตรชายของเขาไว้ให้ได้
งานเลี้ยงน้ำชาจัดขึ้นที่เรือนพักตากอากาศของตระกูลซูเชิญเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงรวมถึงเหล่าฮูหยินจากตระกูลขุนนางและเชื้อพระวงศ์
แม้ว่างานเลี้ยงน้ำชานี้จะมีชื่อว่าเป็นการชมดอกไม้และดื่มชาแต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นงานนัดดูตัวรูปแบบหนึ่ง
บรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต่างแต่งกายอย่างพิถีพิถันเหล่าคุณชายและทายาทตระกูลขุนนางก็ล้วนสวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณที่งดงาม
กู้ชิงเฉิงสวมผ้าคลุมหน้าส่วนโม่วอวี้เฉินจับมือกู้จิ่งเซวียนคนละข้างแล้วเดินเข้าสู่เรือนพักตากอากาศทำให้ดึงดูดสายตาของเหล่าสตรีสาวมากมาย ในเมืองหลวงนี้ผู้ที่สะกดใจเหล่าสตรีสาวมากที่สุดก็คือโม่อวี้เฉินนั่นเอง
สำหรับตำแหน่งพระชายาของกู้ชิงเฉิงในครั้งนั้นนับเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวงยิ่งนักเพราะตำแหน่งพระชายาของนางได้มาอย่างไม่สง่างามผู้คนล้วนกล่าวขานกันอย่างเป็นเรื่องตลกขบขันทว่าเบื้องหน้าองค์รัชทายาทโม่อวี้เฉิน กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้
ในอดีตเรื่องนี้เป็นสิ่งที่องค์รัชทายาทโม่อวี้เฉินรังเกียจที่สุด แต่ในวันนี้พวกเขากลับได้เห็นทั้งครอบครัวเดินทางมายังงานเลี้ยงน้ำชาพร้อมหน้าพร้อมตา
แม้ราชครูกู้จะประสบเคราะห์กรรมไปแล้วแต่กู้ตงหลิงก็ยังคงงดงาม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนางสวมชุดกระโปรงยาวลากพื้นสีชมพูอ่อนลายดอกบัวปักลายผีเสื้อสีเหลืองอ่อนบริเวณชายกระโปรง สวมเสื้อตัวในสีแดงทับด้วยผ้าคลุมโปร่งบางสีฟ้าอ่อนปักลวดลายงดงาม นางยังคงสูงศักดิ์และสง่างามดุจเดิมทุกประการทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงน้ำชาพากันจับจ้องมาที่นางในทันที
หลายปีมานี้แม้นางจะนั่งบนรถเข็น แต่ก็ยังคงมีอำนาจบารมีไม่เสื่อมคลาย เพราะมีตระกูลกู้ตระกูลถัง และตระกูลไป๋หนุนหลัง จึงไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้
ข้างกายนางไร้เงาเฉาปอผู้ซึ่งไร้ประโยชน์ไปเสียแล้วเพราะเขากลายเป็นขันที จึงไม่อาจแต่งงานกับกู้ตงหลิงได้ นอกจากนี้ถังเชี่ยวยังได้แนะนำกู้ตงหลิงว่า ในงานเลี้ยงน้ำชาวันนี้นางสามารถทูลขอฮ่องเต้ให้ยกเลิกการหมั้นหมายได้ทันทีเพื่อไม่ให้นางต้องแต่งงานกับขันที
กู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินนั่งอยู่ด้านหน้าไม่นานนักฮ่องเต้ฉินก็เรียกโม่อวี้เฉินไปเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องที่ราชครูกู้หลบหนีออกจากคุกซึ่งทำให้ทรงกริ้วยิ่งนัก เรื่องนี้ได้มีการปรึกษาหารือกันในราชสำนักแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ จึงต้องมาหารือกันที่นี่เนื่องจากราชครูกู้มีสถานะพิเศษ
“นางผู้นั้นคือหญิงแพศยาที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำทรามปีนขึ้นเตียงองค์รัชทายาทในวันวานใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ข้าหากเป็นนาง คงจะกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายไปแล้ว”
“นางมีหน้ามาปรากฏตัวในงานเช่นนี้ได้อย่างไร”
“องค์รัชทายาทก็ยังหลีกเลี่ยงนางนับตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็ทรงปลีกตัวจากไปแล้ว”
ไม่ไกลออกไปสตรีหลายคนกำลังพูดคุยกัน เสียงไม่เบานัก ทำให้ผู้คนโดยรอบได้ยินถนัดชัดเจน
“ท่านแม่ พวกนางเป็นคนชั่วร้าย” กู้จิ่งเซวียนหน้าแดงก่ำกล่าวด้วยความคับข้องใจ มีผู้ใดกล้าว่าร้ายมารดาของเขาเช่นนี้เขาเองก็มีโทสะอยู่บ้าง
กู้จิ่งเซวียนกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืนขาเล็กๆ ก้าวตรงไปยังสตรีเหล่านั้น ใบหน้าของเขายังคงประดับรอยยิ้มดูไร้เดียงสาน่าเอ็นดู
สตรีเหล่านั้นเห็นกู้จิ่งเซวียนเข้ามาแม้ในใจจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่กล้ากล่าวอันใด เพราะเด็กชายตัวน้อยเป็นถึงซือจื่อ
ในขณะนั้นเองกู้จิ่งเซวียนไม่รู้ไปคว้าดินมาจากที่ใดเต็มกำมือ แล้วก็เดินโซเซจนล้มลงไปด้านหน้ามือเล็กๆ ของเขาคว้ากระโปรงของสตรีคนหนึ่งไว้โดยไม่ตั้งใจ แต่ก็คว้าไม่ติดมือจึงไถลลงไป ทิ้งรอยเปื้อนดินเป็นทางยาวสองเส้นไว้บนชายกระโปรงสีขาว
“อ๊าย... เสื้อผ้าของข้า!” สตรีผู้นั้นกรีดร้องเสียงแหลมพลางยกมือผลักกู้จิ่งเซวียนจนล้มลงกับพื้น
“ฮึก... ฮือออ...” กู้จิ่งเซวียนที่ล้มคว่ำอยู่กับพื้นก็เริ่มร้องไห้เสียงดังลั่น
เดิมทีฮองเฮาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่คนเหล่านั้นล่วงเกินกู้ชิงเฉิงเพราะครั้งที่แล้วกู้ชิงเฉิงทำให้นางกำนัลเฉาตายทำลายเกียรติของเกอหลิงหยางจนหมดสิ้น นางยังคงโกรธแค้นอยู่จึงไม่คิดจะสนใจความเป็นตายของกู้ชิงเฉิง แต่นางไม่อาจทนเห็นกู้จิ่งเซวียนถูกรังแกได้
“ผู้ใดกัน กล้าทำร้ายซือจื่อ ลากตัวออกไป โบยให้ตายเสีย!” ฮองเฮากล่าวพลางวิ่งเข้าไปอุ้มกู้จิ่งเซวียนผู้ตัวกลมที่นอนร้องไห้อยู่บนพื้นขึ้นมาด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความเจ็บปวด นี่คือหลานชายของนาง
สตรีที่ผลักกู้จิ่งเซวียนล้มลงรีบคุกเข่าก้มศีรษะขออภัย“ฮองเฮาเพคะ โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจฮองเฮาโปรดไว้ชีวิต!” นางกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม
ส่วนกู้จิ่งเซวียนก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของฮองเฮาตัวสั่นเทา ร้องไห้ด้วยความน่าสงสารเสียงร้องไห้นั้นยิ่งทำให้ฮองเฮาทรงกริ้วหนักขึ้นไปอีกนางไม่ฟังคำขอร้องของสตรีผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย