บทที่ 40 ไป๋เซียงจวิ้น องค์หญิงผู้ถูกทอดทิ้ง
“ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ก็มีรุ่ยอ๋องเจ้าค่ะ ที่มาหาข้าบ่อยๆ”เสียงหวานของสตรีท่าทางเรียบร้อยสมกับที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีกล่าวเบาๆท่ามกลางหิมะแรกของปีที่ตกอยู่นอกหลังคา
หลังจากการศึกเล็กๆน้อยๆ เฉินจือหานคุณชายใหญ่ตระกูลเฉินก็ขึ้นเป็นรองแม่ทัพยามนี้บ้านเมืองไม่ได้มีสงครามมากมายนัก หลังจบศึกจึงยังพอมีเวลาได้พักเฉยๆอยู่กับเรือนเช่นนี้
“งั้นหรือแล้วมีใครรังแกเจ้าหรือไม่”เสียงนุ่มของบุรุษหันมาถามพร้อมสายตาที่แสดงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบังทว่าหญิงสาวกลับยิ้มขืนๆ พร้อมหลบหน้า
ไป๋เซียงจวิ้นถูกส่งมาที่นี่ในฐานะตัวประกันแม้จะได้รับการปฏิบัติไม่จากองค์หญิงคนอื่นๆแต่ด้วยฐานะของนางจะถูกผู้คนเหยียดหยามก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกนัก
“มีล่ะสิ”
“ช่างเถอะเจ้าค่ะมันก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดตัวข้าจะรับมือไม่ไหว”ไป๋เซียงจวิ้นเป็นสตรีที่โตมาในรั้ววัง การแข่งขันของสตรีนางก็เจอมาตั้งแต่เด็กไม่มีสิ่งใดที่ทำอะไรนางได้ ในอีกมุมอู่หงถิงก็คงไม่ยอมให้สตรีในปกครองของตนถูกทำร้ายเช่นกัน
“แล้ว...เจ้าตัดสินใจเรื่องนั้นหรือยัง” เฉินจือหานถามต่อ
ปีนี้เป็นปีที่สามที่ไป๋เซียงจวิ้นอยู่ที่แคว้นฝูหมายความว่าใกล้เวลาที่นางจะต้องกลับแคว้นลี่ขึ้นทุกวันสิ่งที่เฉินจือหานถามก็คือสิ่งนั้น ว่าไป๋เซียงจวิ้นจะกลับแคว้นลี่หรือไม่หรือว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ...
“เฉินจือหาน...”สายตาของหญิงสาวช้อนมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาลำบากใจ
“ข้ารู้สึกอย่างไรกับเจ้าตัวเจ้าย่อมรู้ดีหากตัวเจ้ายังหลีกเลี่ยงเช่นนี้แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าคิดเช่นไร”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบไม่ได้จริงจังหรือดุดันกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนมากมายในนั้น
“ข้า...ยังไม่ได้คิดกับท่านในเชิงนั้นเสียหน่อย อย่ามากดดันข้านะ”ไป๋เซียงจวิ้นเอียงคอพูดด้วยใบหน้าลำบากใจ
“หรือเจ้ามีคนอื่นในใจหรือ”เฉินจือหานถามแต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบ “แต่วันๆเจ้าก็อยู่แต่ในเรือนไม่ก็ไปกับแม่ข้า ถ้าจะมีคนอื่น คงเป็นหนานฟางผู้นั้น”
เฉินจือหานพูดอย่างคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เพราะอะไรหรือ เพราะว่าตนกับอู่หนานฟางเติบโตมาด้วยกันและเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าชื่นชมไป๋เซียงจวิ้นไม่มีทางเลยที่บุรุษอย่างอู่หนานฟางจะกล้ามาชอบสตรีเดียวกับตน
นั่นคือสิ่งที่เฉินจือหานคิดโดยที่เขาก็คาดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นไม่กี่ปี อู่หนานฟางได้มาสารภาพกับชินอ๋องว่าเขากับองค์หญิงไป๋ผู้นี้ รักกันอยู่จริงๆ
ส่วนไป๋เซียงจวิ้นก็ได้แต่เงียบไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
จนกระทั่งกำหนดการณ์เดินทางกลับของไป๋เซียงจวิ้นได้ถูกประกาศออกมาโดยที่มีทัพของแคว้นฝูจัดเตรียมไว้ให้ตามคำขอร้องของแคว้นลี่ โดยนัดหมายกับทัพของแคว้นลี่ที่ชายแดน
การเวลาในแคว้นฝูของไป๋เซียงจวิ้นก็น้อยลงสิ่งที่นางทำก็ยังเหมือนทุกวัน ตื่นมาทำความเคารพอู่หงถิง ช่วยงานในจวนตระกูลเฉินออกงานสังคม และพูดคุยกับบุรุษหน้าเดิมๆ ที่ดูแลตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
“หลังจากกลับไปปัญหาระหว่างแคว้นก็คงจะคลี่คลาย เราคงจะได้เจอกันอีกเร็วๆ นี้”อู่หนานฟางรุ่ยอ๋องกล่าวกับไป๋เซียงจวิ้นด้วยรอยยิ้ม ไม่ต่างจากบุรุษคนอื่นๆที่มาส่ง ทั้งชินอ๋อง องค์รัชทายาท เฉินจือหาน และจ้าวหานเหล่าพี่ชายทีแสนใจดีของไป๋เซียงจวิ้นตลอดสามปีที่ผ่านมา
“แน่นอนเจ้าค่ะข้าจะกลับมาแน่นอนเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นข้าจะยอมสวมชุดเจ้าสาวเข้าแคว้นมาในฐานะสะใภ้อย่างถูกต้อง”เสียงหวานพูดขึ้นอย่างไม่ดังไม่เบา ใบหน้าสวยก้มลงขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดจบก็รีบหนีขึ้นรถม้าไปไม่ยอมมองหน้าผู้ใดอีก
ทว่าบุรุษที่อยู่ด้านล่างกลับไม่ได้สงบเช่นที่เห็นทุกเขาต่างตกใจ แต่ไม่นานก็มีเสียงโหร้องอย่างดีใจออกมา
ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณชายเฉินตามขอองค์หญิงผู้นี้แต่งงานมาตั้งแต่ยังไม่พ้นปีแรกที่นางมาถึง
ในที่สุดนางก็ยินยอมเสียที
แต่ยังไม่ทันมีใครถามความจริงจากนางขบวนรถม้าก็เดินทางออกจากเมืองหลวงไปเสียแล้ว
... ... ...
รถม้าแห่งราชวงค์แคว้นลี่เคลื่อนตัวออกจากผู้คนเสียงผู้คนเริ่มเงียบใบหน้าสวยขององค์หญิงไป๋เซียงจวิ้นมองทอดออกไปด้านนอกด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
ยามมาก็มาด้วยคนไม่เยอะยามกลับก็กลับอย่างเรียบง่าย อย่างไรนางก็มาด้วยภารกิจบางอย่าง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจนางก็ย่อมต้องกลับไปที่บ้านเดิมอย่างช่วยไม่ได้
พลันคิดถึงคำพูดของตนเองว่าจะกลับมาพร้อมชุดเจ้าสาวจะเป็นสะใภ้ของแคว้นฝูอย่างถูกต้องก็อดยิ้มไม่ได้หากแต่นางไม่ได้อยากตบแต่งกับเฉินจือหานอาจเพราะว่าอยู่ด้วยกันในเรือนแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนักใจของนางจึงเทไปทางอู่หนานฟางผู้นั้นเสียมากกว่า สำหรับนาง เฉินจือหานเป็นพี่ชายที่นางเคารพและขอบคุณที่สุดในแคว้นฝู
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางหนักใจมากกว่านั้นคือจดหมายจากฮองเฮาที่อยากจะส่งให้ท่านแม่ทัพหลี่นางไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไรแต่ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเรื่องสำคัญจึงกำชับมิให้นางบอกใครเพราะทางนั้นกล่าวว่ามันเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของอู่หนานฟางและพี่ชายทั้งหลายของนางนางจึงรับมาอย่างเสียมิได้
...เมื่อไหร่จะถึงบ้านกันนะ นางคิดถึงพี่ชายและครอบครัวจะแย่อยู่แล้ว
“ค่ำนี้พักที่นี่ก่อนเถิดองค์หญิงอีกไม่นานก็พ้นซีหยางแล้ว” นางไม่ได้พูดสิ่งใดแค่ได้ยินว่าจะพ้นซีหยางก็ใจเต้นอย่างยินดี
ค่ำคืนเรียบง่ายท่ามกลางการคุ้มกันของทหารแห่งแคว้นฝูผ่านไปสักระยะไม่นานก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นสตรีเพศที่ยังไม่ได้หลับเพราะกำลังตื่นเต้นรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้
“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องของไป๋เซียงจวิ้นดังขึ้นเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่กระแทกกับรถม้าอย่างแรงร่างบางรีบคว้าผ้าคลุมแล้วออกไปด้านนอกก็พบกับกลุ่มคนร่างสูงใหญ่กำลังปะทะกับทหารดูแลพวกมันจะมีฝีมือไม่น้อยทีเดียว
“หึๆไม่ได้เจอกันนานนะ องค์หญิง” เสียงคุ้นหูดังขึ้น เป็นแม่ทัพหลี่กล่าวออกมาจากอีกทาง
“นี่มันอะไรกันท่านแม่ทัพ”ยามนี้ คนของหลี่รุ่ยเต๋อได้สังหารทหารของแคว้นฝูสิ้น
ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ทหารของหลีรุ่ยเต๋อล้อมรถม้าเอาไว้ปรากฏตัวไป๋เซียงจวิ้นขมวดคิ้วมองความไม่ถูกต้องนี้เหล่าสาวใช้สองสามคนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“ท่านสั่งให้คนของท่านออกไปเดี๋ยวนี้”
“เอาจดหมายของฮองเฮาเสิ้นผู้นั้นมาให้ข้า”ร่างสูงกล่าวด้วยท่าทางไม่เกรงกลัว ด้วยความกลัวนางจึงเดินเข้าไปหยิบจดหมายนั้นมาให้ ขณะที่ร่างบางขมวดคิ้ว
“ท่านรู้ไหมว่าสิ่งที่ท่านทำ จะทำให้สามปีที่ข้าอยู่ที่นี่หมดความหมาย”เสียงหวานกล่าวถามอย่างไม่พอใจนัก
“แต่เดิมทีมันก็เป็นการกระทำที่โง่เขลาอยู่แล้ว”มือหนาเก็บจดหมายนั้นอย่างพอใจก่อนที่ร่างสูงของหลี่รุ่ยเต๋อจะค่อยๆเดินมาประชิดตัวนาง
“ออกไปนะข้าขอสั่งท่าน”
“ทำไมข้าต้องทำ”รอยยิ้มของหลี่รุ่ยเต๋อทำให้นางขนลุกไปหมด
“ในนามขององค์หญิงแห่งแคว้นลี่ข้าขอ...”
“อีกเดี๋ยวก็มิใช่แล้ว!”
“ท่านว่ายังไงนะ...” ไป๋เซียงจวิ้นไม่เข้าใจในสิ่งที่หลี่รุ่ยเต๋อกล่าว แต่ไม่ทันได้คิดร่างบางก็ถูกมือผลักเข้าไปในรถม้า พร้อมกับเหวี่ยงเอาสาวใช้ออกไปจากรถม้า
“จะเป็นอย่างไรนะถ้าองค์หญิงแห่งแคว้นลี่ถูกพวกทหารเลวของแคว้นฝูย่ำยีมาตลอดทางแล้วก็ปลิดชีพตัวเองก่อนจะมาเจอกับกองทัพแคว้นลี่”
“!!!”
“พวกข้าที่มาพบสังหารทหารเลวพวกนั้น จึงกลายเป็นวีรบุรุษพร้อมกับมีเหตุผลมากพอที่จะทำสงครามที่ซีหยางต่อ”
“หลี่รุ่ยเต๋อ! เจ้าคนทรยศ!”
“เดี๋ยวเจ้าก็ได้เป็นเมียคนทรยศพวกนี้แล้วไป๋เซียงจวิ้น! ไม่ใช่แค่ข้านะ”
กรี๊ดด!
เสียงกรีดร้องของบ่าวด้านนอกดังออกมาอย่างน่าเวทนาไม่ต้องคาดเดาก็พอจะรู้ว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่สองคนจะต้องเจออะไรข้างนอกนั่น
“ถึงตาของท่านแล้ว”
ค่ำคืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของสตรีสูงศักดิ์ที่ต้องกลายเป็นของเล่นบำเรออารมณ์แก่บุรุษมากมายที่นางไม่รู้จักต่างวนเวียนเข้ามาเล่นกับร่างกายของนางบนรถม้าไม่ขาดสาย
ร่างกายบอบบางที่ถูกทะนุถนอมมาอย่างดีถูกพวกมันฉุดกระชากอย่างไม่ใยดีผ่านไปคนแล้วคนเล่า รอยมือ รอยฟันปรากฏบนเนื้อขาวเนียนน้ำตาของนางไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
... ... ...
องค์หญิงสามแห่งเคว้นลี่ผูกคอตายหลังจากที่ได้พบกับทหารของแคว้นลี่เพื่อหนีอายที่ตัวของนางไม่บริสุทธิ์เพราะถูกคนของแคว้นฝูหยามเกียรติส่วนทหารแคว้นฝูก็ถูกกองทัพแคว้นลี่กำจัดเสียสิ้นซาก
ข่าวการตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีของไป่เซียงจวิ้นถึงหูกษัตริย์ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างก็รู้สึกที่แตกต่าง แต่ที่แน่ๆ ทุกคนรู้ว่าตัวเชื่อมมิตรภาพเก่าๆนั้นถูกทำลายไปแล้ว อนาคตของแคว้นฝูและแคว้นลี่ คงจะไม่พ้นสงครามยิ่งองค์หญิงผู้นั้นตายอย่างไร้ค่าเท่าไหร่ขุนนางของแคว้นลี่ก็จะเกลียดชังคนของแคว้นฝูเท่านั้น
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น
... ... ...
‘...จงปลุกไฟสงครามให้โชกช่วงอย่าให้ตุ๊กตาไม้เพียงตัวเดียวมาทำลายสิ่งที่พวกเราทำมายี่สิบปีพังทลายจงเหยียบย่ำตุ๊กตาไร้ค่านั่น ให้ไร้ค่ากว่าเดิม แล้วเติมเชื้อไฟสงครามเสีย...’
... ... ...
แม้จะพยายามปกปิดข่าวการตายอันแสนทรมานของไป๋เซียงจวิ้นแค่ไหนสุดท้ายก็ยังมีข่าวลือออกมาจนสุดท้ายราชสำนักแห่งแคว้นลี่จึงประกาศว่าองค์หญิงไป๋เซียงจวิ้นได้ทำการขอออกเรือนกับบุรุษที่ตนพึ่งใจและอยู่อย่างสามัญชนจนชื่อของไป๋เซียงจวิ้น อดีตว่าที่วีรสตรีที่จะเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นค่อยๆเลือนหาย กลายเป็นตัวหายนะ ทรยศบ้านเมืองที่ทำให้ไฟสงครามที่ใกล้มอดลุกไหม้ขึ้นมาอีก
สุดท้ายนางก็ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีชื่อในราชวงศ์ ไม่มีพิธีศพ มีเพียงป้ายหินเล็กๆในตำหนักเล็กๆ กับคนอีกไม่กี่คนที่ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งยังมีสตรีที่ชื่อไป๋เซียงจวิ้น อยู่
#####