‘วินทอร์นาโดแลนด์’ รูอันใช้เวทย์ลมสร้างพายุสายลมตรงฝ่าเท้าของศัตรูพัดทำให้ศัตรูลอยขึ้นไป แต่ทว่าศัตรูนั้นกลับตัวแล้วตั้งหลักทางอากาศได้ทันที
‘อควอร์แอเรียล’ ศัตรูใช้เวทย์แอเรียลแล้วบินวนไปมารอบๆ
‘วินเบลด’ รูอันปล่อยใบมีดสายลมใส่ แต่ศัตรูนั้นก็หลบได้แบบสบายๆ
‘วินเทมเพส’ เกิดพายุพุ่งจากฝ่ามือของรูอัน แต่ทว่าศัตรูม้วนตัวหลบแล้วเลี้ยวไปด้านข้างพุ่งมาทางจุดอับของรูอันทันที
รูอันมองอย่างตกตะลึงในความสามารถของศัตรูในการใช้เวทย์แอเรียลได้คล่องแคล่วอย่างมหาศาลในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“แย่ละ!!” รูอันที่ปฎิกิริยาเชื่องช้าเนื่องจากการโจมตีเมื่อกี้นี้ ทำให้หลบศัตรูที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้างไม่ทัน
ในตอนนั้นเองศัตรูได้รวบรวมพลังเวทย์ที่ฝ่ามือ แล้วตบเข้าไปที่หน้ารูอันเต็มๆ
“บังอาจมาล้อชีน่าว่าเตี้ยนะ!!..นี่แน่ะ”
‘เผี่ยยย!!!’
“อั๊กกก..” รูอันถูกตบจนหน้าหันแล้วปลิวกระเด็นจนกลิ้งไปหลายตลบ
“ขอโทษชีน่าเดี๋ยวนี้นะ”
“อ๊ากกก…เจ็บเจ็บเจ็บ ” รูอันเอามือจับแก้มตัวเองแล้วกลิ้งไปมาทั่วพื้นสนาม
------------------------------------------------
‘เวทย์ดิน-บูลเล็ทช็อต’
‘เวทย์ลม-บูลเล็ทช็อต’
‘เวทย์น้ำ-บูลเล็ทช็อต’
“อึก!!!….” ศัตรูรัวยิงะุเวทย์ใส่ผมจากระยะไกล..ส่วนผมก็ใช้หอกปัดการโจมตีนั้นด้วยความร้อนรน..
เร็ว..เร็วมาก ไม่เพียงแค่ะุแต่ละนัดมีพลังทำลายล้างสูง แต่ความเร็วก็ยังสูงอีก ด้วยประสาทััระดับเลเวล15ของผมไม่สามารถมองะุนี้ทันแน่ นี่ถ้าผมไม่ได้ฝึกกับอาจารย์มาก่อนจนประสาทััด้านพลังเวทย์เฉียบคมขึ้น..คงจะไม่มีทางหลบหรือปัดะุเวทย์มนต์พวกนี้ได้ทันเลย
ตอนนี้ผมอาศัยการจับความรู้สึกของเสียงกรีดสายลมและกระแสพลังเวทย์เพื่อคาดเดาตำแหน่งของะุที่จะพุ่งมา หลังจากนั้นจึงใช้หอกป้องกันหรือปัดะุหอก
‘เพล้ง..แกร๊ง..เพล้ง.. เพล่ง..ปิ้ว..’ มีเสียงกระทบกันระหว่างะุเวทย์มนต์กับตัวหอกเป็จำนวนมาก ท่ามกลางเศษเหงื่อและเศษเนื้อที่ปลิวกระเด็น เพราะแน่นอนว่าผมไม่มีทางป้องกันมันได้หมดแน่
“โฮ..ไม่เลวนิ” ศัตรูกล่าวชมเชยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
‘เวทย์แสง-ะุสายฟ้า..’ มีะุแสงสายฟ้าพุ่งมาที่ผมอีกครั้งทันที เหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ใช้สเปียร์โพรเท็คชั่นป้องกันะุก่อนหน้า เพราะว่าตอนใช้มันจะมีจังหวะที่ผมเป็เป้านิ่ง่นึง ทำให้ไม่สามารถหลบการโจมตีที่ป้องกันไม่ได้อย่าง ‘ะุสายฟ้า’ นี้ได้ไงล่ะ..แต่ว่า
“หึ..” ผมยิ้มให้ศัตรูเล็กน้อย เพราะตอนนี้ผมเน้นใช้หอกปัดะุเวทย์มนต์แทน ทำให้ความคล่องตัวยังสูงอยู่จึงสามารถหลบะุสายฟ้าได้แบบสบายๆไงล่ะ …ผมก้มตัวหลบะุสายฟ้านั้นทันที
“เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดรฟ์” หลังผมเข้าสู่สถานะไลน์นิ่งโหมด …ถีบพื้นเพื่อประชิดตัวศัตรูอีกครั้ง…แต่ทว่าคราวนี้ศัตรูพุ่งเข้ามาที่ตัวผมแล้วลอดไปยังใต้หว่างขา ใช้กระบวนท่าอัดงดงามถีบขาหลังผม..ทำให้ผมเสียการทรงตัวทันที แล้วรัวยิงะุเวทย์มนต์ใส่อีกครั้ง
“อึก…” ผมใช้หอกปัดะุเวทย์มนต์นั้นทันที
การรุกรับแบบนี้กินเวลาไปมากกว่า 10นาทีแล้ว…แต่ผมก็ยังเข้าประชิดตัวศัตรูเพื่อใช้การโจมตีหนักๆสร้างความเสียหายไม่ได้สักที
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’ ผมหาจังหวะปล่อยคัตเตอร์สเปียร์ใส่ศัตรู..แต่ศัตรูก็เอี้ยวตัวหลบได้สบายแล้วยิงะุเวทย์มนต์รัวใส่ผมต่อ
“โถ..เว้ยยย” สีหน้าผมร้อนรนสุดๆ พร้อมกับปัดะุเวทย์มนต์ไปด้วย
“นายน่ะ..ชนะฉันไม่ได้หรอก..ยอมแพ้ซะเถอะ”
“ไม่…ฉันไม่ยอมแพ้”
“เห้อ..หัวรั้นจริงๆเลยนะ อุตส่าห์ผ่านมาถึงรอบนี้ได้ ก็ได้อยู่ห้องSแล้วนิ จะดิ้นรนต่อสู้ไปอีกทำไม”
“ฉันมีเหตุผลที่..ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปถึงรอบชิงให้ได้..แล้วเธอล่ะ.. เธอต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่” ผมถามย้อนเธอกลับไปแบบนั้น
“ฉันน่ะหรอ….”
“..!?”
“มันไม่ใช่เื่ของนาย..”
“ห๊าา!?…” ผมหน้าเหวอเลยทันที..อะไรกันฟะนิ ถ้าเ็าขนาดนี้จะมาชวนผมคุยแต่แรกทำไมฟะ..เสียสมาธิกันหมดพอดี
“เวทย์โลหะ-ะุพันธนาการ” ปรากฎะุโลหะสีดำพุ่งมาหาผม
แย่ล่ะ!!…การโจมตีนี้ป้องกันหรือปัดไม่ได้แน่..ผมเบี่ยงตัวหลบะุทันที แต่ทว่าเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น..ะุที่พุ่งเลยผ่านไปแล้วได้ย้อนกลับมาหาตัวผมโดยอัตโนมัติ
“เห้ย..บ้าน่า..ติดตามอัตโนมัติงั้นหรอ!!” ไอสกิลสุดโกงนี้มันอะไรกันนิ..พลังจากอาร์ติเฟกซ์มันสร้างความลึกลับถึงแค่ไหนกันแน่..ผมร้อนลนอย่างมาก
‘ไฟเยอร์แอเรียล’ ผมใช้แอเรียลบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที..แต่ทว่าะุก็ยังวิ่งตามมาด้วยความเร็วที่สูงมากจนจะไล่ทันผมอยู่แล้ว
“ชิ..หนอย”
‘ไฟเยอร์โบลต์ '
'ไฟเยอร์โบลต์’
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’ ผมอัดทั้งเวทย์มนต์และสกิลใส่ะุที่พุ่งเข้ามาทันทีจนสุดท้ายะุนั้นถูกทำลายแหลกละเอียดแต่ทว่า..
จากด้านหลัง!! ตอนที่ผมััได้ถึงพลังเวทย์ที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังนั้นเอง มีะุสีดำพุ่งมาหาผมในระยะเผาขนแล้ว
แย่ล่ะ..ใช้สกิลไม่ทันแน่..ทางเลือกเดียวที่ผมจะทำได้คือยกหอกขึ้นป้องกันะุนั้น…แต่
ทันทีที่ตัวหอกัักับะุ...ตัวะุได้เปลี่ยนเป็กรงเหล็กคลุมผมแบบมิดชิดเหมือนถูกห่ออยู่ในลูกบอลทันที ทั้งตัวผมและหอกศักดิ์สิทธิ์ถูกขังแล้วผนึกในลูกบอลเหล็กอย่างสมบูรณ์แล้วร่วงตกลงมาจากท้องฟ้ากระแทกกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น
‘ตู้มม!’ พื้นสนามแหลกละเอียด…นับว่าโชคดีที่ตอนเรเวลใช้แอเรียลบินเมื่อกี้ ยังบินในขอบเขตของสนาม ..เพราะถ้าหากบินออกนอกสนามไป แล้วร่วงลงมาแบบนี้ล่ะก็ จะถือว่าเขาออกนอกสนามในทันทีและถูกปรับแพ้ในที่สุด แต่ถึงอย่างงั้น
“นายแพ้แล้วล่ะ..คิดว่าตอนนายบินอยู่บนท้องฟ้าฉันจะยืนดูนายเฉยๆรึยังไง” ในจังหวะที่เรเวลบินเพื่อหนีะุพันธนาการนัดแรกนั้นเอง..ศัตรูก็ได้ยิงะุพันธนาการอีกนัดในทันทีเพื่อดักเอาไว้..ทำให้ในตอนนี้นั้นเรเวลติดกับอย่างสมบูรณ์
“1”
“2”
…..กรรมการเริ่มนับ1-10 หากเรเวลอยู่บนสนามแต่ไม่สามารถต่อสู้ต่อได้จะถูกปรับแพ้ทันที
“3”
“4”
“5”
“6"
.
.
ในตอนนั้นเองได้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น
‘เวทย์ไฟ-เบิร์สแลนซ์'
‘ตู้มม!!’ ลูกบอลโลหะที่ขังเรเวลอยู่นั้นได้ถูกทำลายทันที
เศษเหล็กจำนวนมากแหลกละเอียดและปลิวกระเด็น…จนมีเศษบางส่วนกระเด็นไปถูกแก้มอันบอบบางของลูน่าจนแก้มเธอเืออกเล็กน้อย
ปรากฎเด็กหนุ่มผมสีขาว..ตาสีแดงค่อยๆยืนขึ้นมาจากจุดที่ะเินั้น
‘ฟู่ววว’ ปรากฎควันจำนวนมากลอยออกมาจากตัว..พร้อมกับผมสีขาวบริสุทธิ์คล้ายหิมะที่ไหม้ไปบางส่วน
"อะอู้ยย..เจ็บจัง” ใช่แล้วล่ะ..ตอนที่ถูกผมถูกขังอยู่นั้น ผมได้ลองเสี่ยงใช้ 'เบิร์สแลนซ์' ะเิจากข้างในดูซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมโดนลูกหลงไปด้วย แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันก็คุ้ม..เนื่องจากผมในตอนนี้ยังไม่แพ้นั่นเอง
“..” ลูน่าใช้นิ้วปาดแก้มตัวเองแล้วมองเืที่ไหลออกมาเล็กน้อย พลางมองไปข้างหน้าเด็กหนุ่ม
สภาพของเขาตอนนี้หอบเหนื่อยพร้อมกับหายใจรุนแรงเนื่องจากใช้กำลังต่อเนื่องในการปัดการโจมตีจากะุเวทย์มนต์ของเธอ แถมเมื่อกี้นี้ยังใช้เวทย์มนต์ะเิตัวเองออกมาอีก
“แฮ่ก..แฮ่ก..” ท่าทางจะไม่มีโอกาสเข้าประชิดตัวเธอเลยจริงๆแหะ ขนาดใช้ ‘ไลน์ไดร์ฟ’ ผสานกับเวทย์เสริมสมรรถภาพแล้ว ยังไล่ตามจับเธอคนนี้ไม่ได้เลย หรือพอเข้าประชิดได้เมื่อไร ตัวเธอก็ใช้เทคนิคกลยุทธ์อันยอดเยี่ยมเอาตัวรอดแล้วทิ้งระยะห่างจากผมอีก
การโจมตีจากทั้งเมื่อกี้และก่อนหน้า..เธอใช้สกิลจากอาร์ติเฟกซ์ไปเยอะมาก ไม่รู้ว่าพลังเวทย์จะเหลืออยู่เท่าไร แต่ถ้าผมต่อสู้แล้วยื้อเธอไปเรื่อยๆแบบนี้จนเธอพลังเวทย์หมดลง ผมอาจจะชนะก็ได้ …
ไม่สิ…มันไม่ง่ายแบบนั้น ตัวเธอสาดสกิลต่อเนื่องโดยไม่ลังเล แถมด้วยฝีมือระดับนั้นคงไม่ได้โจมตีใส่สกิลแบบมั่วๆเหมือนกับคู่ต่อสู้ของผมในรอบแรกๆ ด้วยมันสมองอันชาญฉลาดของเธอคนนี้คงกะปริมาณพลังเวทย์ที่จะใช้กับสกิลไว้แล้ว..ซึ่งถ้าหากต่อสู้ยืดเยื้อ คนที่จะเป็ฝ่ายเสียเปรียบคงจะเป็ผมมากกว่า…
“เธอ..นี่เก่งจริงๆแหะ " ผมกล่าวชมเธอพร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย
“…” ลูน่ามีสีหน้าเรียบเฉยต่อคำชม
“ด้วยหน้าตาแบบเธอต่อให้ไม่เก่งเื่การต่อสู้ ก็สามารถไปเป็ดารา,นักร้อง,หรือไอดอล ได้สบายๆเลย”
“นาย้าจะสื่ออะไร” เธอตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
“ก็ป่าวหรอก..ฉันแค่รู้สึกอิจฉาเธอนิดหน่อยเท่านั้นเองน่ะ”
“อิจฉา..ฉัน?”
“ก็แบบคนแบบเธอเกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่าง..ต่างจากฉันที่ไม่มีอะไรเลยน่ะสิ ”
“ฉันไม่ได้มีทุกอย่างเหมือนที่นายคิดหรอก..ทุกคนย่อมมีมุมมืดของตัวเองทั้งนั้น”
“อย่างงั้นสินะ..”
ผมกับเธอเตรียมตัวต่อสู้อีกครั้ง
----------------------------------------
“เป็อะไรไปได้แค่นี้รึไง”เด็กผู้หญิงตรงหน้ารัวหมัดใส่รูอัน
“อึก..” รูอันยกมือป้องกันพร้อมกับบินหนีไปด้วยแอเรียล
‘วินโบว์’ ปรากฎลูกธนูสายลมจำนวนมากพุ่งใส่เด็กสาว แต่เธอก็หลบได้สบายแล้วใช้แอเรียลบินขึ้นมาชกรูอันอีกครั้งนึง
“อั๊ก…”
‘ตู้ม!!!’ รูอันร่วงตกลงมาสู่พื้นสนาม..จนกระเบื้องร้าว
“ฮึ..ดูท่าทางนายจะไม่ถนัดต่อสู้ในระยะประชิดสินะ” เธอคนนั้นยืนกอดอกกลางอากาศ..แล้วก้มมองมาที่รูอัน
“โอย..เจ็บอ๊ะ” ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้รูอันไม่มีทางชนะเธอคนนั้นได้เลย ซึ่งในตอนนั้นเองตัวเขากับเรเวลได้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งร่วมกัน
-----------------------------------
‘ไฟเยอร์โบลต์’
‘ไฟเยอร์โบลต์’
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’
‘ไฟเยอร์โบลต์’
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’
ผมรัวทั้งสกิลและเวทย์มนต์โจมตีใส่อย่างต่อเนื่อง
“อะไรกัน..เพราะเข้าประชิดตัวฉันไม่ได้เลยจะใช้การโจมตีระยะไกลแทนอย่างงั้นหรอ" เธอคนนั้นกล่าวพร้อมกับหลบการโจมตีของผมได้แบบสบายๆ พร้อมกับยิงะุเวทย์มนต์ใส่ผมไปด้วย
“อึก..” ขืนเป็แบบนี้..อีกไม่นานเราต้องแพ้แน่…ดูท่าคงต้องใช้ไอนั่นจริงๆสินะ…ในหัวของผมตอนนี้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเื่นึง..สมัยที่ยังฝึกฝนกับอาจารย์ร่วมกับรูอันในป่าแห่งนั้น
……………………..
‘ฟังนะเวลจังและรูอัน’
'ครับ/ครับ'
‘เดิมทีก่อนที่จะมีอาร์ติเฟกซ์จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้..วิชาที่สามารถใช้ต่อสู้กับปีศาจจากโลกของเทพธิดาเวสติเนล(มิสแลนด์)ได้น่ะ..ก็มีอยู่เหมือนกัน’
‘เอ๋!?..แต่เวทย์มนต์ธรรมดาใช้กับปีศาจไม่ได้ผลไม่ใช่หรอครับ แถมคนที่อาร์ติเฟกซ์ ถ้าไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับจักรพรรดิ์เวทย์มนต์หรืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่สามารถสู้กับปีศาจได้อยู่ดีนิ แล้ววิชาแบบนั้นมันจะมีอยู่หรอ? วิชาที่ทำให้คนธรรมดาสามารถเอาชนะปีศาจได้น่ะ’
‘มีสิ’ อาจารย์พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ผมกับรูอันมองไปยังใบหน้าของอาจารย์ในสภาพปากไม่ขยับ
‘วิชาของเผ่าเอลฟ์ไงล่ะ’
‘เอลฟ์!?’
‘เผ่าพันธ์ุเวทย์มนต์ผู้เป็ที่รักของเทพธิดาอัลเทียร์นั่นน่ะหรอครับ!?' ไม่น่าเชื่อ..ว่าเผ่าพันธุ์ในหนังสือนิทานนั่นจะมีอยู่บนโลกนี้จริงๆ ผมกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย
‘อา..ไม่รู้เหมือนกันสิ แต่วิชาที่ฉันจะสอนให้พวกเธอต่อจากนี้จะเป็หนึ่งในวิชาของคนพวกนั้น...ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ’
………………..
“ผมคงต้องใช้มันจริงๆสินะครับอาจารย์ ”
“!?”
………………
“เป็อะไรไปได้แค่นี้หรอ!??” รูอันพยายามหลบหมัดเสริมพลังเวทย์ของศัตรูในสภาพเหงื่อตก
“เห็นทีคงต้องใช้วิชานั่นจริงๆแล้ว”
“!?”
ถึงแม้อาจารย์จะบอกว่าไม่อยากให้ใช้ต่อที่สาธารณะก็เถอะ แต่ว่า..ผมอยากอยู่ห้องเดียวกับเรเวล ฉะนั้น..
……..
ถ้าตามที่อาจารย์บอกดูเหมือนวิชานี้จะแสดงในที่สาธารณะมากไม่ได้..แต่ว่า..แต่ว่าผมจะต้องผ่านรอบนี้แล้วไปพบกับเอลิเซ่ให้ได้ฉะนั้น…
…….
“ผมจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ดู!!!!/...ผมจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ดู!!!!"
รูอันกับเรเวลประกาศคำพูดนี้เสียงดังพร้อมกันแม้จะอยู่คนละสถานที่
‘มานาโซน-คาลิดอสไฟเยอร์ทาวเวอร์'
‘มานาโซน-วินทอร์นาโดแลนด์'
“อะไรกัน!??”
“นี่มันวิชาอะไร?!??”
…………………..
เดิมทีนั้นพลังเวทย์ตามธรรมชาติล้วนมีอยู่รอบตัวเราในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะอากาศ ผืนดิน ผืนน้ำ ต้นไม้ สัตว์ป่า ก้อนหิน และอื่นๆที่อยู่ในโลกแห่งนี้
วิชา ‘มานาโซน(สนามพลังเวทย์)’ คือวิชาที่ทำให้เราสามารถใช้พลังเวทย์จากสิ่งมีอยู่เ่าั้ได้ นอกจากพลังเวทย์ในตัวเรา …นั่นคือ เวทย์มนต์ที่เราใช้จะมีความรุนแรงขึ้นมหาศาล แถมยังไม่จำกัดระยะทางด้วย เพราะตราบใดที่มีพลังเวทย์อยู่ตรงไหน วิชานี้ก็สามารถใช้ได้แน่นอน..
ไม่ว่าจะจุดไฟในน้ำหรืออากาศ หรือว่าสร้างลมในก้อนน้ำแข็งก็ล้วนสามารถทำได้เช่นกัน
“นี่น่ะหรอวิชาของเผ่าเอลฟ์?”
“แต่อาจารย์เป็มนุษย์นิครับ..แล้วอาจารย์รู้วิชานี้ได้ยังไงกันล่ะ?”
“ถ้าเวลจังยอมนอนหนุนตักฉันสักคืนนึงแล้วฉันจะบอกละกันนะจ๊ะ><”
“เอ่องั้นไม่เป็ไรครับ”
“แต่ถึงยังงั้นวิชานี้ฉันเองก็ใช้ได้แค่ในระดับพื้นฐานเท่านั้นเองนะ…ระดับกลางถึงสูงคงมีแต่เผ่าเอลฟ์เท่านั้นที่ใช้ได้แหละ ”
“งั้นหรอครับ”
"แล้วก็ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆห้ามใช้มันเด็ดขาดนะ ถ้าวิชานี้มีเผ่ามนุษย์อย่างเธอใช้ในที่สาธารณะ อาจทำให้จะเกิดเื่วุ่นวายขึ้นได้"
………………………………
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ขอใช้แล้วกันนะครับอาจารย์ …ผมเล็งในจังหวะที่ศัตรูถอยห่าง
‘มานาโซน-คาลิดอสไฟเยอร์ทาวเวอร์' ปรากฎหอคอยแห่งเพลิงขนาดมหึมหาขึ้นขณะที่ศัตรูะโถอยออกไปตอนผมเข้าประชิดตัว …. หอคอยแห่งเพลิงนั้นอาศัยพลังเวทย์รอบตัวของศัตรูแล้วสร้างเวทย์มนต์อันรุนแรงขึ้นมาเผาผลาญศัตรูทันที… ไม่ว่ายังไงก็หลบไม่ได้แน่นอน100%
“อะไรกัน!??” ปรากฎสีหน้าร้อนรนบนใบหน้าของศัตรูเป็ครั้งแรก
“อ๊าาากกกกกก” เปลวเพลิงลุกไหม้เผาตัวเธอแบบไม่ปราณี
"ตอนนี้แหละ..เสร็จฉันแน่!!”
‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดรฟ์’ ผมถีบพื้นเร่งความเร็วจนพื้นแหลกละเอียด อาศัยจังหวะที่ศัตรูเปิดช่องโหว่ตรงนี้พุ่งเข้าไปโจมตีทันที
………………………
ขณะที่รูอันถูกศัตรูโจมตีอย่างหนัก..ในระยะประชิด ได้หาจังหวะะโถอยออกมา
“หนีไปเรื่อยๆยังไงก็แพ้อยู่ดีแหละน่าา”
“เห็นทีต้องใช้วิชานั่นแล้ว”
“?”
‘มานาโซน-วินทอร์นาโดแลนด์' เวทย์มนต์นี้เดิมทีคือเวทย์มนต์สายลมธรรมดาที่สร้างลมพัดขึ้นในตำแหน่งที่เราเลือก แต่ว่าด้วยเทคนิคมานาโซน ทำให้ลมที่ถูกพัดนั้นสร้างขึ้นจากทุกทิศทางพัดเข้าไปที่ศัตรูตรงจุดเดียว ด้วยรูปแบบเวทย์มนต์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จะเสมือนถูกสายลมบีบอัดจากทุกทิศทาง
“อั๊กกกก…นะ..นี่มันวิชาอะไร?!?” ศัตรูตัวแข็งลอยค้างเป็เป้านิ่งอยู่กลางอากาศ
“ตอนนี้แหละ!!!!" รูอันรวบรวมพลังเวทย์ไว้ที่มือแล้วพุ่งเข้าไปชกศัตรูสุดแรงเกิด
“มะ..ไม่นะ!”
“ย้าาาากกกกก”
“ปั้ก!” มีเสียงกระแทกอย่างรุนแรงพร้อมกับศัตรูที่ลอยกระเด็นจนตกขอบสนาม
“หมายเลข2 รูอัน เอิร์สเปล เป็ฝ่ายชนะ” กรรมการคุมสอบยกธงมาทางฝั่งรูอัน พร้อมด้วยใบหน้าที่ใอย่างรุนแรงต่อการโจมตีที่ไม่ใช่ทั้งเวทย์มนต์ธรรมดา และไม่ใช่ทั้งสกิลจากอาร์ติเฟกซ์ที่ตนเองไม่เคยเห็นมาก่อน
…………………………………..
ตอนที่หอคอยแห่งเพลิงลุกไหม้ขณะศัตรูลอยอยู่เหนือพื้นนั้น..ผมอาศัยจังหวะนี้ใช้ ‘ไลน์นิ่งไดรฟ์’ พุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูทันที
ในจังหวะเผด็จศึกตอนที่ผมจะใช้หอกกระแทกให้เธอตกขอบสนามนั้นเอง ได้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น
พลังเวทย์ของเธอพุ่งสูงขึ้นในชั่วพริบตา จนสัญชาตญาณได้ร้องเตือนผมจนเป็สีแดงฉาน ...
...และตอนนั้นเองได้มีอาร์ติเฟกซ์ปืนอีก1กระบอกเกิดขึ้นที่มือซ้ายของเธอ
“อะไรกัน..!?” บ้าน่า อาร์ติเฟกซ์2ชิ้นหรอ!!! เป็ไปไม่ได้..ขณะที่ผมหวั่นใจด้วยความรู้สึกพร้อมเหงื่อตกอย่างรุนแรงนั่นเอง ตัวผมหยุดแรงเฉื่อยที่พุ่งไปไม่ได้แล้ว
ตัวเธอใช้อาร์ตเฟกซ์ประเภทปืนในมือซ้ายจ่อที่คอผมทันที…
“อึก!” เสร็จแน่ เธอเล็งจังหวะที่เราประมาทตอนเผด็จศึกเพื่อเรียกอาร์ติเฟกซ์อีกอันออกมาใช้งั้นหรอ!! อึก! ไม่ไหว…ศัตรูแข็งแกร่งเกินไป …ผมแพ้แน่..ตอนที่สถานการณ์วิกฤตสุดขีดแบบกู่ไม่กลับนั้นเอง
กระแสเวลาช้าลงจนแทบหยุดนิ่ง…ความรู้สึกชาด้านราวกับหลุดไปอยู่ในมิติอื่น.. ได้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น …เธอหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อย..แล้วหันกระบอกปืนลง พร้อมกับบอกอะไรสักอย่างกับผมด้วยคำพูดแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
ในตอนที่ผมรู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้นั่นเอง ผมพยายามห้ามมือขวาตัวเองเพื่อยั้งการโจมตีเอาไว้..แต่ไม่ทันแล้ว…
หอกผมกระแทกถูกตัวเธอ..อย่างแรงจนกระเด็นปลิวตกขอบสนามทันที พร้อมกับเสียงประกาศของกรรมการ
“หมายเลข1024 เรเวลเป็ฝ่ายชนะ” กรรมการยกธงแล้วชี้ทางผม
ผมรีบวิ่งไปยังขอบสนาม..แล้วพยายามยื่นมือประคองตัวเธอขึ้นมา
“อย่ามาจับตัวฉันนะ!!” เธอปัดมือผมอย่างแรง..จากนั้นค่อยๆลุกยืนขึ้นด้วยตัวเอง..แล้วเดินไปทางด้านหลังผมทันที
ในจังหวะที่เธอเดินสวนผมไปในทิศทางตรงกันข้าม
“เธอน่ะ..”
“..” เธอคนนั้นยังคงเดินต่อไปโดยไม่หันมามอง
“ในตอนนั้นเธอมีจังหวะที่จะชนะฉันได้แล้ว…ทำไมถึงหันกระบอกปืนลง” เมื่อสิ้นคำพูดของผม
ตัวเธอหยุดเดิน..ชะงักสักครู่หนึ่ง…แล้วหันหน้ามามองผมที่ด้านหลังทันที
“นั่นก็เพราะว่าตัวนายไม่ได้เอาจริงั้แ่แรกยังไงล่ะ”
“ผมเอาจริงสุดๆแล้ว…ตัวเธอต่างหากล่ะที่ไม่ได้เอาจริง เธอมีอาร์ติเฟกซ์ถึง2อันเลยไม่ใช่หรอ”
“อาร์ติเฟกซ์ของฉันเป็ประเภทปืนคู่ มันมี2อันั้แ่แรกอยู่แล้ว แต่แค่ที่ผ่านมาฉันใช้มันแค่อันเดียวก็เอาชนะคนอื่นได้สบายๆ”
“นั่นก็หมายความว่าที่ผ่านมาเธอออมมือให้ฉันอยู่ดีนั่นแหละ..ตอบฉันมานะ!! ว่าทำแบบนี้ทำไม!!”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงโมโหเป็ครั้งแรก ก็แหงล่ะสิ ทำไมเธอถึงละทิ้งชัยชนะนั้นล่ะ ในเมื่อเธอคือคนที่คู่ควรจะเข้าไปยังรอบชิงไม่ใช่หรอ ..ขืนเป็แบบนี้ผมเองก็ไม่มีทางไปเจอหน้าเอลิเซ่อย่างเต็มภาคภูมิได้หรอก ฉะนั้นตอบผมมานะเฟ้ยยย ผมก่นด่าในใจเล็กน้อย
“นายคิดว่า..ตัวนายดึงพลังอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาได้ 100%รึป่าวล่ะ?”
“!?..หมายความว่ายังไง..วิชาเมื่อกี้ที่ฉันใช้มันไม่ใช่พลังจากอาร์ติเฟกซ์หรอกนะ”
“ป่าวหรอก เื่นั้นฉันรู้ดี..”
“หะ!?”
“ที่ฉันจะสื่อคือ..พลังของอาร์ติเฟกซ์ที่มีค่าเอกสิทธิ์ระดับเทวทัณฑ์คงไม่ได้มีแค่นี้หรอกใช่มั้ยล่ะ”
“ธะะ..เธอ รู้ได้ยังไง!?” เห้ยบ้าน่า คนที่รู้ตัวตนถึงการมีอยู่ของอาร์ติเฟกซ์ระดับเทวทัณฑ์มันไม่น่าจะมีคนอื่นนอกจากผม,อาจารย์แล้วก็รูอันนิ เพราะเดิมทีแม้แต่ตอนแรกอาจารย์เองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ผมใต่อคำว่า ‘เทวทัณฑ์’ ที่ออกจากปากเธอ พร้อมกับมองไปยังอาร์ติเฟกซ์ของเธอ
อาร์ติเฟกซ์ของเธอมีเครื่องหมายรูปดาวสีเหลืองตรงข้างกระบอกปืนทั้งสองกระบอก..อาร์ติเฟกซ์ของคนๆนี้คือระดับตำนานงั้นหรอ ซึ่งระดับนี้ถือเป็ระดับสูงสุดของอาร์ติเฟกซ์แล้ว แต่ว่าเธอรู้ได้ยังไงล่ะว่ามันมีระดับที่เหนือกว่านั้น ทั้งที่เธอเองก็ไม่ใช่ผู้อาร์ติเฟกซ์เทวทัณฑ์ แม้แต่น้อย
“…” ตัวเธอไม่ได้ตอบคำถามผม ซึ่งจุดนี้เองทำให้ผมสงสัยแล้วหัวร้อนหนักกว่าเดิม
“ถ้านายดึงพลังจากอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองไม่ได้100% นายก็ไม่สามารถเอาชนะการแข่งนี้ได้หรอก”
“แล้วฉันจะต้องทำยังไงล่ะ?” หรือว่าเธอคงหมายถึงสกิล [การปรารถนาวีรบุรุษ] นั่นสินะ…ที่จริงหลังสู้กับโจรในตอนช่วยรูอันตอนนั้น ครั้งนั้นเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมใช้มัน แต่ว่าหลังจากนั้นตลอด4เดือนผมเองก็ใช้มันไม่ได้อีก และก็พยายามหาวิธีใช้มันมาจนถึงทุกวันนี้..จนตอนนี้ก็ยังไม่เจอวิธีนั่นเลย
บางทีผมอาจคิดว่าพลังนั่นอาจไม่ใช่พลังที่สามารถใช้ได้เรื่อยๆก็ได้ เพราะพลังนั่นมันมหาศาลแล้วรุนแรงเกินไป ….ก็จริงอย่างที่เธอพูด ถ้าหากผมสามารถใช้มันได้อย่างใจนึก ในการแข่งนี้ผมคงเอาชนะเธอได้แบบสบายๆเลยล่ะ แต่ว่า ต้องทำยังไงถึงจะใช้มันได้ล่ะ?
“เื่นั้นเป็เื่ที่นายต้องหาคำตอบเอาเอง…” เธอพูดจบแล้ว..เดินหันหลังให้ผมทันที
ชิ…โธ่เว้ยย บอกหน่อยไม่ได้รึไงฟะ..ยัยนี่น่าหงุดหงิดจริงๆ งกชะมัดเลย ผมสบถด่าในใจ และตอนนั้นเธอได้หยุดเดินแล้วหันมามองผมทันที…จนทำให้ผมเผลอคิดว่าเธออาจจะได้ยินเสียงจากความคิดคนอื่นก็ได้ และในตอนที่เธอหันหน้ากลับมานั้นผมเหงื่อตกเล็กน้อย…เล็กน้อยจริงๆๆ
“นายน่ะ..”
“คะ..ครับ..มะไม่มีอะไรครับ แค่ฉันคิดว่าเธอใจกว้างดี ไม่ได้จะว่าอะไรเธอเลยนะ ” ผมรีบยืนตรงกล่าวชมเธอ แล้วปฎิเสธคำด่าในใจทันที พร้อมกับขาสั่นแหง็กๆ
“นายน่ะ..ชื่ออะไร”
“เอ๋!?..ผมก็บอกเธอไปตอนแรกแล้วไม่ใช่หรอ??” เห้ออ..ค่อยยังชั่ว นึกว่าได้ยินที่ผมด่าเธอในใจซะอีก
“โทษทีน่ะ..ตอนแรกฉันคิดว่านายเป็พวกกระจอก เลยไม่ได้จำชื่อ”
“อะ..เอ่อ” ชิ..ยัยนี่และขู่ซะผมใเลยนะ ตอนแรกคิดว่าอ่านใจได้ซะอีก…แล้วนี่มันอะไรกันคนอื่นอุตส่าห์แนะนำตัวซะดิบดี ดันลืมชื่อซะได้ นี่มันเสียมารยาทสุดๆเลยไม่ใช่เลยรึไง เพราะแม้แต่ผมยังจำชื่อเธอได้เลยนะ ว่าชื่อ ลูน่า น่ะ
“มัวลังละอะไรอยู่ล่ะ..ตอบฉันมาสิ เ้ากระต่าย”
“..” ในตอนนั้นเองความอดทนผมได้ถึงขีดสุด…กวนประสาทดีนักนะ ยัยผู้หญิงไอดอล ทวินเทล ผมคงต้องเอาคืนสักหน่อยล่ะ
“ยู้ฮู...ฉันไม่บอกชื่อให้เธอฟังอีกรอบนึงหรอก..แบร่ แบร่ ยัยผู้หญิงทวินเทล” ผมแลบลิ้น แล้วทำท่าล้อเลียนใส่เธอ แล้วรีบวิ่งหนีทันที
ในตอนนั้นเอง…เธอได้วิ่งตามมาด้วยความรวดเร็ว อย่างไม่เคยเป็มาก่อน แล้วคว้าไหล่ผมที่กำลังวิ่งหนี
“วะ..เหวออออ..” ผมร้องเสียงหลงออกมา ..แย่แล้ว..ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบปรากฎขึ้นทันที เธอจับไหล่ผมจากนั้นกระชากคอเสื้อผม..แล้วดึงหน้าผมเข้าไปใกล้ในระยะที่เกือบจูบกัน
“บอกฉันมานะ!!”
“กะ..ใกล้เกินไปแล้วว..” แย่แล้ว แย่แล้ว อีกนิดเดียวมันก็จะจูบกันแล้วไม่ใช่หรอ..ใบหน้าผมไม่เคยอยู่ใกล้ชิดผู้หญิงขนาดนี้มาก่อนเลย …แย่แล้ว …แย่แน่ๆ หัวใจเริ่มเต้นแรง..เืสูบฉีด ชีพจรเต้นรัวๆ ปลายฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อไหล ...ตัวผมดิ้นไปมาท่ามกลางสองมือของเธอที่จับคอเสื้อผมอยู่
"มะ..ไม่ไหว" หน้าผมตอนนี้แดงสุดๆไปเลย
"บอกมานะ..เ้ากระต่ายผมขาว"
"นะ...หน้าเธอมันใกล้ฉันเกินไปแล้วววววววว"
ว๊าาากกกกกกกก ..ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ ผมชอบเอลิเซ่ อ๊าาากกกอะไรกันเนี่ย คาถาเริ่มเอาไม่อยู่แล้วว
ทะ..ท่านเทพธิดาช่วยผมด้วยยยหน้าระหว่างเรามันใกล้กันเกินไปแล้ว จนตอนนี้ผมรู้สึกถึงไออุ่นจากลมหายใจของเธอเลย ราวกับว่าตอนนี้ผมกับเธอกำลังแลกลมหายใจกันอยู่ คล้ายเราเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน อ้าาาาไม่น้าาาา
ร่างกายผมเริ่มร้อนฉ่าราวกับกำลังรุกไหม้แล้ว หัวสมองเริ่มขาวโพลน ใบหน้าแดงก่ำจนทะลุขีดจำกัด
เมื่อเธอเห็นผมดิ้นไปมาโดยไม่ยอมบอกชื่อ ก็ยิ่งทำให้เธอคนนั้น(ลูน่า) โมโหหนักกว่าเดิม จนคิดว่าไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ยอมบอก
“บอกมานะะะะะะะะะะะ!!!!!!!” เธอะโเสียงดังลั่น พร้อมกับดึงหน้าผมเข้าไปใกล้หนักกว่าเดิม ในระยะนี้ถ้าแค่ลมพัดนิดเดียว…ผมคงได้เสียจูบแรกไปแน่…ไม่ได้ ไม่ได้…ผมรีบจับไหล่เธอ เพื่อดันเธอออก แล้วรีบหันหน้าไปด้านข้างทันทีพร้อมกับะโว่า
“คะะะ…คร้าบบบบบบบบ” ผมรีบตอบเธอกลับไปทันที ในขณะที่หน้าผมยังแดงก่ำไม่หาย....จนแม้กระทั่งกรรมการสนามยังใต่อพฤติกรรมแปลกๆของพวกเราสองคนหลังแข่งกันเสร็จ
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกชื่อเธอไป
“คะคือว่า..ฉันชื่อเรเวล..ยินดีที่ได้รู้จัก"
“..” เธอนิ่งเงียบแต่ก็ยังคงจับคอเสื้อผมอยู่
“หะ..เห็นแบบนี้แต่ฉันเป็ชนชั้นล่างนะ..ฉะนั้น..ปะ..ปล่อยฉันไปเถอะน้าาาา”
“งะ..งั้นหรอ” เธอปล่อยคอเสื้อผมลงทันที โดยที่ตัวเธอยังทำสีหน้านิ่งเฉย ในขณะที่ตัวผมนั้นยังหน้าแดงไม่หาย
“เห้อ..ค่อยยังชั่ว” ผมถอนหายใจยาวๆ
“ฉันไม่สนเื่ที่นายเป็ชนชั้นล่างหรอก..เพราะตัวนายในตอนนี้น่ะสู้ได้ดีกว่าพวกขุนนางชั้นสูงซะอีก..”
“ขะ..ขอบคุณครับ” ชิยัยนี่..ผมไม่ได้อยากได้ยินคำนี้จากปากเธอหรอกนะ..อยากได้ยินจากปากของเอลิเซ่มากกว่า
“นี่!”
“คะะ..ครับบบบ..” ผมรีบยืนตรงทันที…เห้ยๆยัยไอดอลทวินเทลนี่มันอ่านใจคนได้จริงๆหรอเนี่ย
“ฉันชื่อ ลูน่า เทราเรส ยินดีที่ได้รู้จักละกัน” เธอกล่าวแนะนำตัวอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คะ..ครับบ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ><” ผมยิ้มให้เธอเล็กน้อย..พร้อมกับคิดในใจว่า ชิ..ฉันไม่ได้อยากรู้จักชื่อเธอสักหน่อย ที่จำชื่อก็เพราะเป็ก็แค่มารยาทเท่านั้นแหละ
“ฉันไปก่อนล่ะ ขอให้โชคดีในรอบชิงละกัน” เธอเดินหันหลังให้ผมแล้วโบกมือให้
“ครับไปดีมาดีนะครับ…หวังจะไม่ต้อ…อุ๊บบ!” ผมรีบเอามืออุดปากตัวเอง เพราะเกือบหลุดคำไม่ดีออกไป..แต่ดูเหมือนโชคดีที่เธอจะไม่ได้ยินแหะ…เห้อ..ยังไงก็ต้องเจอเธอยู่สินะ เพราะเธอผ่านเข้ามารอบนี้ได้ต่อให้แพ้ยังไงก็ได้อยู่ห้องSอยู่ดี ไม่อยากเจอยัยนี่อีกครั้งเลยจริงๆ
หลังเห็นเธอเดินหายไปจนลับสายตาแล้ว…ผมเลยจะใช้แอเรียลบินกลับที่พักตัวเองทันที
“นี่เธอ..” กรรมการเรียกผม
“..ครับ?”
“เ้าหน้าที่อีกสนามแจ้งผ่านอุปกรณ์สื่อสารระยะไกลมาว่า..ดูเหมือนการแข่งเข้ารอบชิงในอีกสนามนึงยังไม่จบนะ เธอเป็ผู้ชนะในรอบนี้ไม่สนใจจะไปดูคู่แข่งตัวเองในรอบชิงหน่อยหรอ”
“ครับ..สนามไหนหรอครับ?”
หลังกรรมการแจ้งสนามแข่งเรียบร้อยแล้ว…ผมรีบใช้แอเรียลบินไปทันที
“คู่แข่งในรอบชิงงั้นหรอ…จะเก่งสักแค่ไหนกันนะ ...ขอดูพลังหน่อยเถอะ”