จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 101 หลบหนีสำคัญกว่า ได้เวลาไป!

                หลังจากไป๋หยุนเฟยและสตรีทั้งสองจากไปถนนที่เดิมเคยว่างเปล่าก็กลับมาคึกคักด้วยผู้คน ร้านแผงลอยเริ่มกลับมาขายอีกครั้งภายในไม่กี่อึดใจถนนทั้งเส้นก็กลับมาพลุกพล่านอีกครั้ง กลุ่มคนที่มาใหม่ทั้งหลายได้แต่เดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจยามมองดูร่อยรอยความเสียหายบนพื้นคนที่โชคดีทันได้เห็นก็เชิดปากภูมิใจพร้อมกับเริ่มบอกเล่า‘การแสดงอันยอดเยี่ยม’ที่ตนได้เป็นพยานรู้เห็นออกมา

                ที่โรงน้ำชาห่างออกไปหลายร้อยวามีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังจิบชาจากถ้วยในมือมันมองดูไป๋หยุนเฟยที่เดินจากไปด้วยท่าทีครุ่นคิด

                ที่ด้านข้างยืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่งมันคือผู้ดูแลแห่งร้าน‘ร้อยศัสตรา’ที่บริการไป๋หยุนเฟยนั่นเอง

                “นายน้อยมันเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์หรือไม่?” ผู้ดูแลเอ่ยปากถามชายหนุ่มอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดอย่างระมัดระวัง

                ชายหนุ่มผู้นี้คือบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเจียงนามว่าเจียงฟ่าน มันไม่เพียงเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันเด่นล้ำของสำนักช่างประดิษฐ์แต่ยังเป็นหนึ่งในสามศิษย์ของเจ้าสำนักช่างประดิษฐ์รุ่นก่อนร่วมกับเจ้าสำนักคนปัจจุบันด้วยเหตุนี้ตระกูลเจียงจึงมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นต่อสำนักช่างประดิษฐ์

                “ข้าเองก็ไม่เคยพบมันมาก่อนแต่ว่า... ทวนที่โดดเด่นเล่มนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัว...”เจียงฟ่านย่นคิ้วเข้าหากันยามอธิบายให้แก่คนข้างกายฟัง พลางครุ่นคิดในใจ“หรือมันจะเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักช่างประดิษฐ์ที่เข้ามาภายหลังข้าออกจากสำนักมาหาประสบการณ์เมื่อสองปีก่อน?หากเป็นเช่นนั้นจริง ไฉนมันยอมอดกลั้นเดินทางด้วยสถานะต่ำต้อยเช่นนี้? อีกทั้งเมื่อมาถึงเมืองเหยียนหลินเหตุใดไม่ยอมมาเยือนบ้านตระกูลเจียง? มิหนำซ้ำมันถึงกับขายครึ่งวัตถุวิญญาณจำนวนมากให้แก่พวกเรา...”

                “นั่นก็ใช่แล้วก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจ มันเองก็ไม่ได้ยอมรับหรือกล่าวอะไรมาก”ผู้ดูแลค้อมหลังลงขณะกล่าวอย่างกังวล“จะเป็นไปได้อย่างไรที่ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ซึ่งออกพเนจรจะตกต่ำขนาดนำครึ่งวัตถุวิญญาณของตนออกมาขาย?ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือเรื่องที่มันนำครึ่งวัตถุวิญญาณมาแลกเปลี่ยนกับครึ่งวัตถุวิญญาณภายในร้านของเรา...”

                “ครั้งนี้ข้าเพียงกลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้นแต่หากถึงเวลาที่ต้องกลับสำนัก คงต้องถามให้แน่ใจว่ามีศิษย์ใหม่โง่เขลาไร้สติคนใดที่ลอบลงจากเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่...”เจียงฟ่านใคร่ครวญชั่วขณะก่อนจะตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะสม

                “เช่นนั้น...พวกเราสมควรเข้าไปพบปะมันหรือไม่? นายน้อยมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่มันจะเป็นศิษย์รุ่นหลังของท่านยามนี้มันกำลังเผชิญกับปัญญา พวกเรา...”

                “ไม่ต้องสนใจปล่อยให้มันแก้ปัญหาเอง” เจียงฟ่านโบกมือ “เห็นได้ว่าฝีมือมันยังอ่อนด้อยแต่วัตถุวิญญาณเฉพาะตัวของมันชิ้นนั้นกลับเป็นชั้นปฐพีระดับสูง คาดว่ามันคงเป็นหนึ่งในศิษย์อันโดดเด่นที่สำนักช่างประดิษฐ์คัดเลือกมาอบรมเมื่อสองปีก่อนอย่าได้คลาดสายตาจากมัน ตราบใดที่ไม่เกิดปัญหาใหญ่หลวงใด ก็ไม่ต้องเข้าไปรบกวนมัน”

                ด้วยเสื้อผ้าที่ยังสะอาดเรียบร้อยไป๋หยุนเฟยตัดผ่านผ่านถนนไปอีกสองเส้นพร้อมกับเริ่มเดินเตร็ดเตร่อีกครั้งขณะทอดน่องผ่านผู้คนอย่างเพลินเพลินนั้นที่ต่างไปจากเดิมคือสายตาตื่นตัวที่สอดส่ายรอบตัวราวกับค้นหาบ้างอย่าง

                “ไม่ผิดแน่ต้องเป็นฝีมือของจิ้งหมิงเฟิงที่คิดจะใส่ร้ายข้า หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า‘การแก้แค้น’ของมัน ช่าง... ไร้ศีลธรรมนัก ไฉนมันกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้?สมองเจ้าเป็นรูโหว่หรือไรจึงคิดจะแก้แค้นด้วยวิธีวิกลจริตเช่นนี้?! หากไม่ใช่เพราะฝีมือข้าเข้มแข็ง ท่านป้านั้นคงไม่ทำเพียงเอาชีวิตข้าแน่! ถึงกับยัดเยียดข้อหา‘วิปริต’ใส่ข้า...จิ้งหมิงเฟิงเจ้าทำเกินไปแล้ว หากพบกันอีกครั้งข้าสัญญาว่าจะทุบตีจนแม้แต่มารดาก็จำเจ้าไม่ได้!!”

                “แต่ทว่าการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าต่อท่านป้าและแม่นางนั้นดูเหมือนจะยากเย็นอยู่บ้างแม้จะเอ่ยปากอย่างมั่นใจ แต่จะหาตัวจิ้งหมิงเฟิงพบอย่างง่ายดายได้หรือ? ข้าไม่อาจให้พวกนางรออยู่เพียงเพื่อให้ข้าพิสูจน์ตัวเองได้...”

                “ในสองสามวันนี้ข้าสมควรให้ความสนใจต่อรอบกายบางทีอาจมีโอกาสได้พบมันอีกครั้ง”ไป๋หยุนเฟยเดินอย่างแช่มช้าไปตามทางพลางครุ่นคิดในใจ “ก่อนหน้านี้มันเข้าหาข้าโดยไร้สุ้มเสียง...มันทำได้อย่างไร? แม้แต่คนธรรมดาก็ยังไม่อาจเข้าใกล้โดยที่ข้าไม่พบเห็นแต่มันกลับปิดบังการคงอยู่ของตนเองได้ หรือนี่จะเป็นความลับของตระกูลมัน?ความลับที่ทำให้ตระกูลมันถูกล้มล้าง...”

                “ในช่วงนี้คงต้องทำตามแผนเดิมก่อนต่อให้พยายามค้นหาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพบ หากข้าไม่คิดจะหามัน...”

                หลังจากหาร้านเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงไป๋หยุนเฟยก็ออกตระเวนในเมืองต่อทั้งยังเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจทั้งหลายในเมือง ขณะทดลองสินค้าดูทุกอย่างระหว่างเลือกซื้อไป๋หยุนเฟยก็ราวกับเป็นเด็กน้อยในโลกใบใหม่ที่ทำความคุ้นเคยกับสิ่งแปลกใหม่ซึ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

                ยามค่ำคืนไป๋หยุนเฟยกลับมายังถนนภายใต้แสงโคมไฟได้ครู่ใหญ่ ดวงจันทร์ส่งแสงฉาบย้อมเมืองจากเบื้องบนขณะที่ม่านราตรีเริ่มรุกล้ำเข้ามาอย่างแช่มช้า ในที่สุดมันก็เริ่มมองหาโรงเตี๊ยมเพื่อค้างแรม

                ไป๋หยุนเฟยได้แต่ผิดหวังเมื่อโรงเตี๊ยมที่มันเข้าไปสอบถามทั้งสองแห่งล้วนมีผู้เข้าพักจนเต็มยามกลับมายังถนนที่ว่างเปล่า โคมไฟทั้งหลายก็ดับไปเนิ่นนานแล้วก็หมายความว่าคงมีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่คอยให้ความสว่างแก่บริเวณนี้อยู่

                ไป๋หยุนเฟยไม่ครุ่นคิดปัญหานี้ให้มากความยามแหงนมองท้องฟ้าที่ประดับด้วยหมู่ดาวไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกถึงความสงบในที่สุดยามนี้ชีวิตของมันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า‘เสรี’

                “เอ๊ะ?เสียงอะไร?” ยามที่ไป๋หยุนเฟยจ่อมจมอยู่กับความสงบยามราตรีจู่ๆก็พลันได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากที่ห่างไปห้าสิบวา ราวกับมีกลุ่มคนกำลังพยายามเร่งฝีเท้าสุดชีวิต

                ขณะใช้สัมผัสวิญญาณออกสำรวจไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ!ภูตวิญญาณสามคน วีรชนวิญญาณห้าคน แล้วยังมีปัจเจกวิญญาณอีกสิบกว่าคน! เกิดอะไรขึ้นกันแน่พวกมันจึงได้มารวมตัวกันมากมายปานนี้ทั้งยังวิ่งตะบึงยามค่ำคืนโดยเปิดเผย?”

                “เอ๊ะ?ไม่ถูกต้อง ดูเหมือนพวกมันกำลังไล่ตามคนผู้หนึ่ง สัมผัสเช่นนี้...ไฉนจึงคุ้นเคยนัก ข้าเคยได้สัมผัสพลังเช่นนี้จากที่ใดมาก่อน...”ไป๋หยุนเฟยนึกทบทวน ผู้ฝึกปรือวิญญาณที่นำหน้าให้ความรู้สึกเหมือนเคยพบเจอมาก่อนแต่ก็ไม่อาจนึกออก “คล้ายกับว่าจะเป็น...”

                ชั่วขณะที่ตกอยู่ในความสับสนเงาร่างหนึ่งก็พลันอ้อมออกมาจากหัวมุมโดยไม่คาดคิดแล้วใบหน้าแตกตื่นของอีกฝ่ายปรากฏแก่สายตาไป๋หยุนเฟย

                ดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างด้วยความแตกตื่นตะลึงลานมันร่ำร้องด้วยความตระหนก “ข้า?!”

                ด้วยแสงจันทร์ส่องสว่างมันจึงเห็นอย่างชัดตาว่าคนที่วิ่งตะบึงสุดชีวิตนั้นเหมือนกับตนเองจนน่าตระหนก

                “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”ไป๋หยุนเฟยสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติในฉับพลันมันร้องคำรามอย่างเดือดดาล “เจ้าตัวบัดซบจิ้งหมิงเฟิง ที่แท้ก็เป็นเจ้า!”

                จู่ๆมันก็พลันฉุกคิดได้ว่าไฉนจึงรู้สึกคุ้นเคยต่อพลังวิญญาณเมื่อครู่นัก--- ที่แท้ก็เป็นจิ้งหมิงเฟิง! เป็นเหตุผลว่าไฉนทุกอย่างจึงคุ้นเคยนัก ก็เพราะวิชาปลอมตัวของจิ้งหมิงเฟิงนั่นเอง

                ขณะดึงสติกลับมาไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกถึงความเดือดดาลที่พลุ่งจากทรวงอกขึ้นสู่ศีรษะ “สารเลวเจ้าใช้ใบหน้าข้าไปทำชั่วอะไรอีก?!”

                จิ้งหมิงเฟิงก็รู้สึกตัวเช่นกันเมื่อพ้นหัวมุมมาพบไป๋หยุนเฟยแต่มันไม่ชะลอฝีเท้าลงแม้แต่น้อย ยังคงวิ่งตะบึงราวสายลมเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเขม้นมองมาจิ้งหมิงเฟิงจึงวิ่งพลางโบกมือใส่ “บัดซบ!ไฉนเจ้าจึงอยู่ที่นี่ได้!? แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะคุยเล่นรำลึกอดีตกันเรื่องหนีสำคัญยิ่งกว่า ข้าขอล่วงหน้าไปก่อน!”

                “คุยเล่นมารดาเจ้าเถอะ!ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า เจ้า... เจ้าตัวบัดซบ!เจ้าไปล่วงเกินผู้ใดมา!?”

                ไป๋หยุนเฟยยังไม่ทันกล่าวคำว่า‘คิดบัญชี’จบ น้ำเสียงก็กลายเป็นร่ำร้องอย่างเดือดดาล หลังจากหันหลังอย่างฉับพลันก็ติดตามจิ้งหมิงเฟิงไปราวคลุ้มคลั่ง

                ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังโต้ตอบกันผู้ฝึกปรือวิญญาณที่เหลือก็ตามออกมาจากหัวมุมเช่นกัน ในมือทุกคนล้วนถืออาวุธที่สะท้อนประกายส่งจิตสังหารออกมายามที่พ้นหัวมุมออกมาและพบเห็นไป๋หยุนเฟย พวกมันก็พุ่งเข้าใส่โดยไม่ถามไถ่

                สิ่งเดียวก็มองเห็นในแววตาพวกมันคือความคิดฆ่าฟันที่ปิดบังไม่มิด!!

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน