สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 ชายหนุ่มแบกดาบ

            กลางดึกที่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์

     

            “รอก่อน!”

     

            แม่นางเยว่ที่ตื่นเต้นและมีชีวิตชีวาหยุดฝีเท้าลงจากนั้นก็มองอันเจิงที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าประตู “ข้าอยากเปลี่ยนชุดก่อน”

     

            อันเจิงพยักหน้า “เตรียมไว้แล้ว หลิวซีจะพาเจ้าไปเปลี่ยนชุด”

     

            บนร่างแม่นางเยว่มีเลือดเปื้อนอยู่มันดูสกปรกมาก ตรงไหล่นางมีบาดแผลที่ยังไม่ได้รักษา และยังมีเลือดไหลอยู่ด้วยโซ่เหล็กทะลุไหล่ของนาง หากไม่ใช่เพราะจูเก๋อเชียวหยุนช่วยรักษามาระยะหนึ่ง เกรงว่านางคงตายไปนานแล้วคนของซูไทเฮาคอยหาเรื่องนางตลอด ส่วนมู่ฉางเยียนก็มักจะส่งคนไปช่วยเหลือช่วงเวลาที่ผ่านมานางก็ถูกรังแกและช่วยเหลือซ้ำ ๆ แบบนี้ ผ่านไปเป็นวัน เป็นเดือนและเป็นปี ไม่มีใครรู้เลยว่าหลายปีมานี้นางใช้ชีวิตอย่างไร

     

            เรือนร่างที่ไม่เหลือชิ้นดีการพูดแบบนี้ไม่เกินไปเลยจริง ๆ หญิงที่เคยมีเรือนร่างสวยงามตอนนี้แทบจะดูไม่เหมือนคนอีกแล้ว

     

            อันเจิงหันไปมองชวีหลิวซี “พาแม่นางเยว่ไปเถอะ”

     

            ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ประคองร่างแม่นางเยว่คนละข้างแล้วเดินเข้าไปขาทั้งสองของแม่นางเยว่สั่นเทาไม่หยุด “เสี่ยวชีเต้า...อยู่ไหน?”

     

            อันเจิงรีบตอบกลับ “เขาหลับแล้ว”

     

            แม่นางเยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา“พาข้าไปดูเขาที่หน้าต่างก่อน ได้หรือไม่?”

     

            อันเจิงยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวด “ย่อมได้อยู่แล้วรีบไปเถอะ”

     

            ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ประคองนางเดินเข้าไปอันเจิงสูดลมหายใจลึก ๆ รู้สึกว่าบาดแผลที่มีทำให้ตัวเองได้รับผลกระทบอย่างมากถึงแม้กระดูกที่หักจะต่อเข้าแล้ว อีกทั้งยาของชวีหลิวซีก็ไม่ธรรมดา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจหายได้ในสิบวัน แต่เพราะเขารู้สึกว่าหากวันนี้ไม่ทำอะไรสักหน่อย คงไม่อาจข่มตานอนได้

     

            “แม่นางเยว่”

     

            อันเจิงเรียกขึ้น จากนั้นก็ยิ้มแล้วถาม“คนที่รังแกเจ้าในคุก เขามีชื่อว่าอะไร?”

     

            แม่นางเยว่ตอบกลับ “คนหนึ่งชื่อหลิวหยวนอีกคนชื่อตู้โจว และยังมีหมอหญิงอีกคนที่โหดร้ายมากที่สุด ชื่อพางเสี่ยวชุน มีอะไรหรือ?”

     

            “ไม่มีอะไร ข้าถามไปอย่างนั้นแหละ” อันเจิงหันไปมองตู้โซ่วโซ่วแวบหนึ่งราวกับตู้โซ่วโซ่วรับรู้ถึงความต้องการของอันเจิง

     

            “เราออกไปซื้อของกินมาสักหน่อยดีกว่าเกรงว่าตอนนี้แม่นางเยว่คงจะหิวแย่แล้ว”

     

            อันเจิงลากแขนตู้โซ่วโซ่ว ทั้งสองเดินออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ชวีหลิวซีตะโกนตามมาจากทางด้านหลัง “โซ่วโซ่วดูแลอันเจิงด้วย บาดแผลเขายังไม่หายดี”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเดินไปพลางโบกมือ “วางใจเถอะข้าจะไม่ทำให้อันเจิงตัวน้อยของเจ้าเสียหายแน่”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “พูดอย่างนี้ไม่ดี”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถามอย่างจริงจัง“อย่างนั้นเปลี่ยนเป็น อันเจิงตัวน้อยของข้าดีหรือไม่?”

     

            “ไสหัวไป...”

     

            ทั้งสองเดินออกไปตามถนนใหญ่ตู้โซ่วโซ่วถามอย่างอดใจไม่ได้ “อันเจิง นี่มันเป็นช่วงกลางดึก แล้วคืนนี้ยังเกิดเรื่องวุ่นวายมากขนาดนี้เราจะหาพวกเขาเจอหรือ?”

     

            “หากไปสืบตอนนี้คงไม่มีทางเจอแน่ แต่ตั้งแต่เข้าเมืองฟางกู้ข้าก็สืบเรื่องในคุกมาโดยตลอดสามคนนี้ข้ารู้จักดี เพียงแค่ไม่รู้ว่าพวกเขาดูแลแม่นางเยว่ ทั้งสามคนนี้เป็นคนของไทเฮาโดยเฉพาะหมอหญิงพางเสี่ยวชุน เป็นถึงหมอแต่กลับมีจิตใจต่ำช้า หากไม่ทำอะไรสักอย่างข้าคิดว่าตัวเองต้องทนผ่านคืนนี้ไปไม่ได้แน่”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองจะทนผ่านคืนนี้ไปไม่ได้เช่นกัน”

     

            ขณะนี้เอง มีเสียงเดินตามมาช้า ๆ จากทางด้านหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงของกู่เชียนเยว่ “พวกเจ้าทั้งสองเป็นชายชาตรี ไปหาเรื่องผู้หญิงแบบนี้จะเหมาะหรือ?”

     

            นางกระโดดโลดเต้นเข้ามาจากนั้นก็ใช้มือหนึ่งจับไหล่อันเจิง ส่วนอีกมือก็จับไหล่ตู้โซ่วโซ่ว“ข้าเหมาะกว่า”

     

            “เจ้าไม่ไปดูแลแม่นางเยว่เล่า ตามมาที่นี่ทำไม?พวกข้า...เพียงแค่ไปซื้อของกินเก็บไว้ในยามดึกเท่านั้น”

     

            “ถุย ข้าจะบอกให้นะเจ้าอ้วน หากคนพูดปดต้องถูกลงโทษเกรงว่าเจ้าจะถูกฟ้าผ่าทุกวันแน่”

     

            “เจ้าล้อเล่นอะไรกันคนอย่างข้าเคยโกหกที่ไหน ข้าเป็นชายชาตรีที่ซื่อสัตย์เป็นต้นแบบของชายชาตรีในใต้หล้าเชียวนะ”

     

            “พอแล้ว ๆ บอกมาเถอะว่าจะไปหาคนไหนก่อนที่พวกเจ้าคุยกันเมื่อครู่ข้าได้ยินหมดแล้ว”

     

            อันเจิงพูด “หากข้าจำไม่ผิดหลิวหยวนกับตู้โจวไม่มีครอบครัว คนที่ใช้เครื่องทรมานคนในคุกมักจะไม่กล้าให้ครอบครัวตัวเองอยู่ข้างกายเพราะกลัวกรรมตามสนองพวกเขาจะพักอยู่แค่ในคุกเท่านั้น และไม่ออกไปไหนด้วย”

     

            “งั้นจะไปไหน?”

     

            “คืนนี้คุกวุ่นวายมากพวกเขาจะกล้าอยู่ในคุกหรือ?”

     

            “หารอบ ๆ คุกดูก่อน พวกเขาคงไม่กล้าหนีไปไหนไกลต้องหาที่ที่สะดวกต่อการสังเกตการณ์แน่ รอเรื่องเงียบลง พวกเขายังต้องกลับไปอีก”

     

            อันเจิงมองท้องฟ้า “แต่พวกเราต้องระวังหน่อยตอนนี้คนในราชสำนักคงไปอยู่ที่คุกกันหมดแล้ว”

     

            เขาเดินไปพลางพูดทันใดนั้นก็เห็นชายชุดดำยืนอยู่ไม่ไกล ในมือถือร่มคันหนึ่งที่นี่ไม่ไกลจากคุกใต้ดินมากนัก จึงเห็นควันไฟลอยขึ้นมาจากคุก คนคนนี้ปรากฏตัวขึ้นขวางทางทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวง

     

            “นั่นใคร?!”ตู้โซ่วโซ่วถามออกไปด้วยสัญชาตญาณ

     

            อันเจิงพูด “พวกเจ้ารออยู่นี่ก่อนข้ารู้จักเขา”

     

            อันเจิงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป เมื่ออยู่ในระยะใกล้จึงเห็นใบหน้าที่ราวกับยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้มของเฉินเซ่าป๋าย

     

            “หากข้าเดาไม่ผิด พวกเจ้าจะไปแก้แค้นให้แม่นางเยว่สินะ?” เฉินเซ่าป๋ายถาม

     

            อันเจิงพยักหน้า “เจ้าเดาไม่ผิด”

     

            เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “งั้นก็อย่าเพิ่งไปเลยตอนนี้รอบคุกเต็มไปด้วยทหาร ไม่มีใครเข้าใกล้คุกได้ เหล่ายอดฝีมือที่มาจากตำหนักวิหารสวรรค์เพียงคนเดียวก็สามารถฆ่าเจ้าได้แล้วคนเขาก็เคยพูดกันอยู่ สิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย นี่แค่คืนเดียวพวกเจ้าก็ทนไม่ได้แล้วรึ?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่แบบที่เจ้าพูด”

     

            เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ “เหมาะเจาะจริง ๆ เพราะข้าก็ไม่ใช่แต่คืนนี้พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ไม่ควรทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากรู้หรือไม่”

     

            อันเจิงยกมือขึ้นชี้เฉินเซ่าป๋าย“เจ้าบาดเจ็บ?”

     

           บนหน้าผากของเฉินเซ่าป๋ายมีเลือดไหลเป็นทาง

     

            เฉินเซ่าป๋ายขานรับ “หลังจากช่วยแม่นางเยว่ได้ก็กลับไปฆ่าคนอีกหลายคนผลสุดท้ายดันไปเจอด่านยากที่มาจากกรมราชทัณฑ์ ถึงแม้ข้าจะเป็นผู้มากพรสวรรค์แต่ก็ชะล่าใจไปหน่อยและแน่นอนว่าหากไม่ใช่เพราะมาเจอพวกเจ้าที่นี่ ข้าคงหาที่ซ่อนตัวรักษาบาดแผลไปแล้วแต่ว่าตอนนี้...คาดว่าอีกไม่นาน คนของตำหนักวิหารสวรรค์คงตามกลิ่นเลือดมาถึงที่นี่แล้วเจ้าดูสิ เพื่อปกป้องเจ้าข้าเสียสละไปมากเท่าไหร่ เจ้าควรจะตอบแทนข้าอย่างไรดี?”

     

            “เจ้ารีบหลบไปเถอะ ข้าไม่ไปแล้ว”

     

            “อืม อย่างนี้ค่อยยังชั่ว”

     

            เฉินเซ่าป๋ายหันกลับการเดินของเขาแลดูอ่อนแรง อันเจิงมองเห็นรอยแผลยาวบนแผ่นหลังของเขา มีเลือดท่วมเต็มหลังเขาไปหมด

     

            “อย่าฝืนเลย”

     

            อันเจิงพุ่งเข้าไปจับเฉินเซ่าป๋ายไว้ จากนั้นก็เหวี่ยงร่างเขาขึ้นไปบนหลัง“คืนนี้ก็วางเรื่องอื่นก่อนแล้วกัน เจ้าเป็นคนช่วยแม่นางเยว่ออกมาตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ต้องนำกลับไปรักษาก่อน โซ่วโซ่ว...คิดวิธีกำจัดกลิ่นคาวเลือดหน่อย”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า จากนั้นก็ค้นยาของชวีหลิวซีออกมายานี้สามารถบดบังกลิ่นได้ ไม่ถือว่าเป็นของล้ำค่าแต่ก็เป็นความลับที่ชวีหลิวซีมีเขาโปรยยาในมือออกไปให้กระจายตามสายลม จากนั้นกลิ่นเลือดก็ค่อย ๆ จางลง

     

           กู่เชียนเยว่และตู้โซ่วโซ่วคอยช่วยอันเจิงอยู่สองข้างอันเจิงกัดฟันแล้วแบกเฉินเซ่าป๋ายวิ่งกลับสำนักไป

     

            “นี่!”อันเจิงได้ยินเสียงดังขึ้นจากเฉินเซ่าป๋ายที่อยู่ด้านหลัง

     

            “มีอะไร?”

     

            “เจ้าโง่ ท่าทางจะลำบากน่าดูเลยนะ”

     

            “หุบปาก!”

     

            เฉินเซ่าป๋ายพูด“นี่ถือว่าเจ้าตอบแทนบุญคุณข้าก็แล้วกัน ข้าไม่ต้องขอบคุณ แต่เจ้าโง่ข้าจะกลับไปกับเจ้าได้อย่างไร?”

     

            อันเจิงรู้สึกเจ็บที่แผ่นหลังทันทีจากนั้นก็ล้มลง เมื่อมองไปอีกครั้งก็ไม่เห็นเฉินเซ่าป๋ายแล้ว รอบด้านว่างเปล่าไม่มีคนแม้แต่คนเดียว ราวกับเขาไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน

     

            ตู้โซ่วโซ่วประคองอันเจิงลุกขึ้น อันเจิงมองหาไปรอบด้านแต่กลับไม่เจอแม้แต่เงา

     

            ห่างจากอันเจิงประมาณหนึ่งเมตรบนหลังคามีชายหนุ่มแบกดาบประคองเฉินเซ่าป๋ายอยู่

     

            “ข้าจะส่งเจ้ากลับไปก่อน”

     

            ชายหนุ่มแบกดาบหันไปมองทิศทางที่อันเจิงยืนอยู่“น่าแปลกจริง ๆ สร้อยลูกประคำโลหิตไม่ได้ทำให้พลังวัตรของอันเจิงหยุดพัฒนาขึ้นเลยก่อนหน้านี้เจ้านายไม่เคยเลือกได้ของใช้ดี ๆ แบบนี้มาก่อน”

     

            “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้”

     

            เฉินเซ่าป๋ายโมโหเล็กน้อย“คนคนนี้มีพระคุณต่อบิดาข้า เจ้าจะพูดอะไรก็เกรงใจหน่อย”

     

            ชายหนุ่มแบกดาบตอบกลับ “คุณชายพูดถูกข้าน้อยจะจำไว้ ใครเป็นคนทำให้คุณชายบาดเจ็บ?”

     

            เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “ช่างเถอะหากเจ้าลงมือ ทั่วเมืองฟางกู้ต้องวุ่นวายแน่ ๆ ตอนนี้เจ้าพาข้ากลับไปรักษาตัวก่อนคนที่ทำร้ายข้า ข้าจะฆ่ามันเอง”

     

            ชายหนุ่มแบกดาบพยักหน้า “ได้เรากลับไปก่อน เจ้านายก็คิดถึงคุณชายมากแล้วเหมือนกัน”

     

            เขาออกแรงที่เท้าจากนั้นก็พาเฉินเซ่าป๋ายเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ทั้งสองเหาะได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างจากลูกธนูบนท้องฟ้าราวกับมีหมอกดำลอยอยู่ ความจริงนั่นก็คือรถม้าศึกเป็นรถม้าที่ทำมาจากทองแดง แลดูธรรมดาแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารบนรถม้าตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็ดูราวกับมีสัญลักษณ์ที่ไม่อาจเข้าใจด้านหน้ามียูนิคอร์นลากรถอยู่ มันดูคล้ายกับม้าแต่มีเขาหนึ่งเขาที่กลางหน้าผาก มีปีกสองข้างและบินได้

     

           ชายหนุ่มแบกดาบพาเฉินเซ่าป๋ายขึ้นไปบนรถม้า ยูนิคอร์นส่งเสียงร้องจากนั้นก็ลากรถจมหายเข้าไปท่ามกลางความมืดอย่างรวดเร็ว

     

            ต่อมาได้ยินกันว่า ในคืนนั้นกลุ่มยอดฝีมือจากแคว้นโยวบุกเข้าคุกหลวงเพื่อช่วยท่านอ๋องทานซงออกมาทหารในคุกและชาวโยวต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายมีการสูญเสียอย่างมาก แต่มียอดฝีมือจากกรมราชทัณฑ์มาช่วยจึงทำให้ชาวโยวพ่ายแพ้ไปถึงแม้จะช่วยทานซงออกไปไม่ได้ แต่ก็ปล่อยตัวนักโทษออกไปหลายคน ทั้งยังฆ่าคนไปไม่น้อย

     

            ศึกนี้ชาวโยวมาด้วยกันทั้งหมดสิบหกคนแล้วถูกฆ่าตายทั้งหมด

     

            ณ ตำหนักจิงเซี่ยว

     

            หลี่ชางหลี่คุกเข่าอยู่ข้างเตียงแล้วพูดเสียงต่ำ“ไทเฮา เรื่องนี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติ หากคนของแคว้นโยวมาถึงที่นี่จริง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังน้อยขนาดนั้นการบุกเรือนจำในครั้งนี้ ทำไมดูราวกับเป็นเรื่องเล็ก อีกทั้งคนที่มาก็ตายหมด กระหม่อมถามมาแล้วมากกว่าครึ่งไม่ใช่คนของเราที่ออกตัวโจมตี”

     

            ซูไทเฮาเปล่งพระสุรเสียงออกมา“ก็เพราะเยว่ยินนั่นน่ะสิ ถือว่าเปลืองแรงไม่น้อย แต่ตอนนี้หน้าตาแคว้นเยี่ยนสำคัญที่สุดปล่อยให้เขาทำไปก่อน รอให้สงครามกับแคว้นโยวผ่านไปข้าค่อยจัดการเขาเอง”

     

            หลี่ชางหลี่พูด “แต่ถึงกระนั้นทั้งหมดนี้ฝ่าบาทก็เปลืองแรงไปไม่น้อยเลย”

     

            ซูไทเฮาตรัสขึ้น “ก็เหมือนเด็กที่เห่อของเล่นไปวันๆ ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ หน่วยทหารอยู่ฝั่งของเขาก็จริงแต่หน่วยทหารจะกล้าต่อต้านข้าซึ่งหน้าเชียวหรือ? เพียงแค่ยืนอยู่ฝั่งนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่ถูกข้ากำจัดไปเท่านั้นแหละ ส่วนคนอื่น ๆก็เหมือนต้นหญ้าริมทางในเจียงหู ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ในเมืองหลวงนี้ทุกคนในสำนักต่างเป็นคนของข้า ในแคว้นเยี่ยน เจียงหูก็เป็นเจียงหูของข้า”

     

            แน่นอนว่าเจียงหูไม่ใช่ของใครทั้งนั้น

     

            หลังจากเรื่องแหกคุกผ่านไปสามวันการสืบค้นเรื่องของชาวโยวก็เข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่า

     

           หลายครั้งที่อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วอยากออกไปจากสำนัก แต่เพราะการตรวจการณ์ที่เข้มงวดมากจนไม่อาจเข้าไปใกล้คุกใต้ดินได้เมื่อถึงวันที่สี่ ในที่สุดชวีเฟิงจื่อก็ได้ข่าวมา

     

            อันเจิงเห็นชวีเฟิงจื่อกลับมาด้วยใบหน้าที่บวมเป่งจึงอดถามไม่ได้ “โดนใครตีมารึ?”

     

            ชวีเฟิงจื่อถอนหายใจ“เจ้าให้ข้าปลอมเป็นคนดูดวง เข้าตรอกซอยไปฟังข่าวของหลิวหยวนและตู้โจวไม่ใช่รึ?ในที่สุดข้าก็ได้เรื่องแล้ว หลังจากเกิดเรื่องที่คุก สองคนนี้รู้ว่าแม่นางเยว่หนีไปได้ก็กลัวว่าจะถูกแก้แค้นจึงเอาแต่หลบหน้าตลอด ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนคนเดียวกัน นั่นก็คือเซี่ยวซวนเขาอยู่บนถนนตงไห่”

     

            อันเจิงกลอกตา “ข้าถามว่า เจ้าถูกใครตีมารึ?”

     

            ชวีเฟิงจื่อถอนหายใจอีกครั้ง “ไม่ถามได้หรือไม่?”

     

            “คนของข้าถูกรังแก จะไม่ถามได้อย่างไร”

     

            “ก็ไม่ใช่...ก็ไม่เชิงว่าถูกรังแก เฮ้อ...ตอนที่ข้าสืบเรื่องเซี่ยวซวนข้าคิดจะหลอกถามจากพวกสตรีแถวนั้นสักหน่อย เพิ่งจะนั่งลงก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาถามว่าข้าเป็นหมอดูหรือไม่?ข้าบอกใช่ แล้วถามกลับไปว่า...เจ้าจะดูความซวยของตัวเองรึ? จากนั้นนางก็โมโหบอกว่า...เจ้าน่ะแหละตัวซวย! แล้วก็ตบข้า”

     

            อันเจิงกัดริมฝีปากที่เริ่มสั่นระริก“เอ่อ...ข้าจะไปดูว่ากับข้าวเตรียมเสร็จรึยัง”