...พลิ้ว พลิ้ว...
เสียงสายลมพัดผ่านอย่างเช่นทุกวัน ในค่ำคืนนี้ฉีซื่อและอ๋องจินอู่ยังคงชีวิตกันตามปกติ ต่างคนต่างช่วยกันทำงานโดยที่ฉีซื่อก็ขะมักเขม้นอยู่กับการเคี่ยวน้ำปรุงรสซึ่งตอนนี้จวนจะได้ที่แล้ว ดังนั้นตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญ จะละสายตาไม่ได้เลย ต้องคอยคนคอยเคี่ยวตลอดเวลาไม่เช่นนั้นอาจจะไหม้จนเกิดความเสียหายได้ ส่วนทางด้านอ๋องจินอู่ก็คอยเติมฟืนให้ฉีซื่อก่อนจะไปล้างมือแล้วกลับมานวดแป้งทำเส้นบะหมี่ต่อ
“พี่จิน น้ำปรุงรสได้ที่แล้ว ท่านมาช้วยย้ายออกจากเตาที จะได้พักไว้ให้เย็น” ฉีซื่อออกคำสั่งอีกคนเมื่อเห็นงานของตนสำเร็จลุล่วงแล้ว
อ๋องจินอู่เมื่อได้ยินอีกคนออกคำสั่ง เขาก็รีบละมือออกมาจากงานของตนทันที และเมื่ออ๋องจินอู่ทำตามที่ฉีซื่อสั่งเสร็จแล้ว เขาก็เดินกลับมาโต๊ะเพื่อจะนวดแป้งต่อ
“อาฉี แป้งที่ยังไม่ได้นวดเหลืออยู่2กะละมัง เจ้าลองตรวจดูที่ข้านวดไว้ที ตรวจดูว่าที่ข้าทำไว้เจ้าพอใจหรือไม่”
“อืม...” ฉีซื่อเดินไปจับดูความนุ่มและยืดออกเพื่อทดสอบความเหนียวนุ่มของแป้งที่นวดไว้ว่า เหนียวและนุ่มเพียงพอหรือไม่
“พอใจหรือไม่...นุ่มพอหรือไม่ ข้าใช้เจ้าเป็นตัววัดความนุ่มเลยนะ”
“ใช้ข้า!”
“ใช่ บั้นท้ายของเจ้าอย่างไรเล่า นุ่มแบบนั้นเลย”
“ท่าน! น้อยๆ หน่อย ที่มันของกินนะ ช่วยระงับความลามกของท่านด้วย” ฉีซื่อตอบกลับหน้าแดงเหมือนคนมีไข้
“แล้วเจ้าพอใจหรือไม่” อ๋องจินอู่ยังคงถามอย่างเร้าหรือ พร้อมกับส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยมาให้อีกคน
“พอใจ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้า ข้าจะขึ้นเส้นเลยก็แล้วกัน จะได้เสร็จเร็วขึ้นด้วย” ฉีซื่อตอบตัดบทไม่ยอมสบตาอีกคน พร้อมกับเดินไปทางอื่น
“ได้ ตามใจเจ้าเลย” อ๋องจินอู่ตอบกลับก่อนจะหันไปนวดแป้งต่อ
อ๋องจินอู่นวดแป้งต่อ ส่วนฉีซื่อก็เตรียมต้มน้ำอุ่น เพื่อจะเอาไว้แช่น้ำอาบในคืนนี้ เพราะวันนี้พวกเขาทั้งคู่เร่งมือกันทำงานจนมอมแมมไปหมดเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตอนนี้ ทั้งเปื้อนทั้งเหม็นจนแยกไม่ออกแล้วเสื้อผ้าคนปกติหรือผ้าขี้ริ้วกันแน่ โดยเฉพาะอ๋องจินอู่ที่ไม่ได้เลอะเทอะแค่เสื้อผ้าเท่านั้น ยังเลอะไปถึงหน้า ถึงเส้นผมเลยก็ว่าได้ พอมาคิดๆ ดูแล้วตอนนี้เขาแทบจะไม่เหลือเคล้าโครงความเป็นท่านอ๋องผู้น่าเกรงขามอยู่เลย เมื่อก่อน การแต่งกายของเขาทั้งเนียบทั้งมีระเบียบทุกสัดส่วน จับแต่กระบี่ ฝึกขี่ม้า ทำการค้า ฝึกองครักษ์ มีผู้คนรายล้อมรอรับคำสั่ง คอยรับใช้ ไม่ต้องหยิบจับอะไรมากมาย ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาต่างกลัวโทษทัณฑ์จะตามมา หรือแม้แต่การใช้ชีวิตแทบจะไม่ต้องต่อรองหรือพูดอะไรให้มากความ เพียงแต่เอ่ยนามของตน ผู้คนก็พร้อมศิโรราบ ทั้งเกรงใจ และหวาดกลัวในอำนาจบารมีของเขาทั้งสิ้น
พอมองกลับมาดูท่านอ๋องในวันนี้ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ฉีซื่อสามารถออกคำสั่ง ต่อว่า หรือแม้แต่จะใช้งานเขาได้เยี่ยงทาสก็ไม่ปาน แถมอีกคนยังดูเต็มใจและมีความสุขเสียด้วยซ้ำที่อีกคนเรียกหาและเห็นว่าเขานั้นสำคัญ ในการชีวิตทุกวันนี้ก็เช่นกัน งานหนักฉีซื่อไม่ต้องทำ งานเบาก็แทบไม่ต้องแตะ อ๋องจินอู่รับไปทำแล้วทั้งหมด เสื้อผ้าหน้าผมเขาแทบจะไม่สนใจตัวเองแล้วว่าจะมอมแมมแค่ไหน ขอแค่ตัวเองไม่ต้องเดินตัวเปลือยเปล่าออกไปส่งบะหมี่ก็เพียงพอแล้ว
“พี่จิน น้ำอุ่นเตรียมพร้อมแล้ว ท่านนวดแป้งเสร็จหรือยัง ถ้าท่านยังไม่เสร็จ ข้าขออาบก่อนน่ะ”
“เจ้ารอข้าอีกนิดได้หรือไม่ จวนจะเสร็จแล้ว...”
“ข้าเหนียวตัวจะแย่แล้ว เหม็นด้วย”
“รอข้าประเดี๋ยวนะอาฉี” อ๋องจินรีบวิ่งมาหาฉีซื่อที่ยืนอยู่ที่อ่างน้ำ ที่ตอนนี้เตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะลงอ่างแล้ว
ฉีซื่อยืนมองสภาพคนที่วิ่งมาหาตน ได้แต่นึกขบขันในใจ ฉีซื่อนึกไม่ถึงเลยว่าเขากลัวฉีซื่อไม่รอได้ขนาดนี้ ถึงขนาดต้องรีบวิ่งมาหาตรงนี้เลยหรือ แค่ตะโกนบอกมาก็น่าจะพอแล้ว
... ทำตัวเหมือนเด็กติดแม่ขึ้นทุกวันๆ เลยนะพี่จิน...
ฉีซื่อได้แต่จำใจรออีกคนต่อไป แม้ว่าในใจของเขาอยากจะอาบน้ำชำระกายแล้วขึ้นเตียงนอนหลับพักผ่อนแค่ไหนก็ตาม เขานั่งจิบชารออีกคนเงียบๆ ต่อไป พลางคิดอะไรไปเพลินๆ เรื่อยเปื่อย จนเขาได้ยินใครอีกคนเรียกว่าพร้อมที่จะอาบน้ำแล้ว ฉีซื่อจึงลุกขึ้นไปที่อ่างทันที
พวกเขาอาบน้ำด้วยกันแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว แม้ว่าช่วงแรกฉีซื่อจะคัดค้านอยู่บ้าง แต่หลังๆ มาก็ไม่ได้ห้ามอะไรแล้ว เพราะว่าฉีซื่อรู้ดีว่า สำหรับเรื่องนี้อ๋องจินอู่ไม่ยังไงก็ไม่มีทางยอม จึงทำได้แค่ยอมๆ ไปให้จบๆ
“พี่จิน เข้ามาใกล้ๆ ข้า เดี๋ยวข้าจะสระผมให้ท่าน” อ๋องจินอู่ได้ยินแบบนั้นมีหรือจะชักช้า รับพุ่งตัวเข้ามาหาต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณมาก อาฉี เจ้าช่างดีจริงๆ” อ๋องจินอู่ยิ้มหน้าบานแบบนี้ทุกครั้งที่ฉีซื่ออาสาจะทำอะไรให้
“ถ้าพรุ่งนี้ พวกเราตีเส้นบะหมี่เสร็จ ท่านเอาไปส่งเถ้าแก่เลยได้หรือไม่” ฉีซื่อถามอีกคนในขณะที่กำลังสระผมให้อยู่
“ได้ซิ... เจ้าจะไปด้วยไหม หรือจะให้ข้าไปคนเดียว”
“ข้าไม่ไปหรอก ท่านไปเถอะ”
“ได้ ตามใจเจ้า แล้วเจ้าอยากจะได้อะไรที่ตลาดไหม ข้าจะได้แวะซื้อมาด้วยเลย”
“ที่ตลาดข้าไม่ได้อยากได้อะไร แต่ข้าจะให้ท่านแวะไปรับจดหมายที่จุดขบวนสินค้าให้ข้าที”
“ได้ เดี๋ยวข้าจะแวะไปเอาให้” อ๋องจินอู่พูดพลางดึงมือของฉีซื่อมาหอมฟอดใหญ่
........................................................
... เช้าวันต่อมา...
ฉีซื่อตื่นแต่เช้า เขาลุกไปทำกิจวัตรส่วนตัวตามปกติ แล้วรีบเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าสำหรับสองคนทันที เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง วันนี้ยังมีงานหนักรออ๋องจินอู่อยู่อีกมาก ฉีซื่อทำอาหารอย่างตั้งใจ พอสำรับมื้อเช้าพร้อมแล้ว เขาก็เดินไปปลุกอีกคนทันทีเพื่อให้เขาไปทำกิจวัตรของตัวเอง เมื่อเสร็จแล้วก็ให้มากินข้าวพร้อมหน้ากัน ก่อนจะได้เริ่มงานในวันนี้ต่อทันที
“อาฉี... ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้า” อ๋องจินอู่เอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังกินข้าว
“อืม...” ฉีซื่อตอบกลับสั้น พร้อมกับเอาข้าวเข้าปาก
“เจ้าเคยคิดอยากจะหลับเมืองหลวงบ้างหรือไม่”
“พี่จิน...ที่ท่านถามข้าแบบนี้ เพราะว่าตอนนี้ท่านเริ่มเบื่อชีวิตแบบนี้แล้วใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่แบบนั้น ถ้าไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพียงแต่ข้าอยากรู้ ก็เท่านั้นเอง”
“แล้วถ้าข้าบอกท่านว่า ข้าไม่คิดจะกลับไปอีกแล้ว จะอยู่ที่นี่ชั่วชีวิต ท่านจะว่าอย่างไร”
“ข้าย่อมตามใจเจ้าอยู่แล้ว แต่ที่ข้าถาม เพราะข้าอยากรู้ก็เท่านั้น อาฉี เจ้าอย่าเพิ่งโมโหซิ” อ๋องจินอู่รีบห้ามอารมณ์อีกคนทันที เพราะเห็นท่าทีขึงขังของอีกคนปรากฏออกมา
“ข้าไม่ได้โมโหเสียหน่อย...”
“อืมๆๆๆ งั้นข้าไม่ถามแล้วก็ได้ ไม่อยากรู้แล้วๆ” อ๋องจินอู่ยกเลิกคำถามทันที เพราะเขาไม่อยากให้อีกคนอารมณ์ไม่ดีแต่เช้า
“แล้วทำไมจู่ๆ ถึงถามคำถามนี้ละพี่จิน” ฉีซื่อไม่ยอมจบกับสิ่งทีอ๋องจินอู่ถาม
“ก็ข้าจำได้ว่า ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเคยนัดเจอเจ้าที่เมืองหลวง ข้าเลยอยากถามว่าเจ้าคิดจะกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่ ก็เท่านั้นเอง”
“นัด...” ฉีซื่อชะงักลงทันที เขาค่อยๆ คิด จนนึกขึ้นมาได้ว่า ก่อนท่านพ่อท่านแม่จะกลับไป ได้บอกเอาไว้ว่าอีกไม่นานจะได้พบกันที่ร้าน ที่เมืองหลวง
“อย่าบอกน่ะ ว่าเจ้าลืมไปเสียแล้ว...” อ๋องจินอู่ถามขึ้นมา เพราะเห็นอีกคนยังนั่งเงียบอยู่
“ใช่... ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน” ฉีซื่อตอบกลับเบาๆ เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาร่วมครึ่งเดือนได้แล้ว
“อืม ไม่เป็นไรๆ งั้นเจ้าค่อยๆ คิดไปน่ะ ข้าอิ่มแล้ว เดี๋ยวข้าไปทำงานก่อนนะอาฉี” อ๋องจินอู่วางถ้วยข้าวลง พร้อมกับลุกขึ้นเดินอ้อมไปทางข้างหลังของฉีซื่อแล้วโน้มตัวก้มลงหอมที่ขมับอีกคนทันทีเป็นการเติมพลัง ก่อนจะเดินเข้าไปทำงานของตนต่อในครัว
ด้านฉีซื่อนั่งกินข้าวต่ออีกเพียงครู่เดียวก็อิ่มเช่นกัน ฉีซื่อเก็บสำรับอาหารเข้า พร้อมทั้งเอามาล้างทำความสะอาดทันที แม้ว่าอ๋องจินอู่จะบอกไปแล้วว่าให้วางเอาไว้ก่อน เดี๋ยวเขาจะเป็นคนไปล้างเอง แต่ฉีซื่อก็ไม่สนใจ เพราะลำพังงานในมือของอ๋องจินอู่ก็เยอะจะแย่แล้ว ยังจะมาล้างจานอีก ไหนจะต้องไปส่งบะหมี่อีก ใจคออ๋องจินอู่จะทำหมดเลยให้ได้ หากอ๋องจินอู่ทำอาหารเป็น อีกหน่อยฉีซื่อคงไม่ต้องทำอะไรแล้วกระมัง หลังจากที่ฉีซื่อล้างจานเสร็จก็เข้ามาที่โต๊ะตีแป้งทำเส้นบะหมี่ต่อทันที ต่างคนต่างทำงานของตนเร่งมือกันสุดแรง จนตอนนี้เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่ายแล้ว ฉีซื่อเดินไปนั่งพักเหนื่อยได้พักใหญ่ ก็เดินกลับเข้ามาในครัว เพื่อตีขึ้นเส้นบะหมี่ต่อทันที เพราะตอนนี้ก็จวนใกล้จะเสร็จแล้ว
“พี่จิน วันนี้ท่านเอาบะหมี่ไปส่งแล้ว ท่านบอกเถ้าแก่ให้ข้าทีว่า พวกเราจะอยู่บ้านหลังนี้ถึงสิ้นเดือนเท่านั้น”
“หืม...” อ๋องจินอู่หันหน้าไปมองที่ฉีซื่อทันทีที่ฉีซื่อพูดจบประโยค
“พวกเราจะกลับเมืองหลวงกัน... พี่จิน ท่านจะไปกับข้าหรือไม่”
“ไป เจ้าไปที่ไหน ข้าก็จะไปด้วยทั้งนั้น” อ๋องจินอู่ตอบกลับพร้อมเข้าสวมกอดอีกคน
“ฮึ! แล้วถ้าข้าไปลงนรกละ คนอย่างท่านจะไปด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ลงนรกอะไรกัน คนแสนดีแบบนี้ ต้องขึ้นสวรรค์เป็นเซียนอยู่แล้ว”
“งั้นก็น่าเสียดาย เพราะถ้าข้าได้ขึ้นสวรรค์ ท่างคงตามข้าไปไม่ได้”
“เพราะอะไร...”
“เพราะท่านเป็นคนเลว คนสารเลว ดังนั้นต้องลงนรกสถานเดียว” คำพูดของฉีซื่อทำเอาอีกคนสะดุ้งทันที ‘คนสารเลว’ คำนี้เขาไม่ได้ยินมานานมากแล้ววันนี้ฉีซื่อพูดขึ้นมาอีกที ฟังกี่ทีๆ ก็สะดุ้งทุกที แต่ครั้งนี้คำนี้ไม่ได้มีความโกรธเคืองแฝงมาแต่อย่างใด แต่เป็นการเหน็บแนมเชิงหยอกเย้ากันมากกว่า
“ฮ่าๆๆ ได้ๆ ถ้าเช่นนั้น คืนนี้ ข้าขอให้เทพเซียนอย่างอาฉี มาข้าคนสารเลวคนนี้ได้ขึ้นสวรรค์เสียหน่อยเถิด จะได้หรือไม่”
“พี่จิน...” ฉีซื่อไปต่อไม่ได้แล้ว ตอนนี้จู่ๆ หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเอาดื้อๆ