(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 129 ปีกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

            หลังจากที่หวูเหยียนจีตัดการสื่อสารกับศิษย์รักของตน ความเงียบก็ปกคลุมห้องโถงไม้เพียงชั่วครู่


            แต่ภายในอกกลับสั่นสะท้านไม่ต่างจากคลื่นลมพายุที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำอันสงบนิ่ง


            ในขณะนั้นเอง เสียงพรวดพรวดก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูไม้ถูกผลักเปิดอย่างเร่งรีบ สองร่างก้าวเข้ามาพร้อมกันด้วยสีหน้ากังวล


            ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมท่านอาจารย์ถึงได้ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาเช่นนั้น?!


            น้ำเสียงของหลี่เฉินและไป๋อวี้ดังประสานกัน ถึงประโยคจะต่างกันเล็กน้อย แต่ความห่วงใยกลับสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน


            ทั้งสองคือศิษย์คนแรกและคนที่สองของหวูเหยียนจี เปรียบเสมือนมือซ้ายมือขวาที่คอยติดตามรับคำสั่งและแบ่งเบาภาระมาเนิ่นนาน


            ยามได้เห็นสภาพของอาคารไม้ที่แทบพังทลายเช่นนี้ ย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้แน่นอน


            หลี่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ พลางกวาดสายตามองเพดานที่ร้าวเป็นเส้นยาว


            “พลังเมื่อครู่.. หนักหนาเกินกว่าจะเป็นเพียงการทดสอบนะครับ!”


            ขณะที่ไป๋อวี้ก็เม้มริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล


            “ท่านอาจารย์คะ.. หรือว่ามีผู้ใดมาท้าทายท่านและมหาวิทยาลัยเทพอสูรอีกแล้ว?!”


            คำถามของทั้งสองดังก้องขึ้น แต่หวูเหยียนจีไม่ได้ตอบในทันที เพียงแค่ยกมือขึ้นโบกเป็นนัยให้ทั้งสองหยุดคำถาม


            “อย่าเพิ่งถาม!”


            “ในตอนนี้อาจารย์มีเรื่องที่ต้องทำและสำคัญมากยิ่งกว่า เพราะงั้นฝากเก็บกวาดข้าวของที่เสียหายด้วย!”

            

            “ส่วนอาจารย์จะต้องรีบไปหาท่านผู้อำนวยการหย่าเฟยเดี๋ยวนี้!”


            ท่าทางของเขาหนักแน่นและจริงจังจนศิษย์ทั้งสองต้องกลืนน้ำลาย ความเร่งรีบที่ปรากฏในดวงตาของอาจารย์ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อย


            “หากเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นนั้น..”


            “พวกเราจะตามไปช่วยหรือไม่?”


            หวูเหยียนจีส่ายศีรษะทันที


            “ไม่จำเป็น!”


            “เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง!”


            กล่าวจบชายวัยกลางคนก็หลับตาเพียงครู่ พลังวิญญาณภายในหมุนวนอย่างเป็นจังหวะ ลมหายใจลึกสม่ำเสมอ


            ทำให้พื้นอากาศรอบกายเริ่มสั่นไหวเหมือนฉุดดึง จากนั้นประกายแสงเรืองรองก็เริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหลังแผ่นหลังของเขา เส้นสายพลังวิญญาณได้รวมตัวกันเป็นโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อตัวเป็นปีกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สีเขียวมรกตคู่หนึ่ง


            ปีกนั้นส่องประกาย ลวดลายบนพื้นผิวดูคล้ายเถาวัลย์หรือกิ่งก้านพฤกษาที่แตกแขนงอย่างงดงาม ราวกับต้นไม้ที่ผลิบานอยู่กลางท้องฟ้า


            กระแสพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากปีกนุ่มนวลและงดงามในคราเดียวกัน


            ต้องกล่าวก่อนว่าเมื่อนักล่ามังกรพัฒนาพลังวิญญาณของตนมาถึงระดับเจ็ดแล้ว พวกเขาจะสามารถใช้พลังวิญญาณดังกล่าวควบแน่นเป็นปีกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับร่างกาย และทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถบินทะยานบนท้องฟ้าได้


            ฟังไม่ผิด การบินบนท้องฟ้าเหมือนกับพญาอินทรี นักล่ามังกรที่อยู่ในระดับสูงก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน


            “นะ.. นี่คือปีกวิญญาณ?!”


            ประกายความตื่นเต้นฉายชัดในสายตาของทั้งสอง ความคาดหวังพลันก่อตัวขึ้น พวกเขาต่างใฝ่ฝันว่าจะได้ก้าวถึงระดับนี้เช่นเดียวกัน


            “จงตั้งใจฝึกฝน.. วันหนึ่งพวกเจ้าก็จะมีปีกของตนเอง!”


            หวูเหยียนจีหันมามองศิษย์ทั้งคู่เล็กน้อย ก่อนที่จะก้าวเท้าไปยังช่องว่างที่ผนังไม้พังทลายลงจากแรงกดดันก่อนหน้า


            ปีกวิญญาณกระพือเพียงครั้งเดียว ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ลมพัดผ่านโถงไม้ เศษฝุ่นปลิวกระจายตามแรงกระแสที่ปรากฏ ขณะที่ปีกเรืองรองสีเขียวมรกตสะท้อนไปกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย จนดูราวกับดาวหางที่พุ่งผ่านท้องฟ้า


            ลานภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรเริ่มกลับมาคึกคักเมื่อผู้คนเห็นเงาร่างเรืองรองทะยานผ่านเหนือศีรษะ


            “ท่านคณบดีรีบร้อนไปที่ใดกัน?”


            “ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย!”


            เสียงพูดคุยดังแทรกเป็นระยะ ขณะที่ร่างของหวูเหยียนจีพุ่งตรงไปยังอาคารสูงตระหง่านซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเขตการศึกษา อาคารนั้นโดดเด่นเหนือสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เสาแกะสลักลวดลายอสูรและมังกรประดับอยู่โดยรอบ สะท้อนอำนาจและศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยเทพอสูร


            เมื่อมาถึงเบื้องหน้าห้องทำงานของผู้อำนวยการ


            หวูเหยียนจีก็หยุดฝีเท้าลงเพียงชั่วครู่ ราวกับต้องการรวบรวมสติและข่มอารมณ์ที่ยังคงปั่นป่วนอยู่ภายในอก


            เขายกมือขึ้นจัดแต่งเสื้อคลุมให้เรียบร้อย ปลายนิ้วลูบผ่านรอยยับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะควบคุมลมหายใจให้กลับสู่จังหวะที่มั่นคง ปีกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยแผ่กว้างอยู่เบื้องหลังสลายหายไป จนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยของพลังที่เคยพวยพุ่งเมื่อครู่


            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไป


            บานประตูเลื่อนเบื้องหน้าค่อยๆเปิดออกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตร


            สายตาของเขากวาดผ่านโต๊ะไม้ยาว เฟอร์นิเจอร์ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ และชั้นหนังสือที่เรียงรายสูงจรดเพดาน


            ภายในห้องนั้น ผู้อำนวยการหย่าเฟยนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงาน


            นางยกมือขึ้นดันแว่นบนสันจมูกเล็กน้อย ท่าทางสงบนิ่งราวกับทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุม เรือนร่างที่เอนพิงพนักเก้าอี้ดูอ่อนช้อยและน่าหลงใหล ชุดที่สวมใส่แนบชิดไปตามสัดส่วนอย่างพอเหมาะ เผยให้เห็นเส้นโค้งที่งดงามโดยไม่จำเป็นต้องพยายาม


            แสงจากภายนอกส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบกับเส้นผมของนาง ทำให้ภาพตรงหน้าดูเหมือนภาพวาดที่ถูกจัดวางอย่างประณีต


            “นักบุญสงครามสองคนมาหาท่านเหรอ ท่านคณบดีหวูเหยียนจี!”


            “แล้วทำไมถึงต้องปลดปล่อยพลังวิญญาณที่รุนแรงป่านนั้นกัน?”


            “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”


            น้ำเสียงของหย่าเฟยนิ่งสงบและแฝงความสงสัยอย่างชัดเจน


            หวูเหยียนจีรีบยกมือแนบอก แสดงความเคารพอย่างเป็นทางการ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย


            “ท่านผู้อำนวยการ..”


            ตัวของเขาเอ่ยขึ้นสั้นๆ ก่อนจะเงยหน้ามองตรงไปยังนางด้วยความจริงจัง


            “ลูกศิษย์ข้าน่ะสิท่านหย่าเฟย ไอ้เจ้าเด็กแสบนั้นได้ทำเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว เพราะงั้นทางตระกูลจินก็เลยมาถามข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้!”


            จากนั้นชายวัยกลางคนก็รีบอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด


            ตั้งแต่การมาของนักบุญสงครามทั้งสอง การสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในผืนป่าโบราณคงหมิง ไปจนถึงคำยืนยันจากหวงเยี่ย


            หย่าเฟยนั่งฟังโดยไม่ขัดจังหวะ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นนิ่งลึก เสมือนกำลังประมวลข้อมูลทุกประโยคอย่างรอบคอบ


            เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดสำคัญ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย


            “สังหารนายน้อยของตระกูลจิน และบรรดาคนตระกูลจินอีกกว่าสามสิบชีวิต!”

            

            “แถมยังแย่งซากศพมังกรอัคคีหลังหนามที่เป็นมังกรสายเลือดระดับสูงมาอีก!”


            “แบบนี้มัน.. ไม่แปลกที่ทางตระกูลจินจะมาหาเรื่องท่าน!”


            น้ำเสียงของนางแฝงความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง ทว่าท่าทีโดยรวมกลับยังคงสงบ ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกหรือหวาดเกรงแม้แต่น้อย ราวกับสถานการณ์ที่ดูร้ายแรงเช่นนี้ มันยังอยู่ในขอบเขตที่นางจะสามารถรับมือได้


            หวูเหยียนจีมองนางนิ่ง


            “ข้าเองก็ไม่ได้เกรงกลัวไอ้พวกตระกูลจิน.. ทว่าข้ากังวลเกี่ยวกับเส้นสายของไอ้เจ้าจินไห่ที่มีกับสมาพันธ์นักล่ามังกรต่างหาก เห็นว่ามันได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากเทพสงครามหลายคน ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักล่ามังกรที่แข็งแกร่ง”


            “เพราะงั้น..”


            “หรือว่าข้าจะต้องติดต่อเรื่องนี้กับท่านอาจารย์จริงๆ!”


            ประโยคท้ายถูกปล่อยให้ค้างอยู่กลางอากาศ หย่าเฟยที่รับฟังอย่างตั้งใจก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

            

            “ข้าเข้าใจ หากเป็นเช่นนั้นเรื่องนี้ย่อมไม่อาจปล่อยให้ลุกลามโดยไร้การควบคุม!”


            ภายในห้องเงียบลงเพียงชั่วขณะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น


            และในขณะนั้นเอง บานประตูด้านหลังพลันเปิดออกอีกครั้งโดยไม่มีการเคาะล่วงหน้า สายลมอ่อนพัดผ่านเข้ามาเล็กน้อย พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เส้นผมสีทองยาวสลวยพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหว


            ทุกย่างก้าวมั่นคงและเปี่ยมด้วยอำนาจที่มิอาจมองข้าม


            นางคือราชันย์มังกรจักรพรรดิทองคำ คู่หูของหย่าเฟยนั่นเอง


            เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง


            ดวงตาของนางกวาดมองทั้งสองคนเพียงครู่ ก่อนจะหยุดลงที่ตัวของหวูเหยียนจี


            “เข้าใจถึงเรื่องที่พวกเจ้ากังวลแล้ว งั้นเดี๋ยวข้าจะไปรับเจ้าเด็กลามกนี้กลับมาก่อนที่ทางตระกูลจินจะได้ทำอะไรละกัน!”


            คำพูดนั้นถูกกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถจัดการได้โดยไม่ต้องลังเล หย่าเฟยที่ได้ยินก็เพียงเหลือบตามองคู่หูของตน ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับและเผยรอยยิ้มหวาน


            “เช่นนั้นก็ฝากเจ้าด้วยนะ!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน