ภายในถ้ำอันคดเคี้ยว ในที่สุดแอเรียสก็เดินมาจนถึงสุดปลายทางของถ้ำแห่งนี้ เขากลับไม่ได้พบกับทางออกอย่างที่หวังเอาไว้ แต่เขากลับพบสิ่งหนึ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังเอาไว้ว่าจะมาพบเจอ“ประตูดันเจี้ยน”
ดันเจี้ยนคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมากที่ซุกซ่อนอยู่ ภายในดันเจี้ยนมีทั้งอันตรายจากเหล่าสัตว์อสูรและมีทั้งขุมสมบัติอันล้ำค่าซุกซ่อนเอาไว้ อีกทั้งยังมีแก่นอสูรและสมุนไพรหายากที่เป็นเป้าหมายของเหล่านักเวทที่ต้องการพิชิตดันเจี้ยน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าดันเจี้ยนถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรหรือผู้ใดเป็นคนสร้างมันขึ้นมา มีเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาเท่านั้น บางตำนานก็กล่าวไว้ว่าดันเจี้ยนถูกสร้างขึ้นมาจากฝีมือของซาตานที่ต้องการจะเพาะเลี้ยงเหล่าสัตว์อสูรเอาไว้ แต่บางตำนานก็กล่าวว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากฝีมือของเหล่าเทพเจ้าที่ต้องการจะกักขังสัตว์อสูรเอาไว้ไม่ให้ออกมาระรานมนุษย์ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ที่สร้างดันเจี้ยนเหล่านี้ขึ้นมา
ประตูทางเข้าดันเจี้ยนแบบที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของแอเรียสนี้ยังมีซุกซ่อนอยู่อีกหลายแห่งทั่วทุกมุมโลก หลายแห่งก็ถูกค้นพบและถูกพิชิตโดยกลุ่มคนผู้แข็งแกร่ง มีอีกหลายแห่งที่ยังไร้ซึ่งผู้พิชิตหรือยังไม่ถูกผู้ใดค้นพบ แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่อันตรายจนไม่มีผู้ใดกล้าที่ย่างกายเข้าไปใกล้
“ ดูเหมือนข้าจะเป็นผู้ค้นพบดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นคนแรกสินะ“
แอเรียสยกยิ้มขึ้นอย่างยินดี การที่เขาพบเจอดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นคนแรกนั่นหมายความว่าขุมสมบัติทั้งหมดที่ซุกซ่อนเอาไว้ในดันเจี้ยนแห่งนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดมาชกชิงเอาไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว นั่นทำให้แอเรียสแอบจินตนาการถึงภาพที่เขากอบโกยเอาสมบัติทั้งหมดที่อยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้ไปทั้งหมด เขาสลัดความคิดในหัวออกก่อนจะเตรียมการพร้อมที่จะเปิดดันเจี้ยนแห่งนี้
ดันเจี้ยนนั้นหากมีผู้ที่เคยผ่านประตูเข้าไปแล้วผู้ที่มาใหม่ทำแค่เพียงใช้พลังเวทในการกระตุ้นประตูให้เปิดออกนั่นก็เพียงพอที่จะเปิดประตูดันเจี้ยนอีกครั้งแล้ว แต่เมื่อครู่แอเรียสได้ลองทำเช่นนั้นแล้วแต่เขากลับไม่สามารถเปิดประตูออกได้นั่นจึงทำให้เขารู้ว่าดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่เคยถูกผู้ใดค้นพบมาก่อน
แอเรียสใช้มีดสั้นเล่มหนึ่งกรีดลงไปที่ปลายนิ้วมือ ก่อนจะใช้นิ้วมือนั้นขีดเขียนวงแหวนเวทด้วยโลหิตลงไปบริเวณอัญมณีสีแดงเข้มที่ประดับเอาไว้บนประตูนั้น แอเรียสใช้พลังเวทถ่ายเทลงไปบนอัญมณีสีแดงเม็ดนั้น อัญมณีสีแดงที่ดูทึบแสงกลายเป็นสว่างสดใสราวกับดวงตะวันขนาดเล็กมันสาดประกายเจิดจ้าออกมาก่อนจะดูดซับเอาโลหิตของแอเรียสที่ติดอยู่บนประตูไปทั้งหมด
“ บ้าเอ๊ย นี่มันจะสูบเลือดข้าไปให้หมดตัวเลยรึยังไง “
แอเรียสรีบสะบัดมือพร้อมกระโดดถอยออกห่างจากบานประตูอย่างรวดเร็วเมื่ออัญมณีเม็ดนั้นดูเหมือนมันจะพยายามจะดูดกลืนโลหิตจากร่องรอยบาดแผลบนนิ้วมือของแอเรียสเข้าไปด้วย แต่โชคดีที่เขาดึงมือออกมาได้ทันไม่เช่นนั้นมันคงได้สูบเลือดเขาเข้าไปจนหมด
เส้นแสงสีแดงแพร่กระจายออกมาจากอัญมณีเม็ดนั้นก่อนจะลุกลามไปตามร่องรอยบางอย่างบนบานประตูสีเทา มันพลันส่องสว่างขึ้นจนแอเรียสต้องเผลอยกมือขึ้นมาปิดดวงตาเอาไว้บางส่วนเพราะความสว่างที่มากเกินไปจนเขาเองรู้สึกแสบตาราวกับกำลังจ้องมองดวงอาทิตย์อยู่ ในที่สุดบานประตูกระถูกเปิดออก เบื้องหลังประตูหาได้มีภาพของสัตว์อสูรหรือดินแดนอันน่าอัศจรรย์ใดๆ มันเป็นแสงสีดำที่ดูบิดเบี้ยวไปมาคล้ายกับช่องว่างของมิติ
แอเรียสก้าวเดินเข้าไปยังแสงสีดำนั้นด้วยความแน่วแน่ สายตาเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ในดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อย มันเป็นแววตาของผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มันไม่เหมือนแววตาของเด็กที่พึ่งจะอายุได้สิบหกปีทั่วไปเลยแม้แต่น้อย
แสงสีดำโอบอุ้มอยู่รอบร่างของแอเรียสก่อนที่ร่างของแอเรียสจะพลันหายไปจากจุดนั้นด้วยความรวดเร็ว บานประตูพลันปิดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่บริเวณตรงนั้นจะกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
“ ปีศาจหรือทวยเทพ มนุษย์หรือสัตว์อสูร ทิวะหรือราตรี สิ่งใดคือความถูกต้องสิ่งใดคือความชั่วร้าย สิ่งใดคือแก่นแท้ สิ่งใดคือมายา โชคชะตาคือสิ่งใด มนุษย์เอ๋ยจงใช้พลังของเจ้าขีดเขียนโชคชะตาของเจ้าซะ เจ้าจงอย่าได้เฝ้าภาวนาถึงสิ่งใด มีเพียงพลังของเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าให้อยู่รอดในดันเจี้ยนแห่งนี้ได้“
เสียงอันเรียบเฉยราวกับผู้ที่ไร้ความรู้สึกนั้นสร้างความงุนงงให้กับแอเรียสไม่น้อย เขามองไปยังบริเวณรอบด้านแต่เขากลับพบเพียงแสงสีดำอันบิดเบี้ยวของมิติเท่านั้นหาได้พบตัวตนของเจ้าของเสียงไม่ มันเป็นเสียงที่แอเรียสสามารถสัมผัสได้ถึงร่องรอยแห่งบรรพกาล บางทีนั่นอาจจะเป็นเสียงของผู้ที่สร้างดันเจี้ยนแห่งนี้ขึ้นมา แม้ไม่อาจเข้าใจความหมายของคำพูดได้ทั้งหมดแต่แอเรียสก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดสุดท้ายนั่น ในดันเจี้ยนแห่งนี้มีเพียงพลังของตัวเองเท่านั้นที่จะช่วยให้รอดพ้นไปจากอันตรายได้ หลังจากเสียงนั้นพูดจบลงแล้วทุกสรรพสิ่งก็พลันเงียบลงหาได้มีเสียงใดๆอีกไม่
แสงสีดำที่อยู่รอบกายของแอเรียสค่อยๆจางหายไป สายตาเริ่มมองเห็นทิวทัศรอบตัวอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าของแอเรียสปรากฏคล้ายเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งนี้ บนผนังถ้ำเต็มไปด้วยก้อนแร่สีเขียวที่เรืองแสงอยู่ท่ามกลางความมืดมิดมันทำให้ถ้ำแห่งนี้ไม่ได้มืดมนจนไร้แสงอีกต่อไป แม้จะไม่ได้สว่างเจิดจ้าราวกับดวงไฟแต่ก็ทำให้แอเรียสสามารถมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้
“ มาลองดูหน่อยแล้วกันว่าจะมีตัวอะไรมาคอยต้อนรับข้าอยู่บ้าง“
แอเรียสยกยิ้มพร้อมเรียกดาบอสูรมายาออกมาจากแหวนมิติ มือกระชับด้ามดาบแน่นก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเด็ดเดี่ยว
หลังจากเดินมาเพียงไม่กี่ก้าวแอเรียสก็พบเจอกับสัตว์อสูรตัวแรกแล้ว ขนปุกปุยสีขาวกับหูสองข้างที่ยาวขึ้นมา ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็เหมือนกระต่ายป่าทั่วไปอย่างไม่มีผิด คงมีแต่ขนาดตัวที่ใหญ่กว่ากระต่ายป่าทั่วไปถึงสองเท่ากับเขี้ยวสีดำที่เรียงรายกันอยู่ในปากราวกันใบเลื่อยเท่านั้นที่ทำให้มันดูผิดแปลกจากกระต่ายป่าทั่วไป
“ แค่กระต่ายอสูรเหรอเนี่ย ข้าอุตส่าห์คาดหวังว่ามันจะมีสัตว์อสูรที่ทำให้ข้าสนุกกว่านี้ซะอีก แต่นี่ก็แค่ชั้นที่หนึ่งล่ะนะจะไปคาดหวังอะไรกับมันมาก“
แอเรียสส่ายหัวออกมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อยก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวขนปุกปุยที่ดูไม่ได้น่ารักน่าชังสักเท่าไหร่นัก ทันทีที่มันมองเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่กำลังย่างกายเข้ามาในเขตของมัน มันก็แยกเขี้ยวข่มขู่ให้อีกฝ่าล่าถอยออกไป เมื่อกระต่ายอสูรเห็นว่าแอเรียสไม่ได้มีท่าทีว่าจะถอยไปมันก็เริ่มเข้าโจมตีทันที ร่างของมันกระโดดเข้ามาใกล้แอเรียสด้วยความรวดเร็ว คมเขี้ยวสีดำที่เรียงรายอยู่ในปากของมันช่างขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูคล้ายกับกระต่ายขนปุกปุยตัวหนึ่งเป็นอย่างมาก
ฉึบบบ !!
เสียงของคมดาบที่ตัดผ่านร่างของกระต่ายอสูรจนขาดเป็นสองท่อนในพริบตา แอเรียสไม่แม้แต่จะต้องเปลืองแรงใดๆด้วยซ้ำไป เพียงแค่พลังของดาบอสูรมายาก็เพียงพอแล้วที่จะผ่ามันออกเป็นสองส่วน กระต่ายอสูรเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้น และที่สำคัญมันยังอ่อนแอกว่าสัตว์อสูรระดับต่ำทั่วไปเสียด้วยซ้ำด้วยเหตุนี้มันจึงมักจะถูกไล่ล่าจากสัตว์อสูรระดับต่ำด้วยกันเองอยู่เป็นประจำ
จี๊ดดด !! จี๊ดดด !! จี๊ดดด !!
ดูเหมือนการมาของแอเรียสจะเรียกให้เหล่ากระต่ายอสูรในบริเวณนั้นมารวมตัวกัน แอเรียสสำรวจไปรอบๆก็พบกับกระต่ายอสูรอีกสามตัวที่กำลังวิ่งมาทิศทางของเขา แต่ดูเหมือนการเพิ่มจำนวนของพวกมันจะหาได้เป็นอุปสรรคใดๆกับเขาไม่ แอเรียสตวัดคมดาบเข้าฟาดฟันเหล่ากระต่ายอสูรที่พึ่งมารวมตัวเพียงไม่อึดใจก็สามารถกำจัดพวกมันไปจนหมดสิ้น แอเรียสรวบรวมแก่นอสูรจากร่างของกระต่ายอสูรที่เขาฆ่าได้ทั้งหมดก่อนที่จะสำรวจดันเจี้ยนต่อไป
บนหนทางอันคดเคี้ยวของดันเจี้ยนแอเรียสพบเจอกับเหล่ากระต่ายอสูรหลายสิบตัว ส่วนสัตว์อสูรระดับต่ำชนิดอื่นมีปะปนอยู่กับกระต่ายอสูรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ทุกเส้นทางที่แอเรียสก้าวผ่านไปเขาได้ทำการสังหารพวกมันจนหมดสิ้นโดยไม่หลงเหลือไว้เลยแม้แต่ตัวเดียว แอเรียสรู้ดีว่ายังมีสัตว์อสูรอีกหลายตัวที่ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณหรือเส้นทางอื่นที่เขายังไม่ได้สำรวจ แต่แอเรียสก็ไม่ได้มีความคิดที่จะล้างบางพวกมันจนหมดสิ้น สัตว์อสูรระดับต่ำพวกนี้หาใช่คู่มือของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ ถึงจะเป็นแค่สัตว์อสูรระดับต่ำแต่ก็เปลืองแรงไปเยอะเหมือนกันแหะ“
แอเรียสหอบออกมาเล็กๆด้วยความเหนื่อยล้า แม้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำแต่จำนวนที่มีมากถึงหลายสิบตัวก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรับมือได้โดยง่ายเลยแม้แต่น้อย หากพวกมันเกาะกลุ่มกันแล้วเข้าโจมตีแอเรียสในคราเดียวนั่นคงทำให้แอเรียสตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน ตลอดเส้นทางแอเรียสรวบรวมแก่นอสูรระดับต่ำได้มากถึงสี่สิบสามชิ้น
แอเรียสเดินต่อมาจนพบกับประตูสองบาน ประตูทางซ้ายเป็นประตูที่ให้ความรู้สึกอันอบอุ่นยามที่สัมผัสโดน ส่วนประตูทางขวาเป็นประตูที่ให้ความรู้สึกอันขมุกขมัวมีกลุ่มควันสีเทาโชยออกมาจากรอบๆประตูบาน หนึ่งคือทางออกไปสู่โลกภายนอก อีกหนึ่งคือหนทางสู่ดันเจี้ยนชั้นต่อไป
ดันเจี้ยนนั้นประกอบไปด้วยชั้นย่อยๆหลายชั้น ชั้นแรกจะโดยมากแล้วจะมีเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้นที่อาศัยอยู่ เว้นแต่ดันเจี้ยนระดับสูงที่อาจจะพบเจอสัตว์อสูรระดับกลางหรือระดับสูงตั้งแต่ชั้นแรก ส่วนชั้นต่อไปก็จะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากที่สุดของดันเจี้ยนจะอาศัยอยู่ในชั้นสุดท้ายของดันเจี้ยน
โดยมากแล้วชั้นแรกๆของดันเจี้ยนมักจะไม่มีสมบัติอะไรจะมีก็เพียงแก่นอสูรเท่านั้น หลายคนเลือกที่จะพิชิตดันเจี้ยนเพียงชั้นแรกๆเท่านั้นเพราะเพียงแค่แก่นอสูรจำนวนมากก็เพียงพอสำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าดันเจี้ยนแต่ละแห่งจะมีกี่ชั้น บางแห่งอาจจะมีเพียงไม่ถึงสิบชั้นแต่บางแห่งก็อาจจะมีมากกว่าร้อยชั้น
ในทุกๆชั้นของดันเจี้ยนจะมีประตูสองบานเฉกเช่นที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของแอเรียส ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะออกไปจากดันเจี้ยนหรือเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป หลายคนมักไม่ประมาณความสามารถของตนและส่วนมากคนเหล่านี้ก็มักจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ดันเจี้ยน ด้วยอันตรายเหล่านี้เหล่านักเวทจึงเลือกที่จะเข้าพิชิตดันเจี้ยนกันเป็นกลุ่ม แม้มันจะได้รับสมบัติและแก่นอสูรน้อยลงแต่มันก็นับว่าปลอดภัยกว่าการที่คิดจะพิชิตดันเจี้ยนคนเดียวมากนัก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เลือกจะเดินเข้าดันเจี้ยนเพียงคนเดียวเฉกเช่นที่แอเรียสกำลังทำอยู่ตอนนี้
แทนที่จะก้าวเดินผ่านประตูบานใดบานหนึ่งที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าแต่แอเรียสเลือกที่จะนำแก่นอสูรทั้งหมดออกมาจากแหวนมิติ แก่นอสูรจำนวนมากถูกนำมากองอยู่เบื้องหน้าของแอเรียส
แอเรียสนั่งลงก่อนที่จะเริ่มดูดซับแก่นอสูรทั้งหมดอย่างช้าๆ เส้นเลือดสีดำโป่งพองอยู่ทั่วใบหน้าของแอเรียส แขน ขาหรือแม้แต่บนร่างของแอเรียสต่างเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำ มันอัดแน่นไปด้วยพลังงานของอสูรอันเข้มข้น สายฟ้าที่อยู่ภายในแก่นเวททำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี มันดูดกลืนทุกพลังงานที่เข้ามาภายในร่างของแอเรียสอย่างไม่มีเหลือแม้เศษเสี้ยวก่อนที่พลังทุกอย่างจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังของสายฟ้านั่นทั้งหมด แม้จะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องดูดซับแก่นอสูรแต่แอเรียสเองก็รู้สึกยินดีในความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมา
“ มาดูกันสิว่า ดันเจี้ยนแห่งนี้มันจะช่วยให้ข้าแข็งแกร่งได้มากแค่ไหน“
หลังจากผ่านไปกว่าสิบนาทีในที่สุดการดูดซับแก่นอสูรทั้งหมดก็จบลง แอเรียสลุกยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี มือกระชับดาบอสูรมายาด้วยความมุ่งมั่น พลังของนักเวทฝึกหัดระดับห้ากระจายออกมาจากทั่วร่างของแอเรียส เขาก้าวเข้าสู่ประตูที่นำไปสู่ดันเจี้ยนชั้นต่อไปโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นการฝึกฝนที่เขาไม่สามารถหาได้เลยแม้แต่น้อยยามที่อยู่ในตระกูล ภายในใจของเขากำลังโหยหาและกระหายการต่อสู้ มันคือการต่อสู้ที่เดิมพันไปด้วยชีวิตระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร